Timing words and way of life in culture of Thailand

Tanarat Tanonwong | MY LAB PROJECTS | Master Programme | 2013

งานแสดงชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์ในการจัดทำขึ้นเพื่อที่จะตั้งคำถามในเรื่อง การเปลี่ยนแปลงของคำบอกเวลาในแต่ละยุคแต่ละสมัย โดยพิจารณาจาก ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละยุคแต่ละสมัยในสังคมไทยว่า มีความเกี่ยวข้องกันมากน้อยเพียงใดและปัจจัยเหล่านั้นส่งผลกระทบต่อการ เปลี่ยนแปลงของคำบอกเวลาหรือไม่ แล้วส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในลักษณะใดในชีวิตประจำวันของคนสมัยนั้น ทำให้งานแสดงชิ้นนี้ เปรียบเสมือนเป็นตัวจุดประกายความคิด ในสิ่งที่เกี่ยวข้องกันระหว่างคำบอกเวลาและวิถีชีวิตในวัฒนธรรมไทยว่าเกี่ยว ข้องกันอะไรอย่างไร ซึ่ง จากงานวิจัยต่างๆ ที่ได้ศึกษามานั้นพบว่า งานวิจัยส่วนใหญ่มีลักษณะการค้นคว้าเพื่อหาข้อพิสูจน์ว่ามีการเปลี่ยนแปลง ของภาษาและคำจริงหรือ ไม่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะใด ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการเปลี่ยนแปลงความหมายหรือคำบอกเวลานั้น มักจะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามา เกี่ยวข้องด้วย ไม่ใช่เกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่ออยากจะเปลี่ยนหรือมีผู้นิยามศัพท์ใหม่ขึ้นมา ก็จะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นอาจขึ้น อยู่กับวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละยุคแต่ละสมัยด้วย เพื่อที่จะสามารถอธิบายถึงความเกี่ยวพันกันระหว่างวิถีชีวิตและการเปลี่ยน แปลงของคำบอก เวลา จากการศึกษาวิถีชีวิตของผู้คนในยุคสมัยต่างๆ งานแสดงชิ้นนี้จึงจัดทำขึ้นเพื่อสื่อให้เห็นถึง การเปลี่ยนของคำบอกเวลาโดยมีปัจจัยทาง สังคมวัฒนธรรมในยุคต่างๆ ที่ทำให้คำบอกเวลานั้นถูกเปลี่ยนความหมายหรือเปลี่ยนคำไป โดยเป็นลักษณะการตั้งคำถามให้ผู้ชมงานได้คิดว่ามัน เกี่ยวข้องกันอย่างไร และเมื่อถึงช่วงเสวนาก็จะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จากผู้ที่มีประสบการณ์ในด้านต่างๆ ถึงประเด็นนี้เพื่อหาแนวทาง และข้อสรุปในงานวิจัยต่อไปในอนาคต

ABSTRACT

เวลาเป็นสิ่งที่ผูกพันเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของมนุษย์ โดยที่เราไม่อาจแยกเวลาออกจากวิถีชีวิตได้ เนื่องด้วยเวลาเป็นเครื่องกำหนด การกระทำ สิ่งใดสิ่งหนึ่งให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเวลามีความสำคัญยิ่งต่อการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นอดีตกาลหรือปัจจุบัน ที่่ เชื่อมโยงในการกำหนดการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งของมนุษย์ให้มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดเพื่อสามารถดำเนินกิจกรรมอื่นๆ ได้

CHAPTER 01 proposal

หัวข้อและโครงร่างการค้นคว้าแบบอิสระ

สาขาวิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

  1. ชื่อนักศึกษา

                                นาย ธนรัตน์  ทนนวงค์                                                                     รหัส       549932111

                                Mr. Tanarat  Tanonwong                                                                                Code      549932111

 

  1. ชื่อเรื่องการค้นคว้าแบบอิสระ

พัฒนาการของคำบอกเวลาและวิถีชีวิตในสังคมเมือง

Development of the Timing words and way of life in culture of city

 

  1. คณะกรรมการที่ปรึกษาการค้นคว้าแบบอิสระ

อาจารย์ ดร.ทัศนัย เศรษฐเสรี

  1. หลักการและเหตุผล

เวลานับได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ ที่มนุษย์เองไม่สามารถปฏิเสธได้ มนุษย์ทุกคนมักจะถูกกำหนดด้วยเวลาไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม มักจะมีเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ โดยที่เราไม่อาจแยกเวลาออกจากชีวิตความเป็นอยู่ของเราได้ ไม่ว่าจะเป็นเวลาเช้า กลางวัน เย็นหรือก่อนนอน เนื่องด้วยเวลาเป็นเครื่องมือในการกำหนดการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ เช่น หากกำหนดเวลา 1 นาทีในการทำโจทย์คณิตศาสตร์ที่มีความซับซ้อน โดยมากก็จะรีบเร่งทำโจทย์ด้วยความรวดเร็ว เพราะกลัวจะไม่ทันเวลา และในกรณีเดียวกันโจทย์เดียวกันแต่เปลี่ยนเวลาเป็น 10 นาที ก็จะทำให้มีเวลาทำโจทย์มากยิ่งขึ้นอัตราเร่งในการทำโจทย์ก็น้อยลงเพราะมีเวลาในการคำนวณมากกว่า สะท้อนให้เห็นว่า เวลามีความสำคัญอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตของมนุษย์ และไม่ว่าจะในยุคใดก็ตามเวลาเป็นตัวกำหนดการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งของมนุษย์ให้มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดลงเพื่อที่จะสามารถดำเนินกิจกรรมอื่นๆต่อไปได้ ด้วยเหตุนี้เวลาจึงมีความสำคัญยิ่งในชีวิตมนุษย์

ในปัจจุบันก็ได้มีผู้นิยามความหมายของเวลาในมุมมองในหลายๆมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดของ ไอแซก นิวตัน ได้กล่าวไว้ว่า เวลาเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของจักรวาล ที่มักจะทำให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆมากมาย ทำให้เหตุการณ์ต่างๆเหล่านั้นยังคงดำเนินอยู่ และจากการที่เวลาเป็นตัวกำหนดพื้นฐานของสิ่งต่างๆมากมาย ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงได้ให้ความสำคัญกับเวลาอย่างมาก เห็นได้จากการคิดค้นคำพูดที่ใช้ในการบอกเวลา ซึ่งคำบอกเวลาเหล่านี้มีภาษาที่ใช้บอกเวลาทั่วโลกไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนก็ตาม เช่น คำว่า โมง ในภาษาไทย O’clock ในภาษาอังกฤษ Uhr ในภาษาเยอรมัน시 ในภาษาเกาหลี เป็นต้น โดยการคิดค้นคำบอกเวลาเหล่านี้เพื่อใช้ในการสื่อสารกันภายในสังคมวัฒนธรรมและดำเนินกิจกรรมร่วมกันได้และเพื่อให้การติดต่อสื่อสารราบรื่นไปได้ด้วยดี มนุษย์จึงพยายามคิดค้นคำบอกเวลาที่สามารถใช้ได้ครอบคลุมในทุกกรณี ดังที่ปรากฏในคำบอกเวลาของประเทศไทย เช่น ตอนเช้า, ตอนเย็น, กลางวัน, กลางคืน, วันนี้, วันพรุ่งนี้, โมง, ทุ่ม, ราตรี เป็นต้น ซึ่งคำบอกเวลาเหล่านี้บางคำมีความหมายเดียวกันแต่ใช้ในกรณีที่แตกต่างกันตามความเหมาะสมในการเลือกใช้ภาษา

จากการศึกษางานวิจัยของ ณัฐวรรณ ชั่งใจ (2552) พบว่าคำบอกเวลามีการพัฒนาความหมายที่เปลี่ยนไปจากเดิมโดยมีการเปรียบเทียบให้เห็นตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยาจนมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ยุคต้น โดยการเปลี่ยนแปลงนั้นส่วนมากเป็นการยืมคำ โดยเฉพาะภาษาสันสกฤต ซึ่งมักปรากฏในรูปแบบศัพท์ในภาษาเขมร เนื่องจากมีการรับวัฒนธรรมวิธีการบอกเวลาตามอย่างอินเดียและจีนผ่านทางเขมร จึงเป็นเหตุให้ความนิยมในการเลือกใช้ภาษาสันสกฤตสูง ส่งผลให้คำบอกเวลาในภาษาบาลีบางคำเกิดการผสมผสานคำขึ้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของภาษาขึ้น และในส่วนท้ายของงานวิจัยยังสามารถสรุปได้ว่า พัฒนาการของคำบอกเวลาดังกล่าว เกิดจากสาเหตุสำคัญ คือความนิยมการใช้ภาษาในแต่ละสมัย นั่นหมายความว่าการเปลี่ยนแปลงความหมายของคำบอกเวลาเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสิ่งที่แตกต่างกันในแต่ละยุคสมัยนั้นอาจเกิดจากวิถีชีวิตที่แตกต่างกันออกไป เป็นเหตุให้การนิยามความหมายในแต่ละยุคแตกต่างกันตามไปด้วย

จะเห็นได้ว่าจากอดีตถึงปัจจุบันในแต่ละยุคแต่ละสมันนั้นมีการเปลี่ยนแปลงในด้านวิถีชีวิตความเป็นอยู่ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นสมัยสุโขทัยที่มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย โดยมีการปกครองในรูปแบบพ่อปกครองลูก และเป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก อีกทั้งยังมีการจัดระบบชลประทานที่ดีเอื้อต่อการเพาะปลูก เป็นเหตุให้อาชีพของคนส่วนใหญ่ในสมัยนั้นจึงประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้คนในสมัยสุโขทัยมีวิถีชีวิตในแบบเกษตรกรรม ซึ่งแตกต่างกับยุคสมัยอยุธยาเล็กน้อยตรงที่ในสมัยอยุธยามีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศและเปลี่ยนจากการปกครองในระบอบพ่อปกครองลูกมาเป็นสมบูรณาญาสิทธิราช แม้จะยังมีการประกอบอาชีพเกษตรกรอยู่ แต่ในสังคมอยุธยาเริ่มมีการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนทางการค้ากับชาวต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ส่งผลทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมวิถีชีวิตความเป็นอยู่มากยิ่งขึ้น

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่ามีชาวต่างประเทศบางกลุ่มได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานโดยรอบพระนคร อีกทั้งอยุธยาได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองท่าที่สามารถขนส่งสินค้าจากทางเหนือโดยเฉพาะของป่า เพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศโดยผ่านอยุธยา จากเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้วิถีชีวิตของคนในสมัยอยุธยาเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีการรับวัฒนธรรมต่างประเทศ ส่งผลให้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไปจากเดิม และในสมัยรัตนโกสินทร์จะเห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างเห็นได้ชัดเจน เนื่องด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วในยุคสมัยปัจจุบันทำให้การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทำได้อย่างรวดเร็ว และการรับวัฒนธรรมของชาวต่างชาติมาปรับปรุงประเทศโดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันประเทศไม่ให้ตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตย และในยุคการล่าอาณานิคมนี้เองทำให้การทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านถูกยกเลิกไปเนื่องจากประเทศเหล่านั้นตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก ทำให้ไม่ต้องยกทัพไปทำสงครามอย่างเช่นในอดีตเพื่อต้องการขยายอำนาจ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งทหารอาชีพ ด้วยสาเหตุปัจจัยหลายประการที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเหตุให้วิถีชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนไปจากอดีตจนถึงปัจจุบันที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งคำและความหมายของคำมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาเช่นเดียวกับวิถีชีวิต เป็นเหตุให้น่าคิดว่าทั้งสองอาจมีความเกี่ยวโยงกันหรือไม่ การเปลี่ยนแปลงความหมายของคำเหล่านั้น วิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละยุคสมัยส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงหรือไม่อย่างไร

ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงความหมายของคำบอกเวลาและวิถีชีวิตในสังคมเมืองและอิทธิพลของวิถีชีวิตในสังคมเมืองที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงความหมายของคำบอกเวลาอย่างไร และนำสิ่งค้นพบในการทำวิจัยมาสร้างสรรค์สื่อศิลปะ

 

  1. วัตถุประสงค์
  1. เพื่อศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงความหมายของคำบอกเวลาและวิถีชีวิตในสังคมเมือง
  2. เพื่อศึกษาอิทธิพลของวิถีชีวิตในสังคมไทยที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงความหมายของคำบอกเวลา
  3. เพื่อนำสิ่งค้นพบในการทำวิจัยมาสร้างสรรค์สื่อศิลปะ

 

  1. แนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
    1. แนวคิดและทฤษฎี

แนวคิดในเรื่องเวลา จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปีพุทธศักราช 2542 ได้ให้คำนิยามไว้ว่า เวลา คือ “ชั่วขณะความยาวนานที่มีอยู่หรือเป็นอยู่ โดยนิยมกำหนดขึ้นเป็นครู่ คราว วัน เดือน ปี เป็นต้น” จากคำอธิบายข้างต้นแสดงให้เห็นว่าในพจนานุกรมได้กล่าวว่าเวลามีความต่อเนื่องแต่ก็ไม่ได้กำหนดว่ามีความต่อเนื่องกันมากน้อยเพียงใด ซึ่งหากเปรียบเทียบกับคำว่า Time ในพจนานุกรม English Oxford Dictionary พบว่ามีเนื้อความบางส่วนที่ตรงกับการนิยามความหมายของไทย โดยอธิบายว่า “(Time is) the indefinite continued progress of existence and events in the past, and future, regarded as a whole”

พระยาอุปกิตศิลปสาร (2541: 89 อ้างอิงจาก หลักภาษาไทย, 2541) ได้จัดคำบอกเวลาไว้ในส่วนของกาลวิเศษณ์ ซึ่งให้คำจำกัดความของคำว่ากาลวิเศษณ์ไว้ว่า “กาลวิเศษณ์ คือ วิเศษณ์บอกเวลา หมายความว่า คำวิเศษณ์ที่ แสดงเวลาภายหน้าภายหลัง หรือเวลาปัจจุบัน หรือเวลาเร็ว ช้า ก่อน หลัง” จากความหมายเหล่านี้ทำให้เห็นว่าหน้าที่ของคำบอกเวลาคือ คำวิเศษณ์ หมายถึงคำที่ใช้ประกอบหรือขยายคำนาม สรรพนาม คำกริยาหรือขยายคำวิเศษณ์ เพื่อให้คำเหล่านั้นเกิดความชัดเจนในเรื่องเวลา เช่น ประวัติศาสตร์ หากล่าวมาลอยเราไม่สามารถรับรู้ได้ว่าประวัติศาสตร์ในช่วงไหน เมื่อไหร่อย่างไร แต่เมื่อเราเติมคำว่า ก่อน หน้าคำว่าประวัติศาสตร์ รวมกันกลายเป็นคำว่า ก่อนประวัติศาสตร์ ทำให้เรารู้ชัดเจนว่าเป็นช่วงเวลาก่อนที่ประวัติศาสตร์จะเริ่มต้นขึ้น

 พระยาอุปกิตศิลปสาร (2541: 90,149 – 150 อ้างอิงจาก หลักภาษาไทย, 2541) ได้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับหน้าที่ของคำกาลวิเศษณ์ไว้ว่า คำวิเศษณ์ทำหน้าที่เกี่ยวข้องเป็นบทขยายของคำนาม คำสรรพนาม คำกริยา และคำวิเศษณ์ ซึ่งการเรียงลำดับอาจเรียงลำดับโดยการใช้ประกอบบ้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้าง แบ่งเป็นดังนี้ คือ คำวิเศษณ์ที่ประกอบคำนามและคำสรรพนาม เช่น คนโบราณ เวลาเช้า เวลาเย็น และคำวิเศษณ์ที่ประกอบคำกริยา และวิเศษณ์ด้วยกัน เช่น นอนเช้า ตื่นสาย นอนก่อน นอนหลัง

แนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงของภาษา (น้ำทิพย์ ภิงคารวัฒน์, 2541 : 156-161 อ้างอิงจาก การเปลี่ยนแปลงของภาษา: ภาษาอังกฤษผ่านกาลเวลา, 2541) แบ่งสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงความหมายของภาษาออกเป็น 4 ลักษณะดังต่อไปนี้

ปัจจัยทางวิทยาการก้าวหน้า โดยให้เหตุผลว่าวิทยาการที่เจริญก้าวหน้าทำให้เกิดสิ่งประดิษฐ์ที่แปลกใหม่ โดยอ้างถึงสิ่งหนึ่ง ในเวลาต่อมาของประเภทนั้นอาจมีการพัฒนาความก้าวหน้าในรูปแบบต่างๆออกไป หาคำศัพท์เหล่านั้นยังคงใช้คำเรียกคำเดิม ถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนความหมายของคำ

ปัจจัยทางสังคม การเปลี่ยนแปลงของภาษานับได้ว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม ยกตัวอย่าง เมื่อชุมชนกลุ่มหนึ่งกลายเป็นชนชั้นสูงในสังคม ค่านิยมต่างๆของคนกลุ่มนี้รวมถึงการเลือกใช้ศัพท์จนกลายมาเป็นแบบอย่างให้กับสังคมชั้นอื่นๆในสังคม เมื่อมีการใช้คำศัพท์ใหม่ตามชนชั้นสูงทำให้คำที่มีอยู่แต่เดิมต้องเปลี่ยนความหมายไปและอาจจะมีคำใหม่เข้ามาแทนที่

ปัจจัยทางด้านจิตวิทยา ผู้ใช้ภาษาอาจเกิดความรู้สึกว่าคำใดคำหนึ่งไม่สุภาพไม่ควรที่จะใช้ และเลี่ยงไปใช้คำอื่นแทนกระบวนการนี้เรียกว่า การใช้คำรื่นหู (Euphemism) ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของภาษา โดยการสร้างคำใหม่เข้ามาแทนที่ เช่น ตัวเหี้ยในภาษาไทยที่ต่อมา ก็เลี่ยงไปใช้คำว่า ตัวเงินตัวทอง และเปลี่ยนมาใช้คำว่า วรนุช ในปัจจุบัน

ปัจจัยทางภาษา การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวของภาษาเองนับได้ว่าเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คำเปลี่ยนความหมายไปจากเดิม ตัวอย่างเช่น กระบวนการกลายเป็นคำไวยากรณ์ ในกระบวนการดังกล่าว คำบอกเนื้อความเมื่ออยู่ในบริบทเฉพาะจะเปลี่ยนมาแสดงหน้าที่ทางไวยากรณ์เป็นหลัก ขณะที่ความหมายแต่เดิมค่อยๆ เลือนหายไป และเมื่อกลายเป็นไวยากรณ์สมบูรณ์แล้ว ในบริบทนั้นคำดังกล่าวจะไม่มีความหมายหลักอีกต่อไปจะมีเพียงแต่หน้าที่ทางไวยากรณ์เท่านั้น

                                คุณหญิงสุริยา รัตนกุล (2544: 231-237 อ้างอิงจาก อรรถศาสตร์เบื้องต้น, 2544) ได้กล่าวถึงแนวคิดของ อ็องตวน เมยเยต์ นักภาษาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส โดยแบ่งสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงความหมายของคำออกเป็น 3 ลักษณะดังต่อไปนี้

สาเหตุทางภาษา คือการที่คำสองคำมีการใช้คู่กัน ทำให้คำหนึ่งเกิดการดูดซึมความหมายของอีกคำหนึ่งมาใช้ร่วมกัน เช่น คำว่า ตกและคำว่าปลา หากนำมารวมกันจะเกิดการดูดซึมความหมายขึ้น คำว่า ตก ไม่ได้หมายถึงการลดลงจากที่สูงไปยังที่ต่ำอีกต่อไป หากน้ำมาใช้ร่วมกับปลา แต่จะเปลี่ยนความหมายเป็นการนำปลาขึ้นมาจากแม่น้ำ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงความหมายในลักษณะนี้จะพบมากเมื่อเป็นคำนามและคำกริยามากใช้ร่วมกัน

สาเหตุทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเกิดจากความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์และพัฒนาการต่างๆของมนุษย์ ยกตัวอย่างวัตถุสิ่งของ ปากกา เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า ชื่อเดิมยังคงเหลืออยู่ แต่มีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นปากกาไฟฟ้า ปากกาหมึกซึม การเปลี่ยนแปลงของวัตถุเหล่านี้ทำให้ความหมายเดิมของคำว่า ปากกา เปลี่ยนแปลงไป สถาบันทางสังคมก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความหมาย เป็นได้จากคำว่า กษัตริย์ เดิมหมายถึงผู้นำที่เป็นนักรบแต่พอมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองความหมายของกษัตริย์ก็เปลี่ยนแปลงไปตามระบอบการปกครอง อีกทั้งยังมีความคิด ความก้าวหน้าในสมัยหนึ่งแต่กลายเป็นความคิดล้าสมัยในอีกสมัยหนึ่งเช่น ในวงการแพทย์ หากไปพบแพทย์แล้วบอกว่าเป็นโรคประดงก็ไม่มีแพทย์ท่านไหนรู้ว่าคืออะไร

สาเหตุสุดท้ายคือ สาเหตุทางสังคม เนื่องจากมีการเกิดกลุ่มอาชีพเฉพาะ เช่น ช่างฝีมือ ทำให้มีการพัฒนาความหมายของคำให้มีลักษณะเฉพาะที่มักจะมีความหมายที่แตกต่างจากคำทั่วไป ยกตัวอย่างคำว่า บวชใหม่ หากใช้ในภาษานักเลงพระจะแปลว่า พระเครื่องที่ทำปลอมขึ้นมา เป็นต้น

                                คุณหญิงสุริยา รัตนกุล (2544: 237-247 อ้างอิงจาก อรรถศาสตร์เบื้องต้น, 2544) ได้อธิบายเพิ่มเติมถึงแนวคิดของ สตีเฟน อุลล์มานน์ ได้เพิ่มสาเหตุการเปลี่ยนแปลงความหมายของคำอีก 3 ลักษณะ ดังต่อไปนี้

สาเหตุทางจิตวิทยา เช่น คำต้องห้ามต่างๆ ที่เป็นคำร้ายๆ ไม่สามารถที่จะพูดออกมาเป็นคำได้ ยกตัวอย่างคำหยาบที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ หรือสิ่งสกปรกต่างๆ ทำให้ผู้คนมักจะหลีกเลี่ยงคำพูดเหล่านั้น ซึ่งในเวลาต่อมาก็มักจะมีคำใหม่เกิดขึ้นเพื่อใช้แทนคำเหล่านั้น เช่น ตัวเหี้ย ซึ่งในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลง คำไปใช้คำว่า “วรนุช” แทนทำให้ความหมายของคำว่า “วรนุช” แต่เดิมถูกเปลี่ยนแปลงความหมายไป

คำต่างประเทศยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความหมายของคำได้เช่นกัน เช่นกลุ่มดาวลูกหมี ในแต่ละประเทศไม่จำเป็นต้องเห็นกลุ่มดาวนี้เป็นรูปเดียวกันก็ได้แต่เมื่อเกิดการรับวัฒนธรรมภาษาต่างๆทำให้เรียกกลุ่มดาวชนิดนี้เป็นชื่อเดียวกัน

การคิดคำใหม่สำหรับเรียกสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้น เมื่อเกิดการคิดค้นเทคโนโลยีหรือแนวความคิดใหม่ๆก็มักจะมีความจำเป็นต้องใช้ชื่อเรียกสิ่งประดิษฐ์เหล่านั้นด้วย และในบางครั้งก็เกิดการเปลี่ยนแปลงความหมายของคำเหล่านั้นได้ โดยทำได้ 3 วิธี คือ เปลี่ยนแปลงความหมายของคำที่มีอยู่แล้วให้มีความหมายใหม่ เช่นตัวอย่างในเรื่องปากกา, การนำคำที่มีอยู่แล้วมาผสมกันเพื่อให้เกิดความหมายใหม่  เช่นคำว่า ตู้ กับคำว่า เย็น ทำให้ได้คำใหม่คือ ตู้เย็น ทำให้เกิดคำใหม่ขึ้นมา

                                แนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม (สนธยา  พลศรี, 2533 : 45 อ้างอิงจาก ทฤษฎีและหลักการพัฒนาชุมชน, 2533) กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงสังคมและวัฒนธรรมว่ามีการเปลี่ยนแปลงในสมัยก่อนนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปแบบช้าๆ เนื่องจากมีการพัฒนาการในด้านเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในสังคมยังมีน้อย ทำให้การแพร่กระจายของวัฒนธรรมจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งเกิดขึ้นได้ยาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปความเจริญทางเทคโนโลยีได้เกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วและเป็นไปอยากสม่ำเสมอทำให้การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตามในกระบวนการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นก็มักจะมีกระแสต่อต้านควบคู่กันไป เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมเหล่านั้นทำให้คนบางกลุ่มสูญเสียสถานภาพเดิมของตนไป ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคนสองกลุ่ม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากสังคมจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ขึ้นอยู่กับกระแสระหว่างผู้ที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงและผู้ที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง

                                สมศักดิ์  ศรีสันติสุข (2536: การเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมและวัฒนธรรม: แนวทางศึกษาวิเคราะห์และวางแผน, 2536) ได้แบ่งปัจจัยการเปลี่ยนแปลงสังคมและวัฒนธรรมออกเป็น 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยภายใน หมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมภายในสังคม โดยแบ่งออกเป็นลักษณะการแสดงออกอย่างเปิดเผยหรือตั้งใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม เช่น การประดิษฐ์เทคโนโลยีใหม่ๆ และอีกลักษณะหนึ่งคือ ลักษณะที่ไม่แสดงออกอย่างเปิดเผย เช่น การคลาดแคลนทรัพยากร อีกปัจจัยหนึ่งคือ ปัจจัยภายนอก หมายถึงปัจจัยใจที่เกิดขึ้นภายนอกสังคมคือ กระบวนเปลี่ยนแปลงประชากร การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ การยืมวัฒนธรรม กระบวนการการเปลี่ยนแปลงสังคมดั่งเดิมเป็นสังคมสมัยใหม่นั้นเกิดขึ้นโดยมีเหตุปัจจัยสนับสนุนอยู่ 2 ประการดังต่อไปนี้

วิวัฒนาการตามธรรมชาติ เป็นการเกิดขึ้นโดยไม่มีการวางแผน ซึ่งใช้ระยะเวลาการเปลี่ยนแปลงที่ยาวนานและคนในสังคมไม่รู้ตัวว่าเกิดขึ้นแล้วและการวางแผนพัฒนา เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการวางแผนแน่นอน เช่น เทคโนโลยี นวัตกรรมต่างๆ การคมนาคมขนส่ง

การเปลี่ยนแปลงจากผู้มีอำนาจทางสังคมโดยอาศัยองค์กรต่างๆ เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมในสังคม ซึ่งอาจจะมีกระแสต่อต้านได้เนื่องจากคนในสังคมรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

 

  1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

                จากประเด็นที่สนใจศึกษาเริ่มจากความสนใจในเรื่องภาษา โดยเฉพาะในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของภาษา การเปลี่ยนแปลงความหมายของภาษาในแต่ละช่วงเวลา ในยุคสมัยหนึ่งคำที่ใช้ในภาษาเหล่านั้นก็มักมีความหมายเฉพาะ แต่ในอีกยุคสมัยหนึ่งคำเหล่านั้นถูกเปลี่ยนความหมายออกไปเป็นอีกความหมายหนึ่ง ด้วยเหตุนี้จึงมีประเด็นสงสัยว่าทำไมความหมายเหล่านั้นจึงเปลี่ยนไป อะไรเป็นตัวกำหนดให้ความหมายเหล่านั้นเปลี่ยนไป ซึ่งประเด็นที่กำลังศึกษาอยู่ในปัจจุบัน มุ่งเน้นศึกษาในด้านวิถีชีวิตของคนในอดีตที่ส่งผลต่อพัฒนาการเปลี่ยนแปลงของคำบอกเวลา โดยเริ่มศึกษาจากมุมกว้าง

เริ่มจากงานวิจัยของ จินตนา ทะบุญ (2549) ในเรื่อง ภาษาของกลุ่มวัฒนธรรมย่อยของเด็กแนว เหตุที่เข้าไปศึกษาในเรื่องนี้เพราะว่า คนกลุ่มนี้มักมีการนิยามศัพท์และสร้างความหมายใหม่โดยใช้ระยะเวลาอันสั้นและง่ายต่อการศึกษา พบว่า การเปลี่ยนแปลงของระบบสภาวะทางสังคม จากการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนในสังคม โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการรับเอาวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาสู่สังคมไทย สภาวะสังคมปัจจุบันเป็นยุคเทคโนโลยีข่าวสารที่มีความทันสมัย กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ กลุ่มวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมการเลียนแบบ เป็นสาเหตุทำให้เกิดกลุ่มวัฒนธรรมย่อย ซึ่งกลุ่มวัฒนธรรมย่อยเหล่านั้นมักจะมีการสร้างอัตลักษณ์ที่มีลักษณะเฉพาะให้กับกลุ่มของตนเองสร้างความเป็นตัวตนโดยใช้ความหมายเชิงสัญลักษณ์ โดยภาษาเฉพาะของกลุ่มเป็นภาษาที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง เช่น คำว่า ชิวๆ  มีองค์ เพราะภาษามีความหมายเฉพาะ วัยรุ่นกลุ่มนี้จึงได้คิดประดิษฐ์คำ ภาษา ขึ้นมาใหม่ อีกทั้งยังเป็นที่ยอมรับและนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในกลุ่มวัยรุ่น

การเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่นที่เกิดจากการเลียนแบบวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยมีการใช้สื่อเข้ามา กลุ่มตัวอย่างคือ กลุ่มหญิงล้วน  4 คน โดยใช้แหล่งข้อมูลจาก เอกสาร บทความงานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับวัฒนธรรมย่อยของวัยรุ่น ภาษา พื้นที่ทางสังคม โดยสรุปเด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้มีการคิดคำใหม่ได้ทั้งหมด 136 คำ แบ่งออกเป็น  5 กลุ่ม คือกลุ่มคำที่คิดขึ้นเอง, กลุ่มคำที่พัฒนาจากคำเดิม, กลุ่มคำที่มาจากการเลียนแบบ, กลุ่มคำที่มาจากภาษาอังกฤษ, กลุ่มคำที่มาจากการได้ยินได้ฟังจากบุคคลอื่น

จากงานวิจัยของ จินตนา ทะบุญ (2549) จะเห็นได้ว่าในงานวิจัยฉบับนี้หน่วยของการวิเคราะห์อยู่ที่ วิถีชีวิตของกลุ่มเด็กแนวในสังคม ระดับการวิเคราะห์  เป็นการศึกษาวัฒนธรรมการใช้ภาษาของกลุ่มเด็กแนว ด้วยเหตุนี้จึงเกิดคำถามว่า แล้วถ้าเป็นวัยรุ่นกลุ่มอื่นจะมีพฤติกรรมอย่างไรเหมือนหรือแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด อีกทั้งการศึกษาในระดับวิถีชีวิตมีการศึกษากันได้อย่างไรและมีวิธีไหนบ้างในการศึกษา

ดังนั้นจึงได้เข้าไปศึกษางานวิจัยของ เบญจา รักพงษ์ (2542) ในเรื่องการเรียนรู้พฤติกรรมทางสังคมของวัยรุ่นในเขตเมืองที่มีหน่วยของการวิเคราะห์อยู่ที่ วิถีชีวิตของกลุ่มวัยรุ่นเช่นเดียวกับงานวิจัยของ จินตนา ทะบุญ (2549) แต่มีระดับการวิเคราะห์ที่แตกต่างกันทำให้ได้ข้อสรุปที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้ โดยมีการนำแนวคิดของ แบนดูรา เกี่ยวกับแผนภูมิการเกิดพฤติกรรม มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมมีลูกศรชี้เข้าออก ซึ่งเปรียบได้กับการได้รับอิทธิพลสิ่งเร้าต่างๆสำหรับตัวเองและส่งผลไปยังบุคคลอื่น

ในงานวิจัยของ เบญจา รักพงษ์ (2542) ยังได้แบ่งการเรียนรู้ออกเป็นสองประเภทคือ การเรียนรู้จากการสังเกตและการเรียนรู้จากการกระทำ อีกทั้งยังมีแนวคิดของ เคลแมน บุคคลมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการเรียนรู้ทางสังคม การเรียนรู้ตามทัศนะของธอร์นไดค์ สิ่งเร้าและการตอบสนองมีผลต่อการเรียนรู้ สรุปการเรียนรู้แนวคิดของนักจิตวิทยา สรุปว่าพฤติกรรมของคนที่เกิดจากการเรียนรู้ต่างๆมีดังนี้ การสังเกต, การทำตาม, การวางแผน, การตอบสนองและการลองผิดลองถูก แนวคิดของ มาสโลว์ แนวคิดเกี่ยวกับ 5 ขั้นความต้องการของมนุษย์ ได้แก่ความต้องการด้านร่างกาย, ความปลอดภัย, สังคม, การยกย่องและความสำเร็จตามความนึกคิด การขัดเกลาของสังคม ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดย ณรงค์ เส็งประชา ได้กล่าวว่ามีตัวแทนในการขัดเกลาอยู่ 5 กลุ่ม ครอบครัว เพื่อน โรงเรียน สื่อมวลชน สถาบันทางสังคม

ในส่วนสรุปของงานวิจัยของ เบญจา รักพงษ์ (2542)  ได้แบ่งเป็น 3 ตอน บริบทเมือง การเรียนรู้พฤติกรรมวัยรุ่น กลไกลการเรียนรู้พฤติกรรม เริ่มจากบริบทเมืองจะมีการอธิบายถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ทำให้เมืองเชียงใหม่ขยายตัวตลอดจน ประเพณีวัฒนธรรมในอดีต ธุรกิจสถานประกอบการชีวิตความเป็นอยู่ในเมืองเชียงใหม่ จากนั้นมีการเจาะประเด็นไปยังกลุ่มวัยรุ่นโดยมีการแบ่งหัวข้อย่อยออกไปคือเรื่องการคบเพื่อน การบริโภค และนันทนาการ อีกทั้งยังมีตัวแทนขัดเกลาทางสังคม ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว โรงเรียน กลุ่มเพื่อน และสื่อมวลชน ซึ่งจะเป็นลักษณะการเล่าเรื่องแทรกกับบทสัมภาษณ์ อีกทั้งยังมีการอธิบายถึงปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจการเมืองสังคม

ด้วยเหตุนี้เองทำให้เราเห็นถึงความแตกต่างของงานวิจัยของ เบญจา รักพงษ์ (2542) และ จินตนา ทะบุญ (2549) อย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นในส่วนของวิธีการวิจัย ซึ่งทั้งสองงานวิจัยมีหน่วยในการวิเคราะห์ในระดับเดียวกัน แต่มีระดับการวิเคราะห์ที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ข้อสรุปของงานวิจัยทั้งสองฉบับมีความแตกต่างกันออกไปตามระดับการวิเคราะห์

จากนั้นได้ศึกษางานวิจัยที่มีหน่วยของการวิเคราะห์เช่นเดียวกันคือ วิถีชีวิตของวัยรุ่น เพียงแต่มีการเจาะโดยมีปัจจัยในด้านเวลาและโลกเสมือนเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ระดับในการวิเคราะห์อยู่ที่ระดับสังคมโดยเฉพาะสังคมออนไลน์ มาโนช ชาบรา (2550) ได้ศึกษาเรื่อง การจัดการตัวตนในโลกเสมือนจริงกับโลกที่เป็นจริง : กรณีศึกษาวัยรุ่นติดเกมออนไลน์  

จากงานวิจัยของ มาโนช ชาบรา (2550) พบว่า แนวคิดที่ใช้เกี่ยวกับความเป็นตัวตน ซึ่งจะมีการบ่งบอกถึงที่มาของคำว่า อัตลักษณ์ โดยใช้แนวคิดเรื่องจิตวิทยาในการอธิบาย ชาลส์ ดาร์วิน พูดถึงในเรื่องกระจกเงา ซึ่งจะประกอบไปด้วยภาพลักษณ์ของตนเองและจินตนาการเกี่ยวกับความเห็นของผู้อื่นที่ส่งผลต่อตนเอง สุดท้ายก็ได้กล่าวถึงลากอง ที่แบ่งมนุษย์เป็น 3 ส่วน คือ โลกแห่งจินตนาการ, กระจกเงา, มนุษย์อยู่ในความปรารถนา (ความรู้ของมนุษย์) โลกไซเบอร์สเปซเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์หลายเครือข่ายที่แยกออกจากกันแต่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ เวลากับช่องว่าง โดยจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกความเป็นจริงกับเกมออนไลน์ เชื่อว่าเป็นโลกที่ทับซ้อนกันอยู่แทบแยกไม่ออกจากชีวิตประจำวัน การแสดงตัวตนของกรณีศึกษาจะมีการซ้อนทับระหว่างโลกเสมือนจริงกับโลกที่เป็นจริงอยู่แทบจะแยกกันไม่ออก ดังนั้นการทำความเข้าใจในสิ่งที่เป็นปัจจัยพื้นฐานในการทำให้ เกิดการเข้าสู่โลกเสมือนจริง และการนำพาเอาพฤติกรรมนั้นแสดงออกมาในโลกความเป็นจริง

จากงานวิจัยทั้งสามเมื่อนำมาเปรียบเทียบกันจะเห็นว่าวิธีการเก็บข้อมูลของแต่ละงานวิจัยมีความแตกต่างกันออกไป การสุ่มตัวอย่างและเข้าไปศึกษาพฤติกรรมของเด็กกลุ่มนั้น โดยเข้าไปมีส่วนร่วมและมีการสัมภาษณ์ทั้งแบบทางการและไม่เป็นทางการ ส่วนงานวิจัยฉบับที่สองมีการใช้การสัมภาษณ์ทั้งแบบทางการและไม่เป็นทางการเช่นกัน แต่ลักษณะการสุ่มตัวอย่างที่แตกต่างกันออกไป โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างหลายๆกลุ่มเพื่อให้เกิดการกระจายตัวของกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะนิสัย การใช้ชีวิต ลักษณะครอบครัวที่แตกต่างกันออกไป

ในงานวิจัยต่อไปมีหน่วยของการวิเคราะห์ยังอยู่ในระดับวิถีชีวิตอยู่ แต่ระดับการวิเคราะห์ถูกเปลี่ยน นัทธฤทัย สีหะเกรียงไกร (2549) ได้ศึกษาเรื่อง กลวิธีการปฏิเสธเพื่อปกปิดความจริงในภาษาไทยของวัยรุ่น  พบว่า “ภาษา” ว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสื่อสารของมนุษย์ อีกทั้งยังกล่าวถึง เจ อาร์ เซิร์ล (J.R.Searle) ทฤษฎีวัจนกรรม 2 แบบคือ ทางตรง และทางอ้อม ทางตรงคือการผู้ฟังสามารถตีความได้ตรงตัวตามคำพูดนั้นๆ แต่ทางอ้อมคือผู้ฟังจะต้องตีความอีกครั้ง ซึ่งอาจมีความหมายแฝง ระดับของการปกปิดความจริงที่แสดงออกทางวาจาโดยทั่วไปนั้นมีอยู่ 2 ประเภท คือ การปกปิดความจริงทั้งหมดและการปกปิดความจริงบางส่วน

จากงานวิจัย นัทธฤทัย สีหะเกรียงไกร (2549) ได้ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 180 คน ได้จำนวนข้อความย่อยทั้งสิ้น 6,535 ข้อความ ความแตกต่างด้านเพศเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้วัยรุ่นใช้ภาษาแตกต่างกันด้วย เห็นได้จากการที่วัยรุ่นเพศหญิงใช้กลวิธีการปฏิเสธเพื่อปกปิดความจริงมากกว่าวัยรุ่นเพศชาย ทั้งด้านกลวิธีและรูปแบบที่หลากหลายกว่าวัยรุ่นเพศชายทั้งนี้เพราะ โดยธรรมชาติแล้วเพศหญิงจะเป็นเพศที่ชอบพูดมากกว่าเพศชาย และมีการรักษาหน้าหรือภาพลักษณ์ของตนเองมากกว่าเพศชาย ดังนั้น เพศหญิงจึงมีการตกแต่งคำพูดมากกว่าเพศชาย

จะเห็นได้ว่าจากงานวิจัยที่ได้กล่าวไป จะเป็นการศึกษาเพื่อนำข้อค้นพบบางส่วนมาประยุทธ์ใช้เท่านั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับงานวิจัยโดยตรง เพื่อแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของภาษาและพฤติกรรมวิถีชีวิตที่เกิดขึ้นในสังคมไทย งานวิจัยที่เป็นข้อพิสูจน์ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของภาษาไทยที่เห็นได้ชัดเจนคือ เนติมา  พัฒนกุล (2549) ได้ศึกษาเรื่องการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงความหมายของคำในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเลย

APPENDIX

จินตนา ทะบุญ. ภาษาของกลุ่มวัฒนธรรมย่อยของเด็กแนว

วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2549.

ชนินทร์  วิเศษสิทธิกุล. การเปลี่ยนแปลงชีวิตสังคมเมืองในเกาะรัตนโกสินทร์กรุงเทพมหานคร.

วิทยานิพนธ์สถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2547.

ณัฐวรรณ  ชั่งใจ. การศึกษาพัฒนาการของคำบอกเวลาในภาษาไทย.

ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2552.

นัทธฤทัย สีหะเกรียงไกร. กลวิธีการปฏิเสธเพื่อปกปิดความจริงในภาษาไทยของวัยรุ่น.

วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2549.

เนติมา  พัฒนกุล. การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงความหมายของคำในหนังสืออักขราภิธานศรับท์

ของหมอบรัดเลย์.  วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2549.

น้ำทิพย์  ภิงคารวัฒน์. 2541 การเปลี่ยนแปลงของภาษา: ภาษาอังกฤษผ่านกาลเวลา.

กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

เบญจา รักพงษ์. ในเรื่องการเรียนรู้พฤติกรรมทางสังคมของวัยรุ่นในเขตเมือง.

วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2542.

พัชรพรรณ  เสือคง. วิถีชีวิตของคนในสังคมเมืองพระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 22 ถึง

พ.ศ. 2310. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2553.

เพชรรุ่ง เทียนปิ๋วโรจน์. ตลาดกับวิถีชีวิตชุมชนเมืองพระนครศรีอยุธยา พ.ศ.2199 – 2310.

วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2552.

มาโนช ชาบรา. การจัดการตัวตนในโลกเสมือนจริงกับโลกที่เป็นจริง : กรณีศึกษาวัยรุ่นติดเกม

ออนไลน์. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2550.

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. เวลา. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก :       http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B2

                (วันที่ค้นข้อมูล 29 กันยายน 2555)

วิราวรรณ สมพงษ์เจริญ. คติความเชื่อของคนไทยสมัยสุโขทัย พ.ศ.1726 – พ.ศ.2006.

                วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2550.

สุริยา  รัตนกุล. 2544. : อรรถศาสตร์เบื้องต้น. นครปฐม : สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรม

                เพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล.

สนธยา  พลศรี. 2533. : ทฤษฎีและหลักการพัฒนาชุมชน. กรุงเทพมหานคร :

สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์.

สมศักดิ์  ศรีสันติสุข. 2536. : การเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมและวัฒนธรรม : แนวทางศึกษา

                วิเคราะห์และวางแผน. ขอนแก่น : ภาควิชาสังคมวิทยาและมนุษย์วิทยา คณะมนุษย์ศาสตร์

และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

อุปกิตศิลปสาร. 2541. หลักภาษาไทย.  กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช.



created by Z Axis IT Solution