De-sign

Check it out

Paphanan Nuikhram | MY LAB PROJECTS | Master Programme | 2013

 

การสื่อสารโดยใช้พิกัดสถานที่และความเป็นส่วนตัว

Location-Based Service and Privacy

ABSTRACT

     การสะท้อนความนิยมผ่านทางเครื่องมือสื่อสารโดยแอพพลิเคชั่นต่างๆบน Social Media ด้วยการ Check in ซึ่งมีความหมายถึงการลงทะเบียนเข้าสู่สถานที่หนึ่ง โดยจุดประสงค์คือการตอบสนองความต้องการของผู้บิรโภคและนักการตลาดที่ได้วางกลยุทธ์ดึงดูดใจ การแสดงสัญญะค่านิยมของคนที่ทวีเพิ่มขึ้นนั้นเราเองกำลังถูกติดตามเก็บข้อมูลอยู่ด้วยเช่นกัน โดยที่เรามุ่งเน้นความสะดวกสบายจนลืมนึกถึงความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย เครื่องมือสื่อสารจำพวกสมาร์ทโฟนมีอิทธิพลต่อการใช้งานของผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากราคาที่สามารถหาซื้อได้ไม่แพงอย่างในอดีต ความเร็วสูงของสัญญาณที่ทำให้การใช้งานมีความสดใหม่อยู่ตลอดเวลา สามารถเข้าถึงได้แบบ real time ตอบสนองคนยุคใหม่ที่เคยชินกับชีวิตที่รีบเร่ง ทันท่วงที นักการตลาดได้วางกลยุทธ์ที่สามารถตอบสนองความต้องการไว้แล้วเสร็จในรูปแบบของ location-Based Marketing ที่สามารถเห็นภาพ สถานที่ คำแนะนำ ซึ่งถือว่าได้ครบทั้ง 4p คือ สถานที่ , ราคา, โปรโมชั่น และผลิตภัณฑ์ 

        Installation สื่อถึงคนหรือผู้บริโภคกำลังพาตัวเองเข้าไปอยู่ในภาวะบริโภคนิยม ด้วยความยินยอมพร้อมใจ Check in กระจายตัวอยู่ในทุกพื้นที่ และเป็นไปเพื่อสนองผลประโยชน์ทางการตลาดของเจ้าของแบรนด์ โดยมีเครื่องมือสื่อสารเป็นสื่อ ผู้บริโภคเป็นหมากที่ช่วงเดินเกมส์การตลาดให้ประสบผลสำเร็จ ยิ่งจำนวนการ Check in ในสถานที่นั้นมากเท่าไหร่ก็เท่ากับว่าประสบความสำเร็จในการประชาสัมพันธ์ เพราะนอกจากการ Check in แล้วผู้ใช้ยังสามารถใส่รูปภาพประกอบพร้อมคำบรรยาย สิ่งนี้ตอบโจทย์แบบปากต่อปาก จะเห็นได้ว่าสื่อออนไลน์จะมีอิทธิพลต่อการเลือกรับสิ่งต่างๆ เแกเช่นเดียวกับ Blogger ที่สามารถทำให้สินค้าหนึ่งประสบความสำเร็จได้ด้วยการทดลองใช้ให้เห็น ความคิดเห็นและรูปภาพที่เป็นแบบ Real Time ดึงความสนใจในวินาทีนั้นได้

CHAPTER 01 Introduction

 

 ในระบบบริโภคนิยมเราไม่สามารถแยกแยะเหตุแห่งการบริโภคที่แท้จริงออกจากจิตใจได้ สินค้าและบริการกลายเป็นสัญลักษณ์ในการแสดงตน เสพสัญญะของการบริโภคสร้างตัวตนชนเผ่า และอัตลักษณ์ กาแฟหนึ่งแก้วอาจมีความหมายมากกว่าหน้าที่ในตัวมันเองตามสารเคมีแะลการออกฤทธิ์ แต่มันสร้างความภาคภูมิใจแก่ผู้บริโภค โดยที่สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างลอยๆ และมันกลายเป็นที่ยอมรับของคนกลุ่มหนึ่งว่าเป็นเช่นนั้น เมื่อเทคโนโลยีไร้สายเข้ามาครอบครองพื้นที่ทางการสื่อสาร ปัจจัยหลักของโลกอย่างเศรษฐกิจและการค้าก็รุกมากยิ่งขึ้น ตราบใดที่การบริโภคนิยมเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ การแข่งขันทางการตลาดจึงรุกตามความต้องการของผู้บริโภคที่มีมาก การเข้าถึงผู้บริโภคอย่างไรที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด การทำตลาดโดยใช้พิกัดสถานที่ (Location-Based Marketing) คือ การตลาดทางตรง(Direct marketing) โดยการนำเทคโนโลยีไร้สายมาใช้ประโยชน์จากการระบุตำแหน่ง โดยใช้เทคโนโลยีจากดาวเทียม เครื่องรับสัญญาณดาวเทียม และคลื่นสัญญาณวิทยุผนวกกับเครือข่ายแผนที่ออนไลน์มาเป็นนวัตกรรมจนกลายมาเป็น  Location-Based sevice ที่มีความแม่นยำและสามารถนำมาปรับใช้ได้หลากหลายรูปแบบรมไปถึงในการดำเนินการทางการตลาดด้วย เพราะเป็นนวัตกรรมที่มีความสดใหม่ทางด้านข้อมูล นับตั้งแต่ Foursqure ในปี 2009 หลังจากนั้นมาก็มี social network อีกหลายรายที่มีลักษณะคล้ายกันในการให้บริการระบุพิกัดไม่ว่าจะเป็น Facebook และ Google  ทุกครั้งที่ผู้ใช้เครื่องมือสื่อสารไปตามจุดต่างๆแล้วทำการ check in  ระบบจะบันทึกข้อมุลส่วนนั้นเอาไว้ การ check in ที่เหมือนจะกลายเป็นวัฒนธรรมของผู้สนใจทางเทคโนโลยีที่ต้องปฏิบัติเมื่อไปในสถานที่ต่างๆรวมไปถึงร้านค้าและบริการ ก็เท่ากับว่าตัวผู้บริโภคทำตัวเองเป็นสื่อมวลชนกระตุ้นการตลาดแก่แบรนด์นั้น สินค้าและบริการหลายๆแบรนด์ใช้โอกาสนี้ในการส่งโปรโมชั่นเชิญชวนลูกค้าโดยใช้การจับสัญญาณจากเครื่องมือสื่อสารเป็นข้อมูล คล้ายคลึงกับเมื่อเดินเข้าไปในเทศกาลแสดงสินค้าใหญ่ๆ เราจะได้ข้อความทางเครื่องมือสื่อสารเป็นการตอนรับและส่งโปรโมชั่นเชิญชวนผู้ที่เข้ามาในงาน โดยใช้วิธีการจับสัญญาณที่อยู่ในรัศมีบริเวณงาน ดังนั้นเมื่อเปิดออนไลน์เครื่องมือการเคลื่อนที่ของเครื่องมือสื่อสารไปตามสถานที่ต่างๆจะถูกเก็บด้วยเช่นกัน ในขณะที่ความสะดวกสบายมาหาผู้บริโภคถึงที่สิ่งที่ถูกมองข้ามไปคือความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวนั้นได้ถูกริดรอนลงไปด้วย ตัวผู้บริโภคเองกลายเป็นเครื่องมือในการติดตามพฤติกรรมผู้บริโภค เรากำลังละเลยสิ่งที่สูญเสียหรือเรายินยอมพร้อมใจที่จะสูญเสียมันเพื่อแลกกับโปรโมชั่นกันแน่ โดยหน้าที่ของสื่อที่เรากำลังใช้คือการแปลสารมาเพื่อวิเคราะห์ก่อนจะตัดสินใจ แต่ด้วยเทคโนโลนีที่พัฒนามาควบคู่กับชีวิต สำหรับบางคนกลายเป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกาย จึงแยกไม่ออกว่ากับความเสมือนจริงที่อยู่ตรงหน้า

 

CHAPTER 02 Literature review

 

Location-Based service 

บริการLocation-Based service มีหลักการทำงานอยู่หลักๆ 2 ส่วนคือ

- ส่วนบริการฐานข้อมูล ที่สร้างข้อมูลพิกัด ข้อมูลพื้นฐานของรายละเอียดสถานที่หรือร้านค้า ซึ่งผู้ให้บริการมักอนุญาตให้ผู้ใช้งานเพิ่มข้อมูลเองได้ตามต้องการ เป็นการขยายฐานข้อมูลบน Database เช่น บริการ google map ที่ให้สมาชิกเพิ่มฐานข้อมูลพิกัดสถานที่ หรือร้านค้า

- ส่วนรับ-ส่งข้อมูลทางพิกัด เพื่อค้นหาตำแหน่งจากอุปกรณ์สื่อสารพกพา จุดนี้อาจจะแยกเทคโนโลยีออกมาได้หลายแบบGlobal Positioning Systems เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ระบบค้นหาจากดาวเทียมในการระบุตำแหน่ง โดยอาศัยการคำนวณพิกัดจากดาวเทียมระบุตำแหน่งจำนวน 24 ดวงที่โคจรอยู่รอบโลกในระดับความสูงประมาณ 20,000 กิโลเมตร เดิมเป็นการใช้ประโยชน์ทางทหาร แต่ต่อมาถูกนำมาใช้ประโยชน์ในภาพประชาชน  แต่ด้วยข้อจำกัดทางการใช้งานจึงมีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆในเครื่องมือสื่อสารเมื่อข้อมูลทำงานประสานกับฐานข้อมูลออนไลน์ ก็จะสามารถใช้ระบบนำร่องคำนวณหาพิกัดสถานที่ที่ต้องการได้อย่างถูกต้อง แต่ทั้งนี้ความแม่นยำนั้นก็ขึ้นอยู่กับฐานข้อมูลที่มีอยู่ รวมไปถึงเครื่องมือรับส่งสัญญาณและสภาพแวดล้อมด้วย

 

การทำตลาดโดยใช้พิกัดสถานที่ (Location-Based Marketing)

Location-Based Marketingคือ การปฏิสัมพันธ์ นำเสนอ หรือตอบสนองความต้องการลูกค้าโดยอาศัยตำแหน่งพิกัดทางภูมิสาสตร์ในขณะนั้นของลูกค้า ผ่านทางสื่อดิจิตอลหรือ Social Media เพื่อเพิ่มดอกาสในการสร้างความจงรักภักดีต่อสินค้า และการกระจายส่งต่อทาง Social Media นักการตลาดสามารถวางแผนและใช้เครื่องมือเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายของตัวเอง สามารถนำมาปรับใช้เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ เพื่อเสนอสินค้าและโปโมชั่นพิเศษ

 

 

New Media Theory

        เริ่มต้นก้าวเข้ายุคดิจิตอล ข้อมูลหรือสื่อถูกแปลให้เป็นอนูที่มีความเล็กลงเรื่อยๆ สถานะของมันสามารถปรับเปลี่ยนหรือเคลื่อนย้ายได้มากมายหลายรูปแบบ ผลพวงมาจากการพัฒนาของ Internet convergence จากสื่อเดิมเช่น โทรทัศน์ วิทยุ สมัยก่อนโทรทัศน์มีไว้ดูอย่างเดียว วิทยุก็ฟังได้อย่างเดียว นอกจากตัวสื่อที่เป็นเดี่ยวๆมันมีลักษณะเฉพาะตัว การที่เทคโนโลยีมันถูกมาเป็นสื่อดิจิตอล นั้นเริ่มมีมาประมาณ 1 ทศวรรษ เริ่ม ต้นจากโทรทัศน์ที่ออกอากาศเป็น Broadcast และ network computer ถูกพัฒนาไป โทรทัศน์ที่เคยอยู่ในบ้าน พักอาศัยหรือ PC. ก็เป็นอุปกรณ์ สื่อที่อยู่ภายในบ้าน เริ่มต้นคือ ช่องโทรทัศน์มันเต็มไปด้วยเนื้อหา แต่ไม่ได้ถูกแปลงเป็นดิจิตอล เราไม่สามารถนําไปดูต่อ เทคโนโลยียังไม่มี ส่วนพวก internet service ทั้งหลายเทคโนโลยีในการเชื่อมต่อสูงแต่ content ไม่มีเช่นการส่งไฟล์หรือแปลงรหัสให้เป็นดิจิตอลยัง ไม่มีผ่าน optic fiber หรือที่เราเรียกว่าใยแก้วนําแสง

       ปี 2000 อินเทอร์เน็ตเริ่มถูกนำมาใช้งานอย่างแพร่หลาย อินเตอร์เน็ตมากขึ้นทําให้การเสพข้อมูล media ที่ง่ายขึ้นเมื่อสองบริษัทนี้รวมกันทําให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น รายการ TV.สามารถดูได้บนอินเทอร์เน็ตย้อนหลังได้ ด้วยการควบรวมกันของ AOL ก็มีช่องรวมกันเยอะเช่น Warner Brother ทุกอย่างที่เป็นเครือข่ายทั้ง เพลง ละคร สํานักข่าว เกิดการรวบรวมระบบขึ้นมาในแง่ของเนื้อหาที่เป็น ความบันเทิง

        ในยุค 1990 แนวคิด convergenceเริ่มแพร่ขยายแต่ยังไม่เท่าปัจจุบัน แนวคิดนี้มีการพยายาม ควบรวม TV. กับ internet เข้าด้วยกัน แต่ปัจจุบันเครื่องแปลงภาพให้มีความจุที่น้อยลงเพื่อการส่งไฟล์ได้สะดวก และภาพที่มีความละเอียดมากขึ้น มีประสิทธิภาพและความคมชัดสูงเป็น multi-media สามารถทําให้คนดูรู้สึกมีส่วนร่วมและเข้าถึงได้มากขึ้น และยังดูย้อนหลังได้ ปัจจุบัน กล้อง ทีวี วิทยุ ได้รวมกันหมดแล้ว ผ่านแนวคิด convergence เช่นไอโฟน หรือสมาร์ททีวี สามารถรวมสิ่งเหล่านี้อยู่ในเครื่องเดียวกันได้ มีทั้ง media ในเชิง content และ concept และยังมีราคาที่ถูกลงด้วยนั้นคือคุณภาพของดิจิตอลที่มันไปสัมพันธ์กับวัฒนธรรม ความตื่นตาตื่นใจและความสดใหม่  ให้ภาพแทนที่มันนําเสนอเสมือนความจริง และมีความคล้ายจริงเช่น Streaming video พอเทคโนโลยีพัฒนาไปเกี่ยวข้องกับความหลงไหลของมีเดียทุกที่เป็น view time จากสถานที่ต่างๆมารวมกันในช่วงเวลาได้ จะเห็นว่าสื่อเก่าจากเดิมที่เป็น นิตยสารปัจจุบันนี้ก็ต้องพัฒนามาเป็น e-book ด้วยต้นทุนที่ถูกลงและยังสามารถเข้าถึงคนได้ง่ายกว่า หนังสือพิมพ์ ที่เมื่อก่อนเป็นวันต่อวัน ปัจจุบันนี้ก็มีรายงานข่าวเกือบทุกชั่วโมง แล้วยังสามารถดูย้อนได้อีก ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้มัน เปลี่ยนไปหลายๆอย่างเช่นการบริโภค การสื่อสาร สังคม เศรษฐกิจ ทุกอย่าง ทุกวันนี้โทรศัพท์หายเราก็ไม่ สามารถเชื่อมต่อข้อมูลมีเดียกับโลกอื่นๆได้ทุกอย่างมันถูก link กันหมดเพราะเขตแดนของการรับรู้แต่มันเชื่อมต่อ เรากับสิ่งอื่น ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมหรือสังคมจะกล่าวว่าเป็นวัตถุนิยมเลยก็ว่าได้ มันกระตุ้นให้ความต้องการที่มีอยู่ ให้เราต้องซื้อหรือติดมัน เปรียบเหมือนอวัยวะส่วนหนึ่งในร่างกายเลยก็ว่าได้ มันทําให้เรามองเห็นอีกซีกโลกหนึ่ง ได้

        Henry Jenkins (2001) นักวิชาการด้านมีเดีย กล่าวถึงตัวอย่างอีกอันคือ media ถูกแปลงเป็น digital Form ทุกวันนี้ก็พยายามเข้ามาแทนที่ analog ทั้งหลายให้เป็น digital สามารถฟังเพลงจากโทรศัพท์มือถือได้ บาง คนยังสะสมของเก่าหรือความรู้สึกส่วนตัวมันทําให้เกิดทางเลือกอย่างมาก แต่ก่อนยังมี วีดีโอ ดีวีดี ปัจจุบันขายแพง ก็ไม่ได้แล้ว กลับมาขายในรูปแบบของการสะสม ซึ่งปัจจุบันสื่อเหล่านัั้นเรายังหาโหลดมาดู มาฟังได้อีก ทั้งยัง สามารถเลือกความจุได้ Henry Jenkins จําแนกว่าชนิดของ convergence มี 3 ประเภทว่าด้วย convergence ที่ มันเปลี่ยนไป ได้ทํานายเทคโนโลยีว่าถึงไม่มีสื่อโดดๆ ว่ามันจะมาเอาชนะหรือความตื่นตาตื่นใจของหู หรือตาของมนุษย์ได้ไม่ว่าอะไรก็ จําเป็นต้องมีเทคนิควิธีการเป็น ควบคุมมีเดียมองไปทางไหนก็เจอไม่ว่าจะสื่อ หรือการสัมผัสรับรู้แบบพื้นที่และ เวลาอยู่รอบตัวเรา เทคโนโลยีเศรษฐกิจมาควบรวมแต่ Henry Jenkins ควบมิติและวัฒนธรรม 3 รูปแบบเข้าด้วยกัน

 

1. Social or organic convergence 

การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่มีส่วนไปปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ไม่ใช่แค่ level เดียวแต่มีหลายมิติที่ซ้อนกันเป็น multi-tasking สื่อไม่ได้หมายถึงเครื่องใดเครื่องหนึ่งแต่มันหมายถึงโหมดที่เรารับรู้ ดูหนัง พิมพ์ งาน อาจเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวแต่มีหลายมีเดียซึ่งก็คือเมื่อก่อนเราทํางานก็ทํางานอย่างเดียวแต่ปัจจุบันนี้รูปแบบของการปฏิสัมพันธ์กับความเป็นจริงที่หลากหลายมากขึ้น 

2. convergence 

วัฒนธรรมของความสร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรมมาบรรจบกันทําให้เกิด new forms of cultural creative มันทําให้การร่วมมือสามารถทําให้คนมาร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมมากขึ้นมันเกิดการ link ต่อ สาย online ทําอะไรก็ได้พร้อมกันประชุมพร้อมกันการเชื่อมต่อกัน หลายๆคนจะเป็น creative เช่นศิลปินมี กิจกรรมให้คนเข้ามาปฏิสัมพันธ์กันมีลักษณะทางเดี่ยวมากกว่า ด้วยเทคโนโลยีทําให้คนมาปฏิสัมพันธ์กันกันมีเดียมากขึ้นเกิดการหมุนเวียนคนสามารถเข้ามาสร้างสรรค์ใหม่จะมีพื้นที่เหล่านี้ใน new media ตัวอย่างเช่น wikipedia เหมืือนคนที่เข้ามาสามารถมาแชร์ความรู้ แก้ไขในสิ่งที่ผิดได้เกิดเป็น New form of creative 

3.global convergence 

ในแง่วัฒนธรรมหรือสํานักความรู้ความคิดจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศ ส่งต่อรับมาเลยไม่มีอะไรที่เป็น original หรือไม่มีอะไรที่เป็น โดดๆอีกต่อไปมันเป็น hybrid คือสื่อลูกผสม สิ่งที่แล้วมาไม่ใช่แค่รู้แค่เห็นอย่างเดียวซึ่งมันได้บรรจุรหัสทางวัฒนธรรมมาด้วย สามารถรับรู้ได้พร้อมกันที่ดูเหมือนเต็มที่แล้วมากํากับชีวิตเราแต่ความเป็นจริงมีสัณฐานทางประวัติศาสตร์บอกว่า ไม่หยุดแค่นี้จะบรรจบ ที่แตกต่างหลากหลายมากขึ้นแต่ยังไม่แตกต่างอื่นๆอีกแน่นอน มีรูปแบบที่มันทับซ้อนอยู่ใน communication เสมอแน่นอนสื่อก็คือรูปแบบที่มันใส่รหัสของการสื่อสารมนุษย์ความ หมายคุณค่าของยุคสมัยต้องปรับเปลี่ยนไปเรื่อยแน่นอนว่า media ต้องเปลี่ยนตามเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนก็ส่งผล ต่อมนุุษย์วิธีการสื่อสารก็เปลี่ยนไปด้วย เช่นเมื่อก่อนเราใช้จดหมายในการติดต่อสื่อสาร แต่ปัจจุบันใช้ e-mail, sms, whatsapp, line เป็นต้น เนื้อหาที่เราเขียนก็เปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารที่เปลี่ยนไปสํานึกหรือกิจวัตรประจําวัน ก็เปลี่ยนเช่นกัน เช่นเมื่อโทรศัพท์หายก็มีผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจําวันของเราด้วย กิจกรรมก็ต้องเปลี่ยนไป digital media ได้เปลี่ยนอะไรหลายอย่างของกิจกรรมการสื่อสาร 

APPENDIX



created by Z Axis IT Solution