WOMAN ON FILM : AN ANALYSIS OF WOMEN\'S IMAGE IN THAI FILMS

ผู้หญิงบนแผ่นฟิล์ม : การวิเคราะห์ภาพของความเป็นผู้หญิงในภาพยนตร์ไทยยุคปัจจุบัน

Pranchalee Intha | MY LAB PROJECTS | Master Programme | 2013

CHAPTER 01 Introduction

 

ความสำคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย

            ในปัจจุบันภาพความเป็นผู้หญิงในสังคมได้อยู่ในรูปแบบที่มีความหลากหลายมากขึ้น เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลง ภาพความเป็นผู้หญิงก็มีการนิยามขึ้นมาใหม่ ทำให้เกิดความความหมายที่หลากหลายของความเป็นผู้หญิงขึ้น ซึ่งแตกต่างกันไปตามแต่ละยุคสมัย  ในอดีตภาพของความเป็นผู้หญิงคือการทำหน้าที่ในฐานะของภรรยาที่ดี แม่ที่ดี ซึ่งหน้าที่ของผู้หญิงถูกจำกัดให้อยู่แต่ในอาณาเขตที่เรียกว่าบ้านเท่านั้น ความเป็นผู้หญิงที่ดีในแง่ของความเป็นภรรยาคือการเป็นช้างเท้าหลังซึ่งคอยดูแลสามี อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนและมีหน้าที่ในการทำอาหารและดูแลบ้าน ในขณะที่หน้าที่ของการเป็นแม่ที่ดีคือการอุ้มท้อง ให้กำเนิดบุตร และอบรมเลี้ยงดู จารีตเช่นนี้ทำให้ผู้หญิงต้องผูกติดอยู่กับชะตากรรมของกรอบความคิดและหน้าที่ความเป็นผู้หญิง โลกภายนอกที่อยู่นอกกรอบของคำว่าบ้านจึงเป็นเรื่องของผู้ชายแทบทั้งสิ้น

            แต่ในปัจจุบันพื้นที่และอาณาเขตของผู้หญิงได้ถูกขยายขึ้นอย่างกว้างขวาง โลกของผู้หญิงไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในพื้นที่ของครอบครัวหรือในอาณาเขตบ้านอีกต่อไป จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเห็นผู้หญิงที่มีความเป็นผู้นำ กล้าคิดกล้าแสดงออก มีความรู้มีความมั่นใจในตัวเอง โลดแล่นอยู่ในโลกของเศรษฐกิจการเมืองในฐานะของผู้บริหารธุรกิจหรือแม้แต่ในตำแหน่งหน้าที่ทางการเมืองอย่างการเกิดขึ้นของบทบาทความเป็นผู้นำทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีหญิงซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมไทย ซึ่งที่มาของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นโดยสถาบันต่างๆไม่ว่าจะเป็น สถาบันทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรมที่เป็นการตัวสำคัญในการประกอบสร้างความเป็นผู้หญิงในสังคม ด้วยการผลิตภาพของผู้หญิงที่เป็นความคาดหวังของสังคม ผ่านทางสถาบันต่างๆ โดยมีสถาบันทางสังคมเป็นส่วนสำคัญในการหล่อหลอมในเรื่องบทบาทและความคิดในเรื่องของความเป็นชายและความเป็นหญิง ซึ่งมีสถาบันครอบครัวเป็นสถาบันสำคัญในการบ่มเพาะและขัดเกลาเรื่องของบทบาททางเพศ

           

            นอกเหนือจากสถาบันทางสังคมแล้ว ด้านสื่อมวลชนเองก็มีความสำคัญในแง่ของการเป็นนวัตกรรมที่ให้ข่าวสารและข้อมูลแก่คนในสังคมไปพร้อมๆกับการหล่อหลอมและสร้างค่านิยมให้กับคนในสังคม โดยสื่อภาพยนตร์ก็เป็นสื่อประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมและเข้าถึงผู้รับชมแทบทุกกลุ่ม ซึ่งนอกจากภาพยนตร์จะทำหน้าที่หลักในการให้ความบันเทิงแล้วก็ยังถือเป็นพลังทางวัฒนธรรมที่มีส่วนในการหล่อหลอมความคิดไปพร้อมๆกับการสร้างความเชื่อและค่านิยมให้กับคนสังคมรวมถึงบทบาทในการสะท้อนภาพลักษณ์ทางเพศของความเป็นชายและหญิงอีกด้วย

            ภาพยนตร์จึงถือว่าเป็นสื่อที่ถูกประดิษฐ์และพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและพัฒนาไปพร้อมๆกับการเติบโตและเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมของมนุษย์  โดยภาพยตร์ที่มีบทบาทสำคัญในยุคของการบุกเบิกภาพยนตร์ จนถือว่าเป็นเป็นต้นแบบของภาพยนตร์ในปัจจุบันคิดประดิษฐ์ขึ้นโดย โทมัส แอลวา เอดิสัน (Thomas Alva Adison) และผู้ร่วมงานของเขาชื่อ วิลเลียม เคนเนดี้ ดิคสัน (William kenady dickson) เมื่อ พ.ศ. 2432 ได้พัฒนากล้องที่เรียกว่า คิเนโตกราฟ (kinetograph) โดยใช้ฟิล์มเซลลูลอยด์ ของ จอร์จ อีสต์แมน (george eastman) ซึ่งออกใหม่ในขณะนั้น หนังเรื่องแรกที่ถ่ายทำ คือ fred ott’s sneeze จากนั้นนำมาฉายดูในเครื่องฉายที่เรียกว่า คิเนโตส่โคป มีลักษณะเป็นตู้สูงประมาณ 4 ฟุต ภายในมีฟิล์มภาพยตร์ซึ่งถ่ายด้วยกล้องคิเนโตกราฟ (Kenetograph) ที่เอดิสันประดิษฐ์ขึ้น ฟิล์มยาวประมาณ 50 ฟุต วางพาดไปมา เคลื่อนที่เป็นวงรอบ ผ่านช่องที่มีแว่นขยายกับหลอดไฟฟ้าด้วยความเร็ว 48 ภาพต่อวินาที ต่อมาลดลงเหลือ 16 ภาพต่อวินาที โดยลักษณะของเครื่องคิเนโตสโคป(kinetoscope) นั้นเป็นเครื่องฉายที่ต้องดูผ่านช่องเล็กๆจึงทำให้สามารถดูได้ที่ละคนเท่านั้น ซึ่งเอดิสันมีความคิดว่าการออกแบบในลักษณะเช่นนี้จะทำให้ผู้คนเกิดความสนใจและกระตุ้นความอยากรู้ให้มากขึ้น

            แต่จุดกำเนิดที่ซึ่งถือว่าเป็นการเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการของคำว่าภาพยนตร์(cenema) คือเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2438 เมื่อพี่น้องตระกูลลูมิแอร์ (Lumiere) ชาวฝรั่งเศสได้พัฒนาภาพยนตร์ถ้ำมองของเอดิสันให้สามารถฉายขึ้นจอขนาดใหญ่ สำหรับดูพร้อมกันหลายคน เรียกเครื่องฉายภาพยนตร์แบบนี้ว่า แบบ "ซีเนมาโตกราฟ" (Cinematograph)  โดยนำมาฉายแก่สาธารณชนและเก็บค่าเข้าชมเป็นครั้งแรก โดยภาพยนตร์ของพี่น้องตระกูลลูมิแอร์เป็นลักษณะของการถ่ายทอดเรื่องราวของชีวิตประจำวันทั่วไป แต่เรื่องที่ได้รับความนิยมและกล่าวถึงมากที่สุดคือ The arrival of the mail trian ที่ทำให้ผู้ชมต้องประหลาดกับภาพของการแล่นของรถไฟที่ดูราวกับเห็นของจริง  และในเวลาต่อมาก็มีการได้นำออกมาฉายตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกตั้งแต่ พ.ศ. 2439 เป็นต้นมา ซึ่งต่อมาคำว่า "ซีเนมา" (Cenema) ก็ได้นำมาใช้เรียกเกี่ยวกับภาพยนตร์มาจนถึงยุคปัจจุบัน ( http://th.wikipedia.org/wiki/ภาพยนตร์ )

            จากความแพร่หลายและเป็นที่นิยมของสื่อภาพยนตร์ ทำให้เกิดอุตสาหกรรมเกี่ยวกับภาพยนตร์ขนาดใหญ่ขึ้นอย่างมากมาย ทำให้สื่อภาพยนตร์ได้รับการเผยแพร่ไปได้อย่างกว้างขวางและกลายเป็นสื่อที่ถ่ายทอดความคิด เหตุการณ์ และเรื่องราวต่างๆซึ่งเป็นเรื่องราวที่ผู้สร้างต้องการจะถ่ายทอด โดยแสดงออกออกถึงแง่คิดและมุมมองต่อสังคมหรือเหตุการณ์ต่างๆไม่ว่าจะมาจากข้อเท็จจริงหรือจินตนาการของผู้สร้างเองก็ตาม และด้วยคุณลักษณะพิเศษของภาพยนตร์ที่สามารถแสดงให้เห็นภาพและเสียงที่สามารถกระตุ้นให้ผู้ชมเกิดอารมณ์ร่วมและเข้าถึงจิตใจจนทำให้เกิดความประทับใจแก่ผู้ชม ทำให้ภาพยนตร์เป็นสื่อมวลชนที่มีบทบาทและอิทธิพลในการสร้างความคิดและความเชื่อต่อผู้ชมได้เป็นอย่างมาก  อ้างถึงไมเคิล วูด (1975) ได้กล่าวไว้ว่า เราสามารถตีความและเชื่อมโยงความสัมพันธ์จากสิ่งที่ปรากฎในภาพยนตร์ ย้อนกลับมาสู่ความเป็นจริงในชีวิตได้ เนื่องจากภาพยนตร์เป็นศิลปะแห่งมหาชน (Popular Arts) แนวหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา สิ่งที่เรารับรู้อย่างเปิดเผยภูมิใจ และส่วนที่เราเก็บซ่อนปิดบังมันไว้ในหลืบมุมของจิตใจ โดยที่เราไม่อาจจำกัดมันออกไปได้ (กาญจนา แก้วเทพ, 2535 : 171 ) จนปัจจุบันแม้จะมีสื่อประเภทอื่นเกิดขึ้นมากมาย แต่ภาพยนตร์ก็ยังเป็นสื่อที่ได้รับความนิยม และได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และด้วยความเป็นสื่อที่มีคุณลักษณะพิเศษที่ทำให้ผู้ชมสามารถเข้าใจเรื่องราวได้อย่างซับซ้อนและแนบเนียนนี่เอง ภาพยนตร์จึงเป็นสื่อแขนงหนึ่งที่มีคุณค่าอย่างสูงสำหรับการศึกษา

                ในขณะเดียวกันแม้สื่อภาพยนตร์จะทำหน้าที่สะท้อนความเป็นผู้หญิงในสังคมแต่ละยุคออกมา แต่ในขณะเดียวกันภาพยนตร์ก็ทำหน้าที่ในการสร้างความเป็นผู้หญิง ด้วยการเลือกนำเสนอประเด็นของความเป็นผู้หญิงที่มีหลากหลาย ภาพความเป็นผู้หญิงที่ได้รับการนำเสนออยู่บ่อยครั้ง ก็ทำให้เกิดการครอบงำพื้นที่ของความเป็นผู้หญิงทั้งหมดในสังคมได้              และเนื่องจากว่าภาพยนตร์มีลักษณะสำคัญของกลวิธีในการเล่าเรื่อง(Narrative) ซึ่งต้องอาศัยการคัดสรรข้อมูล จัดลำดับ ในลักษณะของภาพและเสียงให้ประสานออกมาเป็นเรื่องราวเพื่อให้เกิดความหมาย การคัดเรียงเรื่องราวเพื่อนำไปสู่ความหมายที่ต้องการนี้ย่อมขึ้นอยู่กับค่านิยมและความต้องการทางการตลาดเป็นสำคัญ เนื่องจากภาพยนตร์เป็นงานที่ต้องใช้ทุนในการสร้างค่อนข้างสูง ภาพยนตร์ส่วนใหญ่จึงมุ่งเน้นถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนส่วนใหญ่หรือคนทุกกลุ่มในสังคมเป็นจุดสำคัญ การคัดเลือกเนื้อหาหรือภาพต่างๆที่นำตัดต่อร้อยเรื่องออกมาจึงคำนึงถึงความนิยมของผู้ชมเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นการเลือกถ่ายทอดและสะท้อนแง่มุมในลักษณะของภาพที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ ซึ่งการยอมรับนี้ไปรวมไปถึงลักษณะของการจัดวางเรื่อง ตัวละคร เนื้อหา และบทบาทต่างๆที่เกิดขึ้นภายในภาพยนตร์ ซึ่งนำไปสู่ข้อสงสัยว่าในกระแสการยอมรับของค่านิยมในปัจจุบันนั้นผู้หญิงในภาพยนตร์ถูกจัดวางอยู่ในตำแหน่งแห่งที่ใดและในลักษณะเช่นไร

 

วัตถุประสงค์ของการศึกษา

                1. เพื่อทำการศึกษากระบวนการสร้างความหมายของภาพความเป็นผู้หญิงในภาพยนตร์ไทยผ่านโครงสร้างการเล่าเรื่องในภาพยนตร์

                2. เพื่อศึกษาวิเคราะห์ถึงการนำเสนอภาพความเป็นผู้หญิงที่ปรากฏในภาพยนตร์ไทยว่ามีลักษณะเป็นเช่นไร

                3. เพื่อนำข้อค้นพบในการทำวิจัยมาสร้างสรรค์สื่อศิลปะต่อไป

 

 

ประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษา

                1. ได้เข้าใจถึงกระบวนการสร้างและสื่อความหมายของภาพความเป็นผู้หญิงยุคปัจจุบันที่ปรากฏผ่านสื่อภาพยนตร์ไทย

                2. ได้เข้าใจถึงภาพลักษณ์ของผู้หญิงยุคปัจจุบันที่มีหลากหลายบทบาทมากขึ้น

                3. ได้เข้าใจถึงคุณค่าของภาพยนตร์ในแง่ที่เป็นสื่อชนิดหนึ่งที่มีบทบาทในการสะท้อนภาพของสังคม

                4. ได้ผลงานการสร้างสรรค์สื่อศิลปะ

 

 

แผนดำเนินการ ขอบเขตและวิธีการวิจัย

ขอบเขตการศึกษา

                ขอบเขตเนื้อหา

                การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยมีหน่วยการวิเคราะห์คือภาพยนตร์ เพื่อศึกษาถึงการประกอบสร้างภาพของความเป็นผู้หญิงในภาพยนตร์               

                ขอบเขตประชากร

                ศึกษาวิเคราะห์เฉพาะกรณีภาพยนตร์ไทย ที่มีตัวเอกเป็นผู้หญิง ในช่วงปีพ.ศ. 2551 – 2554 เป็นระยะเวลา 4 ปี โดยวิเคราะห์ตามแนวคิดการประกอบสร้างความจริงทางสังคม แนวคิดสัญญะวิทยา และแนวคิดเกี่ยวกับโครงสร้างและการเล่าเรื่องในภาพยนตร์

                ขอบเขตเนื้อหา

                การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยคัดเลือกจากหนังที่มีผู้หญิงเป็นตัวเอกในการดำเนินเรื่อง โดยมีรายได้ติดอันดับ1ใน10ของแต่ละช่วงปี และไม่เป็นภาพยนตร์การ์ตูน

 

 

วิธีการศึกษาวิจัย

                การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยมีวิธีการศึกษาและที่มาของแหล่งข้อมูล ดังนี้

                แหล่งข้อมูลที่ใช้ในการศึกษา

                - ข้อมูลประเภทภาพยนตร์ มีแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าคือการชมภพยนตร์ทั้งจากการชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์และในรูปแบบของวิดีโอหรือDVD

                - ข้อมูลประเภทเอกสาร เป็นข้อมูลที่ได้จากเอกสาร บทวิเคราะห์ เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งทำการศึกษาวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาภาพยนตร์และผู้หญิงในสังคมไทย

                เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาและการรวบรวมข้อมูล

                เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ การศึกษาเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องและวิเคราะห์ข้อมูลและศึกษาเนื้อหาของภาพยนตร์ (Content Analysis) เพื่อนำมาประกอบการวิเคราะห์ภาพยนตร์ตามวัตถุประสงค์ที่ทำการศึกษา โดยใช้ แนวคิดสัญวิทยาและการสร้างความหมาย(Semiology and Signification) ทฤษฎีการประกอบสร้างความจริงทางสังคม (Construction of Social Reality) และ แนวคิดการเล่าเรื่องในภาพยนตร์(Film Narration) เป็นกรอบในการอธิบาย

CHAPTER 02 . แนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 

แนวคิดและทฤษฎี

                การวิจัยเรื่อง “ผู้หญิงบนแผ่นฟิล์ม : การวิเคราะห์ภาพของความเป็นผู้หญิงในภาพยนตร์ไทยยุคปัจจุบัน” มีกรอบแนวคิดและทฤษฎีที่นำมาใช้ในการศึกษา ดังต่อไป คือ

 

                แนวคิดสัญวิทยาและการสร้างความหมาย (Semiology and Signification)

                สัญวิทยาเป็นศาสตร์เป็นศาสตร์หนึ่งในทฤษฎีโครงสร้างที่ศึกษาเกี่ยวกับระบบของสัญลักษณ์ ที่ปรากฏอยู่ในความคิดของมนุษย์ อันถือเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวของเรา เนื่องจากสิ่งรอบตัวเราไม่ได้มีความหมายอยู่ในตัวเองตั้งแต่ต้น แต่ความหมายทุกสิ่งล้วนเกิดจากมนุษย์ผู้เป็นคนสร้างความหมายต่างๆและสื่อออกมาผ่านวิถีคิดวิถีดำเนินชีวิตและปฏิบัติของสังคมนั้นๆ สัญลักษณ์อาจจะได้แก่ ภาษา รหัส สัญญาณ เครื่องหมาย ฯลฯ หรือหมายถึงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มีความหมายแทนของจริง ในตัวบทและในบริบทหนึ่งๆโดยคำว่าสัญวิทยาหรือสัญศาสตร์ (Semiology และ Semiotics) ทั้งสองคำนี้มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกคำเดียวกันคือ Semeion ที่แปลว่า Sign หรือสัญญะ ซึ่งสัญวิทยาหรือสัญศาสตร์ เป็นการศึกษาเกี่ยวกับเครื่องหมายและสัญลักษณ์ ทั้งสองคำนี้ต่างมีเอกลักษณ์และถูกรวมอยู่ในระบบของเครื่องหมาย ซึ่งรวมถึงการศึกษาว่าความหมายของมันถูกสร้างและถูกเข้าใจอย่างไร

                Semiotics เป็นคำที่นักปรัชญาชาวอเมริกัน Charles Sanders Peirce (ค.ศ.1839–1914) เป็นผู้ริเริ่มใช้และทำให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ส่วนคำว่า Semiology เป็นคำที่ตั้งขึ้นโดยนักภาษาศาสตร์ ชาวสวิตเซฮร์แลนด์ Ferdinand de Saussure (ค.ศ. 1857-1913) ซึ่งได้ทำการค้นพบความเข้าใจต่อภาษาที่ใช้ในการอธิบายเรื่องการสื่อสารผ่านความหมายในระบบภาษา  โดยในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับสัญศาสตร์และสัญวิทยานั้นมีเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของการศึกษาที่สอดคล้องและคล้ายคลึงกัน นั่นคือการศึกษาวิธีการสื่อความหมาย ขั้นตอนและหลักการในการสื่อความหมายตลอดจนเรื่องการทำความเข้าใจในความหมายของสัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมหนึ่งๆ

                การศึกษาเกี่ยวกับสัญศาสตร์จะเป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างรูปสัญญะและความหมายสัญญะ เพื่อดูว่าความหมายถูกสร้างและถูกถ่ายทอดอย่างไร ซึ่ง Ferdinand de Saussure ได้อธิบายว่าในทุกๆ สัญญะต้องมีส่วนประกอบทั้ง 2 อย่าง องค์ประกอบแรกคือ รูปสัญญะ (Signifier) คือสิ่งที่ปรากฎให้เห็นซึ่งเราสามารถรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส เช่นการมองเห็นตัวอักษร รูปภาพ หรือการได้ยินคำพูดที่เปล่งออกมาเป็นเสียง (acoustic-image) และองค์ประกอบที่สองคือความหมายสัญญะ (Signified) หมายถึงตัวที่ถูกให้ความหมาย คำนิยามหรือความคิดรวบยอด (concept) เป็นแนวคิดเชิงนามธรรมที่เกิดขึ้นในใจหรือในความคิดของผู้รับสาร โดยความหมายต่างๆในระบบสัญลักษณ์นั้นไม่เคยเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แต่ต้องเกิดจากการทำงานกันอย่างสัมพันธ์ของรูปสัญญะและความหมายสัญญะ ภายในบริบทที่ต่างกำหนดความหมายซึ่งกันและกัน

                ในงานวิจัยนี้จะนำแนวคิดเรื่องสัญวิทยาและการสร้างความหมาย มาทำความเข้าใจในการศึกษาว่าความหมายถูกนั้นสร้างขึ้นได้อย่างไร และมีเนื้อหาที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างไรผ่านเนื้อหาและวิธีการนำเสนอภาพยนตร์นั้นๆ โดยมีจุดมุ่งหมายที่ภาพของผู้หญิงที่ถูกภาพยนตร์ประกอบสร้างขึ้นเป็นหลัก

               

                ทฤษฎีการประกอบสร้างความจริงทางสังคม (Construction of Social Reality)

                สื่อมวลชนถูกมองว่าเป็นกระจกที่สะท้อนความเป็นจริงของสังคม มีบทบาทเป็นตัวตอกย้ำค่านิยมความคิดความเชื่อต่างๆที่มีอยู่ในสังคมซึ่งมีอิทธิต่อการประกอบสร้างคิดในแง่ต่างๆด้วยความเชื่อในพลังของสื่อว่าเป็นศูนย์ผลิตเรื่องราวให้แก่สังคม

                แนวคิดเรื่องการสร้างความเป็นจริงทางสังคม (Social Construction of Reality) เป็นแนวคิดในกรอบวัฒนธรรมศึกษา (Cultural Studies) ซึ่งการวิเคราะห์สื่อด้วยแนวคิดทางวัฒนธรรมศึกษานั้นจะมองว่าสื่อมวลชนไม่ได้เป็นแต่เพียงช่องทางหรือพาหะ (Channel) ในการเผยแพร่และถ่ายทอดวัฒนธรรมเท่านั้น แต่สื่อมวลชนยังเป็น “แหล่งกำเนิดในการสร้างสรรค์” (generator) ของสังคมเพราะการสื่อสารนั้นเป็นกระบวนการทางสัญลักษณ์ที่ทำการสร้างสรรค์ รักษา แก้ไข และตกแต่งความเป็นจริงหนึ่ง ๆ ด้วยแนวคิดการสร้างความเป็นจริงทางสังคมมองว่า สิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นจริง” (Reality) นั้นมิใช่เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว แต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา (construct) และเชื่อว่าในสังคมยุคปัจจุบันนี้สื่อมวลชนเป็นสถาบันสำคัญที่จัดวางรูป (Structure) ความเป็นจริง ดังที่ Stuart Hall ได้เสนอไว้ ว่าสื่อไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ครอบงำหรือสะท้อนสังคมในเชิงอุดมการณ์เท่านั้น แต่สื่อยังได้ทำหน้าที่เป็น “ตัวประกอบสร้างความเป็นจริงของสังคม"

(Social Construction of Reality) อีกด้วย

                ในปัจจุบัน เราอยู่ในสังคมที่กว้างใหญ่ไพศาลและมีการดำรงชีวิตเชื่อมต่อถึงกันทั่วทุกมุมโลก บ่อยครั้งที่เรารู้จักทุกมุมโลกโดยมิได้ผ่านประสบการณ์โดยตรง (Direct Experience)เพียงอย่างเดียว หากแต่รู้จักโลกโดยผ่านสื่อมวลชน (Mass-Mediated Experience) ด้วยเช่นกัน สื่อมวลชนจึงทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างเรากับโลกภายนอก ช่วยให้เรารู้จักและเข้าใจโลก ช่วยในการอ่านความหมายของโลก (Make Sense) (กาญจนา แก้วเทพ, 2544, น. 246) สื่อมวลชนไม่ได้ทำหน้าที่แค่บอกว่าเรามีอะไรในสังคมเท่านั้นแต่สื่อมวลชนยังบอกเราว่าอะไรคือสิ่งที่สังคมนี้ “ยอมรับ” และอะไรคือสิ่งที่ “ไม่ใช่” สำหรับสังคมนี้ สื่อได้แสดงให้เราเห็นว่าบทบาทหน้าที่และตำแหน่งแห่งที่ในลักษณะใดที่สังคมคิดและให้คุณค่า เช่นการแสดงออกถึงลักษณะและบทบาทของความเป็นชายหญิง ผ่านการแต่งกาย การบริโภค การวางตัวต่อบุคคลในสังคมหรือการตอบรับและแสดงออกในสถานการณ์ต่างๆภายใต้บรรทัดฐานที่ถูกอบรมบ่มเพาะและควบคุมโดยสถาบันต่างๆรวมถึงสถาบันสื่อมวลชน ภาพที่สื่อนำเสนอจึงเป็นสิ่งที่ถูกประกอบสร้างขึ้นโดยผ่านการคัดเลือกภายใต้ความเชื่อและความเข้าใจบางอย่างภายใต้สังคมนั้นๆ ด้วยเหตุนี้ทุกครั้งที่เรารับรู้ความเป็นจริงจึงต้องตระหนักว่าเป็นความจริงที่ถูกเลือกสรรแล้วทั้งสิ้น

                เมื่อนำมาอธิบายกับสื่อมวลชน เช่น ภาพยนตร์ นั่นก็หมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏบนจอภาพยนตร์ ก็คือ โลกที่ถูกประกอบสร้างขึ้น เป็นโลกแห่งสัญลักษณ์ที่เราอาจเรียกว่าเป็นโลกภาพยนตร์ แนวคิดนี้จะช่วยเป็นกรอบในการวิเคราะห์ว่า ผู้สร้างภาพยนตร์ ในฐานะที่เป็นกลไกหนึ่งที่ทำหน้าที่ประกอบสร้าง “ความเป็นจริง” ของสถาบันสื่อมวลชนได้ประกอบสร้างความหมายของ “ความเป็นจริง” ในภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับผู้หญิงในแง่มุมใดบ้าง และประกอบสร้างในลักษณะใด

 

                แนวคิดการเล่าเรื่องในภาพยนตร์ (Film Narration)

                การเล่าเรื่องนั้นเป็นกลวิธีสำคัญที่ทำทำให้เราสามารถเข้าใจเรื่องราวต่างๆได้อย่างต่อเนื่อง เป็นการจัดระเบียบที่ทำให้เราเข้าใจต่อโลก และการก่อร่างสร้างความคิดและค่านิยมในเรื่องราวต่างๆ สำหรับการศึกษาเกี่ยวกับการเล่าเรื่อง(Narratology)นั้น Andrian Tilly (1991 : 53) ได้อธิบายไว้ว่าเป็นการก้าวข้ามจากการศึกษาเนื้อหาไปสู่ความสนใจในโครงสร้างของการเล่าเรื่อง(Structure) และวิธีการเล่าเรื่อง (Process) ของสื่อแต่ละชนิด

                การเล่าเรื่องในภาพยนตร์นั้นคือความสัมพันธ์กันในเชิงเหตุและผลที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง โดยอาจจะเริ่มต้นด้วยเหตุการณ์หนึ่ง ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อเหตุและผลนั้น จนก่อให้เกิดสถานการณ์ใหม่ และนำไปสู่ตอนจบของการเล่าเรื่อง

                สำหรับการศึกษาเกี่ยวกับการเล่าเรื่องนั้น ถือเป็นส่วนสำคัญในภาพยนตร์เพราะการเล่าเรื่องเป็นส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดการสื่อสารระหว่างผู้ผลิตและผู้ชม โดยการเล่าเรื่องในภาพยนตร์นั้นสามารถทำการศึกษาได้โดยวิเคราะห์ตามองค์ประกอบของเรื่องเล่าดังต่อไปนี้

                1. โครงเรื่อง (Plot)  คือ ลักษณะชุดของเหตุการณ์ทั้งหมดในเรื่องที่ร้อยเรียงกัน และดำเนินไปตั้งแต่ต้นจนจบ โดยโครงเรื่องจะเป็นเนื้อเรื่องในลักษณะที่เป็นสาระสำคัญของเนื้อเรื่อง

ซึ่งจะมีการลำดับเหตุการณ์ในการเล่าเรื่องไว้ 5 ขั้นตอน ได้แก่

                                1.1 การเริ่มเรื่อง (Exposition) การเริ่มเรื่องเป็นการชักจูงความสนใจให้ติดตามเรื่องราว มีการแนะนำตัวละคร แนะนำฉาก หรือสถานที่ อาจมีการเปิดประเด็นปัญหา หรือเผยปมขัดแย้ง           เพื่อให้เรื่องชวนติดตาม การเริ่มเรื่องไม่จำเป็นต้องเรียงตามลำดับเหตุการณ์ โดยอาจเริ่มเรื่องจากตอนกลางเรื่อง หรือเล่าย้อนจากตอนท้ายเรื่องไปหาต้นเรื่องก็ได้

                                1.2 การพัฒนาเหตุการณ์ (Rising Action) คือการที่เรื่องราวดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และ สมเหตุสมผล ปมปัญหา หรือข้อขัดแย้งเริ่มทวีความเข้มข้นเรื่อยๆ ตัวละครอาจมีสถานการณ์ที่อยู่       ในช่วงยุ่งยากที่ต้องเผชิญ

                                1.3 ภาวะวิกฤติ (Climax) หรือจุดสุดยอด จะเกิดขึ้นเมื่อเรื่องราวกำลังถึง จุดแตกหัก และตัวละครอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจ

                                1.4 ภาวะคลี่คลาย (Falling Action) คือสภาพหลังจากที่จุดวิกฤติได้ผ่านพ้นไปแล้ว และ  ประเด็นปัญหาได้รับการเปิดเผย หรือข้อขัดแย้งได้รับการขจัดออกไป

                                1.5 การยุติของเรื่องราว (Ending) คือการสิ้นสุดของเรื่องราวทั้งหมด การจบอาจหมายถึงความสูญเสีย อาจจบแบบมีความสุข หรือทิ้งท้ายไว้ให้ขบคิดก็ได้

                2. แก่นความคิด (Theme) คือความคิดหลักในการดำเนินเรื่อง นับเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่มีความสำคัญต่อเรื่องเล่า โดยเฉพาะเมื่อต้องการวิเคราะห์ถึงใจความสำคัญของเรื่อง เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจับใจความสำคัญของเรื่องไว้ให้ได้ มิเช่นนั้นแล้วจะไม่อาจรู้ถึงแนวคิดหลักที่ผู้เล่าต้องการถ่ายทอดให้ทราบ ซึ่งเราสามารถเข้าใจแก่นความคิดได้จากการสังเกตองค์ประกอบต่างๆในการเล่าเรื่อง อาทิ การสังเกตชื่อเรื่อง ชื่อตัวละคร สังเกตค่านิยม คำพูด หรือสัญลักษณ์พิเศษที่ปรากฏในเรื่อง

                สำหรับแก่นความคิดที่ได้รับความนิยม และพบได้บ่อยๆมีอยู่ไม่มากนักโดยมากมักเป็นเรื่องเกี่ยว กับความดี-ความชั่ว และความรัก-ความเกลียด ซึ่งแก่นความคิดยังสามารถแบ่งย่อยลงไปในรายละเอียดในการสนับสนุนความคิดหลัก โดยความคิดย่อยทั้งหมดจะมีลักษณะร่วมกันบางประการ หรือเดินไปในทิศทางเดียวกันทั้งสิ้น ดังนั้นในการพิจารณาแก่นความคิดใดๆ การแยกย่อยความคิดปลีกย่อยจะทำให้เราสามารถเข้าใจเรื่องราวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

                3. ตัวละคร (Character) คือบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเรื่องราวในเรื่องเล่า องค์ประกอบซึ่งสำคัญอีกส่วนที่ขาดไม่ได้สำหรับการเล่าเรื่องทุกชนิด โดยส่วนประกอบของตัวละครจะต้องมีองค์ประกอบ 2 ส่วน ได้แก่ส่วนที่เป็นความคิด (Conception) และส่วนที่เป็นพฤติกรรม (Presentation) สำหรับความคิดของตัวละครนั้นโดยปกติจะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงยากจนกว่าจะมีเหตุผลที่สำคัญเพียงพอสำหรับการเปลี่ยนแปลง ตัวละครที่ดีจะมีความคิดเป็นของตัวเอง ซึ่งสิ่งที่จะมากำหนดความคิด และจิตใจของตัวละครนั้นก็อยู่ที่ภูมิหลังของตัวละคร อย่างเช่น ชีวิตวัยเด็ก การศึกษา และสถานภาพทางสังคม เป็นต้น

                4. ความขัดแย้ง (Conflict) เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของเรื่องที่สร้างปมปัญหา และนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ในเรื่อง การศึกษาความขัดแย้งจะทำให้เข้าใจเรื่องราวได้อย่างกระจ่างชัดยิ่งขึ้น เราสามารถบางความขัดแย้งออกได้ 3 ประเภใหญ่ๆคือ

                                4.1 ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน คือการที่ตัวละครสองฝ่ายไม่ลงรอยกัน แต่ละฝ่ายต่อต้านกัน หรือพยายามทำลายล้างกัน เช่นการต่อสู้ระหว่างสองตระกูล เป็นต้น

                                4.2 ความขัดแย้งภายในจิตใจ เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในตัวละครเองที่มีความสับสนหรือยุ่งยากลำบากใจในการตัดสินใจเพื่อจะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นความขัดแย้งภายใน       จิตใจที่ต้องเลือกกระทำในสิ่งที่ถูกต้องศีลธรรมกับสิ่งที่ปรารถนา เป็นต้น

                                4.3 ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับภายนอก เช่น ความขัดแย้งระหว่างคนกับธรรมชาติหรือระหว่างคนกับสังคม

                5. ฉาก (Setting) นับเป็นองค์ประกอบหนึ่งในเรื่องเล่าทุกประเภท ทั้งนี้เนื่องจากเรื่องเล่าคือ การถ่ายทอดเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกัน และเพราะเหตุการณ์ต่างๆจะเกิดขึ้นโดยมีสถานที่รองรับ ดังนั้นเองฉากจึงมีความสำคัญเพราะทำให้มีสถานที่รองรับเหตุการณ์ต่างๆ นอกจากนี้ฉากยังมีความสำคัญในแง่ที่สามารถบ่งบอกความหมายบางอย่างของเรื่อง และมีความสัมพันธ์กับบุคลิกของตัวละครด้วย ดังนั้นฉากจึงเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งในภาพยนตร์ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ทำการศึกษาที่จะได้รับรู้สาระสำคัญของเรื่อง

                6. สัญลักษณ์พิเศษ (Symbol) ลักษณะการเล่าเรื่องในภาพยนตร์มักจะมีการใช้สัญลักษณ์พิเศษ (Symbol) เพื่อสื่อความหมายอยู่เสมอ โดยเป็นสัญลักษณ์ที่มีความสำคัญในภาพยนตร์ ซึ่ง อาจเป็นวัตถุ สถานที่ สิ่งมีชีวิตก็ได้  อย่างเช่น การลำดับภาพในภาพยนตร์ก็สามารถใช้ในการสื่อความหมายพิเศษได้เช่นเดียวกัน

                7. มุมมองในการเล่าเรื่อง (Point of view) มุมมองในการเล่าเรื่องคือ การมองเหตุการณ์ การเข้าใจพฤติกรรมของตัวละครในเรื่องผ่านสายตาของตัวละครตัวใดตัวหนึ่ง หรือหมายถึงการที่ผู้เล่ามองเหตุการณ์จากวงใกล้ชิด หรือจากวงนอกในระยะห่างๆซึ่งแต่ละมุมมองก็จะมีความน่าเชื่อถือต่างกัน มุมมองในการเล่าเรื่อง มีความสำคัญต่อการเล่าเรื่องอย่างยิ่งเพราะมันจะ ส่งผลต่อความรู้สึกของผู้ชม และมีผลต่อการชักจูงอารมณ์ของผู้เสพเรื่องเล่าซึ่งจุดยืนพื้นฐานในการ เล่าเรื่องของภาพยนตร์มี 4 ประเภท คือ

                                7.1 เล่าเรื่องจากมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (The First –Person Narrator) คือการเล่าเรื่องที่ตัว  ละครที่เป็นตัวเอกของเรื่องเป็นผู้เล่าเรื่องเอง ข้อสังเกตก็คือภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องด้วยมุมมองประเภท    นี้คือจะปรากฏคำว่า “ฉัน”หรือ “ผม” อยู่เสมอ ข้อดีของการเล่าเรื่องชนิดนี้ความรู้สึกใกล้ชิดกับ  เหตุการณ์ ซึ่งจะพบการเล่าเรื่องชนิดนี้พบบ่อยในภาพยนตร์นักสืบ และภาพยนตร์อัตชีวประวัติ

                                7.2 เล่าเรื่องจากมุมมองบุคคลที่สาม (The Third-Person Narrator) คือการที่ผู้เล่ากล่าวถึงตัวละครตัวอื่น เหตุการณ์อื่น ที่ตัวผู้เล่าพบเห็น หรือเกี่ยวพันด้วย

                                7.3 การเล่าเรื่องจากมุมมองที่เป็นกลาง (The Objective) เป็นมุมมองที่ผู้สร้างพยายามให้เกิดความเป็นกลาง ปราศจากอคติในการนำเสนอ ดังนั้นการเล่าเรื่องชนิดนี้ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงตัวละครได้อย่างลึกซึ้ง เพราะเป็นการเล่าจากวงนอก เป็นการสังเกต หรือรายงานเหตุการณ์ โดยให้ผู้ชมตัดสินเรื่องราวเอง

                                7.4 การเล่าเรื่องแบบรู้รอบด้าน (The Omniscent) หรือการเล่าเรื่องแบบพหูสูต คือ การเล่าเรื่องที่ไม่มีข้อจำกัดสามารถหยั่งรู้จิตใจของตัวละครทุกตัว สามารถย้ายเหตุการณ์ สถานที่ และข้าม  พ้นข้อจำกัดด้านเวลา สามารถย้อนอดีต ก้าวไปในอนาคต และสามารถสำรวจความคิดฝันของตัวละครได้อย่างไร้ขอบเขต

 

                เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

                พนิดา หันสวาสดิ์วิ (2545) กับงานวิจัยเรื่อง ผู้หญิงในภาพยนตร์ : กระบวนการผลิตซ้ำภาพลักษณ์ของผู้หญิงในสังคมไทย เกิดขึ้นจากฐานอุดมคติที่เชื่อมั่นในการเป็นผู้หญิงที่ดีตามรูปแบบอุดมคติของสังคม ผู้เขียนเห็นว่าภาพอุดมคติของผู้หญิงนั้นถูกผลิต และเผยแพร่โดยสื่อมวลชนต่าง ๆ เป็นสำคัญ ซึ่งผู้เขียนให้ความสนใจกับสื่อภาพยนตร์เป็นพิเศษ ซึ่งการผลการศึกษาสรุปได้ว่าภาพของผู้หญิงที่ปรากฏในภาพยนตร์ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่มีภาพลักษณ์ของ “ความเป็นหญิงที่สังคมคาดหวัง” และพบว่า“นางเอก” ของภาพยนตร์ส่วนใหญ่เป็น “ผู้หญิงที่ดีในอุดมคติ” ของสังคม และแม้ว่าในภาพยนตร์บางเรื่องผู้สร้างจะสร้างตัวละครเอกหญิงให้มีลักษณะที่เบี่ยงเบนจากภาพลักษณ์ของผู้หญิงในอุดมคติแต่ตัวละครหญิงเหล่านั้นก็จะถูกลงโทษจากสังคมในลักษณะต่าง ๆ ซึ่งผู้สร้างภาพยนตร์ทั้งในฐานะสมาชิกหนึ่งของสังคมและความเป็นชายได้รับเอาผู้หญิงใน รูปแบบอุดมคตินี้มาใช้สร้างผู้หญิงในภาพยนตร์ให้แก่ผู้ชมภาพยนตร์ทั้งหลาย และด้วยความที่ผู้หญิงในรูปแบบอุดมคติในภาพยนตร์ไทยนั้น ได้ผ่านกระบวนการสร้างปทัสถานของการยอมรับความเหมือน (norm of conformity) โดยมีการชี้ขาดความปกติ (normalizing judgement) เป็นเครื่องมือบนฐานความคิดที่ว่าหากสิ่งใดไม่ปกติก็จะต้องถูกทำให้ปกติ (normalisation) ดังนั้นผู้ชมภาพยนตร์โดยเฉพาะผู้หญิงจึงยอมรับรูปแบบอุดมคติของผู้หญิงในภาพยนตร์นั้น อันส่งผลสะท้อนกลับไปยังผู้สร้างภาพยนตร์ให้ผลิตผู้หญิงในภาพลักษณ์ของผู้หญิงในรูปแบบอุดมคติอย่างต่อเนื่อง

                ในขณะที่ นางสาวสุวิมล วงศ์รัก (2547) ศึกษาเรื่อง อัตลักษณ์ และการเล่าเรื่องในภาพยนตร์ร่วมสร้างไทย-เอเชีย โดย ภาพยนตร์เป็นศิลปะเพื่อความบันเทิงชนิดหนึ่งที่แพร่หลายทั่วไปในทุกชาติทุกภาษานอกจากจะเป็นศิลปะแล้วยังเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงวัฒนธรรมของชนชาตินั้นๆ และยังถือเป็นสื่อมวลชนที่มีบทบาท และอิทธิพลต่อสังคมโดยทั่วไป เนื่องจากภาพยนตร์มีเนื้อหาที่ครอบคลุมเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นแต่ละยุคสมัย ทั้งสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และ วัฒนธรรม ทั้งนี้ลักษณะสำคัญของภาพยนตร์ร่วมสร้างไทย-เอเชียก็คือ มีการถ่ายทอดเรื่องราวหรือสื่อความหมายที่มีลักษณะแบบยึดถือวัฒนธรรมตัวเองเป็นศูนย์กลาง (Ethonocentrism) คือ ลักษณะทางวัฒนธรรมแบบเอเชีย หรือชาวตะวันออก และเน้นวิพากษ์ (Criticism approach) เปรียบเทียบกับลักษณะวัฒนธรรมอื่น โดยเฉพาะการสร้างโลกตะวันตกให้เป็นคู่เปรียบเทียบ ซึ่งมีทั้งแบบที่เป็นการมองวัฒนธรรมอื่นๆผ่านมุมมองของชาวตะวันออกเอง และการสร้างความหมายเพื่อวิพากษ์ว่าลักษณะวัฒนธรรม หรือความรู้ความเชื่อแบบตะวันออกนั้นดีกว่า เหนือกว่าแบบของโลกตะวันตก ถือเป็นความพยายามของภาพยนตร์ร่วมสร้างไทย-เอเชีย เพื่อวิพากษ์ความเป็นตัวตนแบบจำเพาะหรืออย่างมีเอกลักษณ์ของชาวตะวันออกเองให้โลกได้รับรู้

                สอดคล้องกับ ปิยาภรณ์ เมืองคำ (2552) กับงานวิจัยเรื่องกระบวนการสร้างความหมายความพิการในภาพยนตร์อเมริกัน โดย ความพิการของคนมักจะได้รับการแบ่งแยกออกด้วยระบบคิดทางสังคมว่าแตกต่าง มากกว่าสถานภาพทางกายหรือรูปลักษณ์ที่พิการ ดังนั้นแล้วความพิการที่ปรากฏจึงเป็นวาทกรรมทางสังคมที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในสังคมจนกระทั่งปัจจุบัน โดยวาทกรรมนี้ถูกเรียกว่า “Freaks Discourse” ภาพยนตร์เหล่านี้จึงยิ่งมีความน่าสนใจในการนำมาศึกษาอย่างรอบด้านว่ามีความเป็นมาอย่างไรอีกทั้งประเด็นแวดล้อมที่สำคัญต่างๆก็น่าจะได้รับการวิจัยเพิ่มเติมด้วยเพื่อภาพองค์รวมที่จะเป็นองค์ความรู้ใหม่ๆต่อไป ดังนั้น ในการศึกษานี้นอกจากจะช่วยให้เข้าใจ “ความเป็นเขา” หรือวัฒนธรรมกระบวนการคิดต่างๆของอเมริกาแล้ว ยังสามารถเข้าใจความเป็นเราและกระบวนการทางความคิดที่สังคมไทยจะทำความเข้าใจตัวเองมากยิ่งขึ้นได้ ดังที่ เจตนา นาควัชระ ได้เสนอความเห็นไว้ว่าการศึกษาศิลปะและศาสตร์ของชาติอื่นๆก็อาจทำให้สำนึกถึงความเป็นสากลของศาสตร์เหล่านั้นได้การที่เรารู้ว่าเขาเป็นอย่างไร อาจช่วยให้เราสำนึกได้อย่างถ่องแท้ถึงความเป็นเราได้ ซึ่งจากการศึกษาทำให้ภาพยนตร์อเมริกันที่นำเสนอภาพความพิการนั้น มีลักษณะการนำเสนอเนื้อหาที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นไปของสังคมทั้งหมด กล่าวคือ ส่วนหนึ่งในการนำเสนอภาพความพิการผ่านตัวละครที่มีความพิการนั้นช่วยให้สังคมเข้าใจและเห็นใจความพิการทั้งหลายในระดับหนึ่ง แต่สารที่ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ต้องการจะสื่อสารและนำเสนออย่างแท้จริงก็คือการต้องการจะเปรียบเทียบให้เห็นถึงความสำคัญของค่านิยม อุดมการณ์ และ บรรทัดฐานบางประการของสังคมที่ต้องการให้คนในทุกสังคมประพฤติปฏิบัติตามผ่านความพิการ จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้อย่างชัดเจนเลยว่า เนื้อหาภาพยนตร์ทั้งหมดที่ได้วิเคราะห์ไปแล้วว่า มุ่งนำเสนอเนื้อหาที่เป็นไปเพื่อคนปกติ ไม่ได้มองความพิการหรือคนพิการอย่างแท้จริง

                ในงานวิจัยที่ได้กล่าวไปเบื้องต้นไม่ได้เน้นถึงกระบวนการของผู้รับสารผ่านประสบการณ์ตรงและผู้รับสารผ่านประสบการณ์ที่ถูกสร้างขึ้น ซึ่งแตกต่างจากงานวิจัยของ อัญมณี ภักดีมวลชน (2552) กับการศึกษาเรื่องการสื่อสารภาพตัวแทนของคุกชายในภาพยนตร์ไทย : ศึกษากรณี ภาพยนตร์เรื่อง “น.ช.นักโทษชาย”  ในขณะที่โลกความเป็นจริงของ “คุก” มีการแสดงอำนาจกับคนที่กระทำความผิด ในโลกของภาพยนตร์ก็เหมือนเป็นตัวแทนของอำนาจของคุกโดยการจำลองให้เห็นเสมือนเป็นการย้ายจากคุกของจริงมาสู่คุกสัญลักษณ์ นั่นก็คือโลกของภาพยนตร์นั่นเอง นั่นก็คือภาพยนตร์เสมือนเป็น “การลงโทษเชิงสัญลักษณ์” ให้กับคนดูที่อยู่ภายนอกคุก โดยเฉพาะผู้ที่ชมภาพยนตร์ ถ้าบุคคลใดกระทำความผิดก็จะต้องมาอยู่ในคุกอย่างที่ภาพยนตร์นำเสนอการเปรียบเทียบการรับรู้ความหมายของคุกโดยผู้รับสารที่มีโลกเชิงสัญลักษณ์แตกต่างกัน ผู้รับสารทุกกลุ่มส่วนใหญ่จะรับรู้ความหมายของคุกในภาพยนตร์ เรื่อง น.ช.นักโทษชาย ในลักษณะเหมือนกัน 2 ประเด็น ได้แก่ 1. ประเด็นเรื่องการใช้ชีวิตของนักโทษ หรืออาจเรียกได้ว่า กิจกรรมการดำเนินชีวิตภายในคุกของนักโทษ และ 2. ประเด็นเรื่องคนดีในคุกและคนเลวในคุกจากการรับรู้เกี่ยวกับ “คุก” ที่เหมือนกันของผู้รับสาร ทำให้เห็นว่าภาพยนตร์เรื่อง น.ช.นักโทษชาย นั้น มีอำนาจในการเข้ารหัสให้ผู้ที่ได้ชมภาพยนตร์ เมื่อได้ชมภาพยนตร์แล้วจะมองจากสายตาของนักโทษเป็นหลัก ในแง่ของการกำหนดการรับรู้ โดยเฉพาะนักโทษที่เป็นตัวเอกของเรื่อง คือ เรย์ เสมือนว่าภาพยนตร์ได้กำกับรหัสมา และผู้รับสารก็เห็นตามที่ภาพยนตร์ได้กำกับรหัสไว้

                มีความสอดคล้องกับ นิลิณี หนูพินิจ (2551) กับการศึกษาเรื่อง ภาพยนตร์ไทยกับการสร้างอัตลักษณ์ชุมชนภาคใต้ ผู้วิจัยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ ตอบคำถามว่า ภาพยนตร์ไทยประกอบสร้างอัตลักษณ์ชุมชนภาคใต้อย่างไร และผู้รับสารชาวใต้ถอดรหัสความหมายนั้นออกมารูปแบบใด โดยในส่วนของการอภิปรายผลการวิจัย ผู้วิจัยได้แบ่งออกเป็น 2 ประเด็น คือ สำหรับการประกอบสร้างอัตลักษณ์ชุมชนภาคใต้ในภาพยนตร์เรื่อง “เพื่อนสนิท” และ “ครูแก แรงรัก แรงอาถรรพ์” พบว่า อัตลักษณ์ชุมชนภาคใต้ที่ปรากฏในภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องมีความคล้ายคลึงกัน กล่าวคือ มีการประกอบสร้างในลักษณะทวิลักษณ์ (dualism) ที่มีทั้งแง่บวกและลบ หากทว่าภาพยนตร์เรื่อง “เพื่อนสนิท” ที่ประกอบสร้างอัตลักษณ์ผ่านสายตาคนนอกพื้นที่ภาคใต้อีกทั้งมุมมองในการถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดในภาพยนตร์มองผ่านสายตาของคนชนชั้นกลางกรุงเทพฯ ทำให้มีการนำเสนออัตลักษณ์ชุมชนภาคใต้ในแง่ลบมากกว่าแง่บวก อัตลักษณ์ที่ได้จึงออกมาในทางลบเป็นส่วนใหญ่ และสำหรับการประกอบสร้างความเป็นจริงเกี่ยวกับอัตลักษณ์ชุมชนภาคใต้ในภาพยนตร์ที่จัดว่าเป็นสื่อที่มีความโดดเด่นในการประกอบสร้างความเป็นจริงทางสังคม พบว่าภาพยนตร์เรื่อง “เพื่อนสนิท” และ “ครูแก แรงรัก แรงอาถรรพ์” ประกอบสร้างความเป็นจริงเกี่ยวกับอัตลักษณ์ชุมชนภาคใต้แตกต่างกัน กล่าวคือ ภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนสนิท” ที่ประกอบสร้างอัตลักษณ์ผ่านสายตาคนนอกพื้นที่ภาคใต้ (ascription by others) ใช้กลวิธีการสร้างความสัมพันธ์แบบขั้วตรงข้าม (binary opposition) ของฉากและตัวละครเพื่อเปรียบเทียบและตัดสินคุณค่า (value judgement) ว่าเมืองหลวงดูดีกว่าภาคใต้ และใช้กลวิธีการสร้างภาพสรุปเหมารวม (stereotyping) ด้านลักษณะทางกายภาพและบุคลิกลักษณะของคนภาคใต้ ในขณะที่ภาพยนตร์เรื่อง “ครูแก แรงรัก แรงอาถรรพ์” ที่ประกอบสร้างอัตลักษณ์ผ่านสายตาคนในพื้นที่ภาคใต้ (self-ascription) ใช้กลวิธีการวิจารณ์ตนเองเพื่อให้เห็นอัตลักษณ์หลากหลายด้านของคนภาคใต้ รวมถึงการใช้จุดยืนของผู้เล่าเรื่องที่เป็นคนในพื้นที่ภาคใต้

                ขณะที่ สลิตตา ทรัพย์ภิญโญ (2545) ศึกษาเรื่องสุนทรียทัศน์ของสื่อสารการแสดงฉากกามารมณ์ในภาพยนตร์ไทย จากผลการวิจัยในส่วนของพฤติกรรมการชมภาพยนตร์พบว่า แนวที่ผู้ชมภาพยนตร์ทั่วไปสนใจชมนั้น จะเป็นแนวตลก บู๊ ชีวิต ลึกลับ เขย่าขวัญ ซึ่งผู้วิจัยเห็นว่า เป็นแนวที่ไม่จำเป็นต้องมีฉากกามารมณ์อยู่ในเรื่องเลย แต่กลับพบว่าในภาพยนตร์ไทยไม่ว่าจะเป็นแนวใด มักมีฉากกามารมณ์ปรากฏอยู่ แสดงให้เห็นเจตนาขายฉากกามารมณ์ของผู้สร้างอย่างชัดเจน ฉากกามารมณ์ที่นำเสนอแม้ว่าจะมีหน้าที่เสริมลักษณะตัวละครบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้ว ไม่จำเป็นต่อเรื่องเท่าใดนัก หากตัดฉากเหล่านั้นทิ้งไป ก็ไม่ทำให้เสียเนื้อเรื่องแต่อย่างใดและผู้ชมภาพยนตร์ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับรู้เหตุผลของการนำเสนอฉากกามารมณ์จากภาพยนตร์ตามที่ผู้สร้างภาพยนตร์พยายามจะสื่อ ซึ่งผู้วิจัยมีความเห็นว่า ภาพยนตร์ไทยที่นำเสนอประเด็นทางเพศและฉากกามารมณ์น่าจะมีมากขึ้น โดยดูจากในปีพ.ศ. 2546 ภาพยนตร์ที่นำเสนอเรื่องเพศหรือฉากกามารมณ์ ยังคงปรากฏให้เห็นจนแทบจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาของภาพยนตร์ไทยไปแล้ว

APPENDIX

นิลิณี หนูพินิจ . ภาพยนตร์ไทยกับการสร้างอัตลักษณ์ชุมชนภาคใต้ . วิทยานิพนธ์วารสารศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ . 2551 ปิยาภรณ์ เมืองมา . กระบวนการสร้างความหมายความพิการในภาพยนตร์ . วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหา บัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ . 2552 พนิดา หันสวาสดิ์ . ผู้หญิงในภาพยนตร์กระบวนการผลิตซ้ำภาพลักษณ์ของผู้หญิงในสังคมไทย . วิทยานิพนธ์มานุษยวิทยามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร . 2545 สลิตตา ทรัพย์ภิญโญ . สุนทรียทัศน์ของสื่อสารการแสดงฉากกามารมณ์ในภาพยนตร์ไทย . วิทยานิพนธ์ นิเทศศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2545 สุวิมล วงศ์รัก . อัตลักษณ์ และการเล่าเรื่องในภาพยนตร์ร่วมสร้างไทย-เอเชีย . วิทยานิพนธ์นิเทศศาสตร์ มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย . 2547 อัญมณี ภักดีมวลชน การสื่อสารภาพตัวแทนของคุกชายในภาพยนตร์ไทย ศึกษากรณี ภาพยนตร์เรื่อง น.ช. นักโทษชาย . วารสารศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ . 2552



created by Z Axis IT Solution