IS :Independent Studies

Analysis of Tattoo’s fashion: Self expression and identity’s construction as cultural symbol in Thai.

Rattatarm Ngorsorn | MY LAB PROJECTS | Master Programme | 2013

Media cultural Ethnography

rattatarm ngorsorn 549932126

IS : independent studies

 

 

ABSTRACT

 

การวิเคราะห์แฟชั่น การสร้างอัตลักษณ์เพื่อแสดงออกถึงความมีตัวตนในพื้นที่สารธารณะในรูปแบบของสัญลักษณ์เชิงวัตถุทางวัฒนธรรมในบริบททางสังคมไทย

Analysis of Tattoo’s fashion: Self  expression and identity’s construction as cultural symbol in Thai.

 

 

      จากความเชื่อแต่อดีตจนถึงปัจจุบันในสังคมไทย ความหมายของรอยสักเริ่มแปลเปลี่ยนไปสู่ความเป็นศิลปะที่บ่งบอกผ่านยุคสมัยได้ รอยสักที่เคยมีความหมายเดิมที่คอยเดินตามประเพณีนิยม เริ่มกลายเป็นความเฉพาะตัวมากขึ้น รอยสักแต่ละชนิดต่างมีความหมายเพื่อความต้องการของตัวเอง ผ่านการขัดเกลาทางสังคมและการเปลี่ยนแปลงในเวลา ภาพของสัญลักษณ์ที่ปรากฎอยู่บนเรือนร่างแสดงออกถึงความหมายที่แตกต่างกันออกไป ตามแต่จินตภาพที่ปรากฎในทัศนคติของตัวผู้ที่สักเองและบริบทแวดล้อมรอบข้าง เป็นทั้งการสร้างตัวตน และการแสดงตัวตน ของกลุ่มทางวัฒนธรรม จนกระทั่งวิวัฒนาการไปถึง สถานะความหมายของการเป็น"สินค้า"ที่สื่อสารทางด้าน"อัตลักษณ์"ผ่านพื้นที่ทางสังคมและต้องการจะสื่อสารถึงเรื่องราวบางอย่างผ่านความซับซ้อนในกระบวนการ"สร้างอัตลักษณ์"ผ่านสัญลักษณ์รอยสัก

 

CHAPTER 01 ชื่อเรื่องการค้นคว้าแบบอิสระ

 

การวิเคราะห์แฟชั่น:รอยสัก การสร้างอัตลักษณ์เพื่อแสดงออกถึงความมีตัวตนในพื้นที่สารธารณะในรูปแบบของสัญลักษณ์เชิงวัตถุทางวัฒนธรรมในบริบททางสังคมไทย

 

Analysis of Tattoo’s fashion: Self  expression and identity’s construction as cultural symbol in Thai.

 
 

CHAPTER 02 ความสําคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย

 

     วัฒนธรรมการสักเป็นวัฒนธรรมที่ปรากฎให้เห็นอยู่คู่กับสังคมไทยมาแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นการบันทึกเรื่องราวความเป็นไปโดยสืบเนื่องมาจากวิถีและการดํารงชีวิตโดยการบันทึกเอาสิ่งต่างๆไว้ด้วยวัสดุและวิธีการต่างๆผสมผสานกับความเชื่อและวัฒนธรรมซึ่งความหมายมีการลื่นไหลหรือแปลเปลี่ยนไปตามเวลาและสถาพสังคมวัฒนธรรม การสัก คือการเขียนสีและลวดลายต่างๆ บนร่างกาย ซึ่ง รอยสักอาจคงอยู่ชั่วคราวหรือถาวร การสักของแต่ละวัฒนธรรมมีความหมายเฉพาะตัวต่างกันไป

     จิมมี่ หว่อง กล่าวไว้ว่า รอยสักสมัยใหม่เริ่มเข้ามาในประเทศไทยในช่วงสงครามเวียดนามเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว โดยทหารอเมริกัน ซึ่งในประเทศไทยโดยประวัติศาสตร์ไม่มีความแน่ชัดเรื่องการปรากฎหรือการเข้ามาของวัฒนธรรมการสัก แต่"รอยสัก"ก็ปรากฎให้พบเห็นอยู่ในสังคมไทยในทุกยุคทุกสมัย จากวัฒนธรรมรูปแบบสมัยประเพณีขนบดั้งเดิมของความเป็นไทยผ่านกรอบวิถีชีวิตในเรื่องราวของการสักในเรื่องของ"ความเชื่อ"มาสู่กรอบวิถีชีวิตในยุคสมัยปัจจุบัน การสักเพื่อสร้างอัตลักษณ์ และแสดงออกผ่านสัญลักษณ์ เพื่อแสดงถึงความมีตัวตน ผ่านพื้นที่สารธารณะ ในขณะที่ความหมายที่ปรากฎของสัญลักษณ์รอยสักได้มีความลื่นไหลแปลเปลี่ยน จาก ความเชื่อ ในการสร้างกุสโลบายเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางจิตใจ การสร้างจากความเชื่อในเรื่องของแรงปรารถนาที่จะได้รับความนิยมชมชอบผ่านการสักยันต์ และการยอมรับจากสังคมไทยในสมัยก่อนเรื่องการสัก ไปสู่การตีตรา หรือสร้างสัญลักษณ์หรือ เครื่องหมายถึงลําดับชั้นทางสังคม 

สัญลักษณ์ หรือ เครื่องหมาย(Symbols)โดยพื้นฐานหมายถึง สิ่งที่ใช้แทนความหมายของอีกสิ่งหนึ่งหรือถ้าจะกล่าวให้ลึกลงไปอีก สัญลักษณ์ หมายถึง วัตถุ อักษร รูปร่าง หรือสีสัน ซึ่งใช้ในการสื่อความหมายหรือแนวความคิดให้มนุษย์เข้าใจไปในทางเดียวกัน อาจจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมก็ได้ ในทางปรัชญามักมีคำนิยามว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาติหรือแม้ในจักรวาลสามารถแทนได้ด้วยสัญลักษณ์ทั้งสิ้น สัญลักษณ์นั้นช่วยในการสื่อสาร อาจจะเป็นรูปภาพ    การเขียน อักษร การออกเสียง หรือการทำท่าทาง ซึ่งช่วยให้ผู้ส่งสารมีความสามารถใช้สัญลักษณ์ให้สื่อความหมายมากเพียงใด และผู้รับสารมีความเข้าใจในสัญลักษณ์ที่ใช้มากเพียงใด(http://wikipedia.org/wiki/สัญลักษณ์) ดังนั้นการสร้างการมีตัวตนผ่านรอยสักจึงเป็นการสร้างอัตลักษณ์เพื่อต้องการสื่อสารถึงบางอย่างของคนกลุ่มหนึ่งต่อคนกลุ่มหนึ่งและสื่อสารต่อกลุ่มบุคคลในพื้นที่สารธารณะ จะสังเกตได้ว่าในแต่ละยุคสมัยที่มีรอยสักสืบต่อมาดังกล่าวนั้น ถือได้ว่าเป็นยุคของวัฒนธรรมสมัยนิยม(Pop culture)หรือวัฒนธรรมประชานิยม(Popular culture)กล่าวคือ รอยสักเป็นที่นิยมชมชอบของผู้คนทั่วไปและเป็นการสร้างอัตลักษณ์(Identity)ด้วยสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ แต่เดิมในเพศชายที่นิยมทำการสักทำให้ร่างกายของตนเกิดเป็นคุณค่าในการคิดที่จะมีคู่ควงเมื่อเป็นที่พบเห็นในที่สารธารณะ ทั้งนี้ยังพบอีกว่า รอยสักมิได้ปรากฏเพียงแต่ในเพศชายเท่านั้น กลับยังพบในเพศหญิงของยุคต่อมาซึ่งมีอาชีพบริการต่างๆนั้น สามารถเพิ่มคุณค่าในราคาของร่างกายตนมากขึ้นเพราะรอยสักเป็นสื่อช่วยตอกย้ำให้ผู้คนที่พบเห็นสามารถจดจำในการเข้ามาบริโภคร่างกายที่กลายเป็นสินค้าต่อผู้ที่พบเห็น และยังกลายเป็นที่นิยมจากการยอมรับภายในกลุ่มของตน จนเป็นเหตุให้ผู้คนภายในกลุ่มไปปฎิบัติตาม ทั้งนี้เนื่องมาจากรอยสักนั่นเองและเป็นที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่ารอยสักนั้นจัดอยู่ในวัฒนธรรมของชนชั้นต่ำซึ่งแต่เดิมในช่วงหนึ่งมีการสักเลกให้ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นไพร่หลวง หรือแสดงถึงสังกัดในกรมกอง และสักเพื่อประจานความผิดแก่นักโทษ

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่านั่นคือสาเหตุของการสร้างวาทกรรมชุดหนึ่งที่ส่งผลกระทบมาถึงในยุคปัจจุบันของการสักจึงทำให้เมื่อพบเห็นผู้มีรอยสัก จะถูกกล่าวหาว่าเป็นคนขี้คุก ขี้ตาราง เป็นนักเลงหัวไม้ อันธพาล หากเป็นหญิงสักจะถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้หญิงไม่ดี เป็นผู้หญิงชั้นต่าหรือโสเภณี(อ้างใน รัตนา อรุณศรี,2547,.7) ดังนั้นจึงถูกมองถึงความไม่เหมาะสมในบริบททางสังคมไทย แต่สัญลักษณ์นี้ก็ยังคงปรากฏและเปลี่ยนแปลงรูปแบบ ลวดลาย ความหมาย ผ่านยุคสมัยมาถึงปัจจุบัน

เมื่อรูปแบบของลวดลายลักษณะรวมไปถึงความหมายของสัญลักษณ์"รอยสัก"เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคมสัญลักษณ์ที่เคยถูกให้ความหมายต่างๆผ่านความเชื่อของคนในยุคสมัยต่อสัญลักษณ์ ได้แปลเปลี่ยนไปสู่การให้ความหมายผ่าน"ความต้องการ"ที่จะแสดงออกถึง"อัตลักษณ์"ของตนที่ถูกสร้างขึ้นผ่าน"การสร้างอัตลักษณ์"และสัญลักษณ์"รอยสัก"เป็นเสมือนวัตถุทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นผ่านความเชื่อของตัวบุคคล และการขัดเกลาทางสังคมจนกระทั่งมีวิวัฒนาการมาสู่สิ่งที่แสดงตัวตนในถานะของการมองในเรื่องของ"แฟชั่น" คําว่า แฟชั่น  หมายถึง สไตล์ที่ได้การยอมรับจากกลุ่มผู้บริโภคในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่เกี่ยวว่าผู้บริโภคกลุ่มนั้นจะเป็นกลุ่มขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ สไตล์บางสไตล์เท่านั้นที่จะกลายเป็นแฟชั่นได้ เพราะแฟชั่นเป็นจิตวิทยาสังคม แต่สไตล์มาจากความเห็นของเหล่าศิลปินหรือนักออกแบบร่วมสมัยนั้นๆ ที่มีทั้งเก่าใหม่ สวยไม่สวย ดีไม่ดี ซึ่งสังคมจะเป็นผู้ตัดสินและยอมรับ ดังนั้นสไตล์ต่างๆที่จะกลายเป็นแฟชั่นได้ จะต้องได้รับความนิยมชมชอบจากกลุ่มผู้บริโภคที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน แต่ ปัจจุบัน การสวมใส่เครื่องแต่งกายสําหรับผู้คนหรือเครื่องแต่งกาย สามารถมองได้ในหลายแง่มุม เครื่องแต่งกายมองในมุมของการเป็นศิลปะการตกแต่งร่างกาย มนุษย์ในหลายๆวัฒนธรรมพยายามปรับเปลี่ยน  “ร่างกายของตนเองจากสภาพตาม  “ธรรมชาติมาสู่การเป็นวัตถุทางวัฒนธรรมด้วยการเติมสัญลักษณ์ เครื่องประดับ และแต้มสีสันลงบนร่างกาย เริ่มจากทั้งร่างกายโดยตรงและผ่านเสื้อผ้าปกปิด ประกอบการตกแต่ง ทั้งนี้จะแตกต่างกันทางด้านรูปแบบ โดยมีความหมายที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละสังคมและวัฒนธรรม(ปริญญานิพนธ์เรื่อง"ผู้ทรงอิทธิพลแฟชั่นไทยร่วมสมัย"ของ รวิเทพ มุสิกะปาน ที่ศึกษาถึงกลุ่มบุคคลที่มีอํานาจหรือทรงอิทธิพลทางการเปลี่ยนแปลงของแฟชั่นไทย)

จากความเชื่อแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ความหมายของรอยสักเริ่มแปลเปลี่ยนไปสู่ความเป็นศิลปะที่บ่งบอกผ่านยุคสมัยได้ รอยสักที่เคยมีความหมายเดิมที่คอยเดินตามประเพณีนิยม เริ่มกลายเป็นความเฉพาะตัวมากขึ้น รอยสักแต่ละชนิดต่างมีความหมายเพื่อความต้องการของตัวเอง ผ่านการขัดเกลาทางสังคมและการเปลี่ยนแปลงในเวลา ภาพของสัญลักษณ์ที่ปรากฎอยู่บนเรือนร่างแสดงออกถึงความหมายที่แตกต่างกันออกไป ตามแต่จินตภาพที่ปรากฎในทัศนคติของตัวผู้ที่สักเองและบริบทแวดล้อมรอบข้าง เป็นทั้งการสร้างตัวตน และการแสดงตัวตน จนกระทั่งวิวัฒนาการไปถึง สถานะความหมายของการเป็น"สินค้า"ที่สื่อสารทางด้าน"อัตลักษณ์"ผ่านพื้นที่ทางสังคมและต้องการจะสื่อสารถึงเรื่องราวบางอย่างผ่านความซับซ้อนในกระบวนการ"สร้างอัตลักษณ์"ผ่านสัญลักษณ์รอยสัก

         ในมิติทางสังคมในบริบทของสังคมไทยนั้น ทัศนคติในการมองภาพกลุ่มวัฒนธรรมการสักลายยังคงเป็นไปอย่างคลุมเคลือและตั้งอยู่บนบรรทัดฐานของความไม่เหมาะสมหรือการถูกมองในสถานะของการสร้างความเลอะเทอะขึ้นบนร่างกาย และในขณะเดียวกันก็พัฒนากลายไปเป็นแฟชั่นที่เสมือนอัตลักษณ์ให้ปรากฎในพื้นที่ส่วนต่างๆของสังคมโดยทั้งทัศนคติในการยอมรับและไม่ยอมรับภายใต้กรอบทางวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงตามจินตภาพที่ถูกสร้างขึ้น

งานวิจัยฉบับนี้ต้องการศึกษวาทกรรมการสร้างสัญลักษณ์ที่ระบุถึงการสร้างอัตลักษณ์ผ่านสัญลักษณ์รอยสักที่ระบุถึงการแสดงตัวตนผ่านวัตถุทางวัฒนธรรม เพื่อศึกษาเกี่ยวกับองค์ประกอบของกระบวนการคิดและกระบวนการสร้างสัญลักษณ์ และเปิดเผยถึงเรื่องราวของการแสดงตนผ่านสัญลักษณ์รอยสักบนพื้นที่สารธารณะในฐานะของแฟชั่น

 

 

 

CHAPTER 03 วัตถุประสงค์ของการศึกษา

1.เพื่อศึกษาถึงความหมายในการแสดงออกถึงการสร้างตัวตนผ่านสัญลักษณ์รอยสัก ในบริบทของแฟชั่นที่แสดงออกผ่านพื้นที่สารธารณะ 2.เพื่อศึกษาถึงปัจจัยและอิทธิพลในการสร้างอัตลักษณ์ตัวตนผ่านสัญลักษณ์รอยสัก ในบริบทของแฟชั่นที่แสดงออกผ่านพื้นที่สารธารณะ 3.เพื่อศึกษาถึงทัศนคติในการสร้างตัวตนผ่านสัญลักษณ์\"รอยสัก\"เพื่อสื่อสารและแสดงออกถึงความมีตัวตนของบุคคลหรือกลุ่มคนในสังคมไทย ในบริบทของแฟชั่นที่แสดงออกผ่านพื้นที่สารธารณะ 4.เพื่อนําข้อค้นพบในการวิจัยมาสร้างสรรค์ผลงานสื่อศิลปะ

CHAPTER 04 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

จากงานวิจัยของ นางสาว รัตนา อรุณศรี (2547) ที่ศึกษาเรื่อง ประวัติศาสตร์สังคมสังเขป เรื่องของการสักร่างกายมองในมิติของความสัมพันธ์ทางเพศสภาพ พบว่าในอดีตมาสู่ปัจจุบันการศึกษาเรื่องราวของกลุ่มวัฒนธรรมการสักลายในมิติต่างๆในบริบททางสังคมไทยนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผู้หญิง” กับ “รอยสัก”ซึ่งเป็นประเด็นที่อ่อนไหว กรอบจารีตการมักจะปรากฎขึ้นโดยแฝงตัวมากับการคุกคามผ่านมโนทัศน์ที่แตกต่างกันในแต่ละยุคสมัย ซึ่งในงานวิจัยที่เกี่ยวกับเรื่องของเพศสภาพชิ้นนี้พบว่า ในมิติทางเพศสภาพ เพศหญิงนั้นผลกระทบหรือการถูกมองเมื่อปรากฏสัญลักษณ์ “รอยสัก” บนพื้นที่ของร่างกายนั้นมีผลกระทบมากกว่าในเพศชายโดยมองจากประวัติศาสตร์เสมือนว่าการสักในมิติของสังคมไทยนั้นถูกสงวนไว้เพื่อเพศชายเพื่อคงคงรักษาสถานะในความหมายของความเชื่อเกี่ยวกับความแข็งแกร่ง แต่หากมองรอยสักในสถานะของ “สัญลักษณ์” ก็อาจจะมองได้ว่าความหมายที่มีเกี่ยวกับสัญลักษณ์รอยสักนั้นลื่นไหลไม่คงที่แปลสถานะตามช่วงเวลาของยุคสมัยได้รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของ “ทัศนคติ” ที่มีต่อการมอง “สัญลักษณ์” จากอำนาจที่เป็นเสมือนกรอบมโนทัศน์ในการมองเปลี่ยนจากสถานะการถูกมองเป็น “ความเชื่อ” ในอดีต ไปเป็น “อำนาจ” ในการแสดงออกถึงความแตกต่างผ่านพื้นที่สาธารณะในสังคมไทย ซึ่งอำนาจในการมองกลุ่มวัฒนธรรมการสักลายนี้ถูกสร้างจากชุดอุดมการณ์บางชุด โดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์หลายชิ้นที่ปรากฎอยู่บนหน้าประวัติศาสตร์ไทยดังเช่นในงานวิจัยของ นาย ภัทรพล ภูริดำรงกุล (2553) ที่ศึกษาเรื่อง ผู้หญิงกับการสักยันต์ : กระแสแฟชั่น หรือการพยายามสร้างอัตลักษณ์ ที่ผู้วิจัยได้เข้าไปศึกษาและพยายามที่จะเปิดเผยรายละเอียดให้เห็นถึงความเป็นวัฒนธรรมการสักที่เกิดขึ้นผ่านหลักฐานทางเอกสารโดยทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเผยให้เห็นถึงปมปัญหาที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อน เกี่ยวกับการถูกกำหนดให้ทิศทางในการมองภาพกลุ่มวัฒนธรรมการสักโดยภาครัฐที่เข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางในการมองวัฒนธรรมการสักของหญิงไทยสมัยโบราณ ระบอบระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับหญิงไทยสมัยโบราณที่ปรากฎสัญลักษณ์การสักลายบนร่างกายนั้นบ่งชี้ถึงการต่อสู้เชิงความสัมพันธ์ทางอำนาจในระดับต่างๆของการยอมรับในทัศนคติที่มีต่อการสักลายในเพศหญิง และปรากฏให้เห็นถึงแบบแผนขนบวิธีหรือกรอบในการมองภาพของวัฒนธรรมการสักในสังคมไทยที่สืบทอดและแปรเปลี่ยนความหมายของ “สัญลักษณ์”ภายใต้ช่วงเวลาของแต่ละยุคสมัย จากเดิมที่มีพื้นฐานมาจากความเชื่อภายในจิตใจของมนุษย์มาสู่การแสดงตัวตนโดยการสักเพื่อแสดงถึง “อัตลักษณ์” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ส่วนบุคคลซึ่งแสดงออกผ่านพื้นที่ทางร่างกายออกสู่พื้นที่สาธารณะในมิติที่เชื่อมโยงในส่วนของความเชื่อ วัฒนธรรม วิถีชีวิต ของยุคสมัยที่แตกต่างกัน ดังเช่นที่พบในงานวิจัยเรื่อง วิวัฒนาการการสักและวัฒนธรรมมวลชนกับการสักรอยศิลปะบนเรือนร่าง ของ นางสาว ชนกภรณ์ นรากร (2548)ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของมโนทัศน์ในการมองกลุ่มวัฒนธรรมการสักลายภายใต้การเปลี่ยนแปลงของเวลาในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการศึกษาที่ทำให้เห็นถึงทัศนะคติต่อกลุ่มวัฒนธรรมการสักที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยผู้วิจัยได้พยายามนำเสนอการมองการสักในความหมายใหม่แบบระบบของการสักในรูปแบบของการบริโภค โดยผู้วิจัยได้ทำการศึกษาให้เห็นถึงบรรยากาศที่เกิดขึ้นระหว่าง ผู้ประกอบการธุรกิจเกี่ยวกับการสักและผู้บริโภค ซึ่งมีแรงจูงใจ ในการบริโภคการสัก ที่ปรากฏให้เห็นถึงทัศนะคติที่เปลี่ยนแปลงในการมองภาพสัญลักษณ์ “รอยสัก” ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยเรื่อง รอยสัก:การสร้างอัตลักษณ์ที่ปรากฎบนเรือนร่างตน ของนางสาว พจมาน นิตย์ใหม่ (2550) ที่เข้าไปศึกษาและทำการวิจัยวัฒนธรรมการสักที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ในมิติต่างๆทางสังคมศาสตร์ โดยศึกษาวิจัยการสักทั้งในเชิงของ “สัญลักษณ์” ที่ปรากฎในพื้นที่ซึ่ง”สัญลักษณ์”เหล่านี้ได้ทำการแลกเปลี่ยนความหมายและปะทะประสานกันในพื้นที่ผ่านวิวัฒนาการในมิติเวลาของสังคมไทย ซึ่ง”สัญลักษณ์”ของการสักนี้ถูกเปิดเผยให้เห็นถึงความซับซ้อนในฐานะของการเป็นส่วนหนึ่งทาง “วัฒนธรรม” โดยเผยให้เห็นในมิติเชิงอุดมการณ์ของอำนาจและการต่อรองสะท้อนให้เห็นถึงการต่อต้านและสร้างอำนาจต่อรองของกลุ่มวัฒนธรรมกลุ่มนี้ต่อวัฒนธรรมกระแสหลักผ่านบริบทต่างๆในสภาพสังคมที่แวดล้อม โดยวาทกรรมกลุ่มวัฒนธรรมการสักนี้สะท้อนให้เห็นถึงภาพบางฉากของการต่อต้านเชิงอุดมการณ์ในมิติต่างๆไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านอำนาจรัฐในอดีต จนกระทั้งอำนาจของวัฒนธรรมกระแสหลักที่ผ่านการสั่งสมขัดเกลากระบวนการเรียนรู้ทางสังคมในพื้นที่บริบทของสังคมไทย

CHAPTER 05 Conceptual Framework

APPENDIX

ชนกภรณ์ นรากร. 2548. วิวัฒนาการการสักและวัฒนธรรมมวลชนกับการสักรอยศิลปะ บนเรือนร่าง สาขาวิชา นิเทศศาสตร์ธุรกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต. พจมาน นิตย์ใหม่. 2550. รอยสัก:การสร้างอัตลักษณ์ที่ปรากฏบนเรือนร่างตน. ศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต(สื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ) มหาวิทยาลัยชียงใหม่. ภัทรพล ภูริดำรงค์กุล. 2553. ผู้หญิงกับการสักยันต์:กระแสแฟชั่นหรือการพยายามสร้างอัตลักษณ์. สาขามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร. รัตนา อรุณศรี. 2547. ประวัติศาสตร์สังคมสังเขป เรื่องการสักร่างกายในมิติของความสัมพันธ์ทางเพศสภาพ. ศิลปกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต(สตรีศึกษา) มหาวทยาลัยธรรมศาสตร์. สุรัส คมพจน์. 2554. เยอร์เก้น ฮาเบอร์มาสกับทฤษฎีวิพากษ์สังคมสมัยใหม่: โครงการ“การรู้แจ้ง” กับการจัดวางปทัสถานให้กับการวิพากษ์. กรุงเทพฯ: คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร. 2543. วาทกรรมการพัฒนา: อำนาจ ความรู้ ความจริง เอกลักษณ์ และความเป็นอื่น. กรงเทพฯ: วิภาษา. อภิญญา เฟื่องฟูสกุล. 2544. “พื้นที่ในทฤษฎีทางสังคมศาสตร์.” สังคมศาสตร์ (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่). 12(2):65-101 กาญจนา แก้วเทพ. 2545. สื่อสารมวลชน : ทฤษฎีและแนวทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: โรงพิมภ์ศาลาแดง.



created by Z Axis IT Solution