Research

Tanarat Tanonwong | MY LAB PROJECTS | Master Programme | 2013

เป็นการศึกษา Research งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยของผมจำนวน 10 งานวิจัย เพื่อที่จะใช้ศึกษาและอ้างอิงถึงงานวิจัย ซึ่งได้แนบไฟล์ฉบับเต็มสำหรับท่านที่สนใจ ในส่วนท้ายของเว็บไซต์

ABSTRACT

จากประเด็นที่สนใจศึกษาเริ่มจากความสนใจในเรื่องภาษา โดยเฉพาะในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของภาษา ยกตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงความหมายของภาษาในแต่ละช่วงเวลา ในยุคสมัยหนึ่งคำที่ใช้ในภาษาเหล่านั้นก็มักมีความหมายเฉพาะ แต่ในอีกยุคสมัยหนึ่งคำเหล่านั้นถูกเปลี่ยนความหมายออกไปเป็นอีกความหมายหนึ่ง ด้วยเหตุนี้จึงมีประเด็นสงสัยว่าทำไมความหมายเหล่านั้นจึงเปลี่ยนไป อะไรเป็นตัวกำหนดให้ความหมายเหล่านั้นเปลี่ยนไป จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหาคำตอบ ซึ่งประเด็นที่กำลังศึกษาอยู่ในปัจจุบันคือ การพัฒนาการของคำบอกเวลาในสังคมไทย มุ่งเน้นศึกษาในด้านวิถีชีวิตของคนในอดีตที่ส่งผลต่อพัฒนาการเปลี่ยนแปลงของคำบอกเวลา โดยเริ่มศึกษาจากมุมกว้าง ในช่วงแรกนั้นจะเป็นการศึกษาถึงวิธีการวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับวิถีชีวิตว่ามีลักษณะการวิจัยอย่างไรมีการใช้เครื่องมือการวิจัยแบบไหนมาเป็นตัวชี้วัดและอ้างถึงทฤษฎีที่เกี่ยวข้องอย่างไร

เริ่มจากงานวิจัยของ จินตนา ทะบุญ (2549) ในเรื่อง ภาษาของกลุ่มวัฒนธรรมย่อยของเด็กแนว เหตุที่เข้าไปศึกษาในเรื่องนี้เพราะว่า คนกลุ่มนี้มักมีการนิยามศัพท์และสร้างความหมายใหม่โดยใช้ระยะเวลาอันสั้นและง่ายต่อการศึกษาซึ่งได้ข้อสรุปดังนี้ การเปลี่ยนแปลงของระบบสภาวะทางสังคม จากการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนในสังคม โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการรับเอาวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาสู่สังคมไทย สภาวะสังคมปัจจุบันเป็นยุคเทคโนโลยีข่าวสารที่มีความทันสมัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคม วัฒนธรรม กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ กลุ่มวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมการเลียนแบบ เป็นสาเหตุทำให้เกิดกลุ่มวัฒนธรรมย่อย ซึ่งกลุ่มวัฒนธรรมย่อยเหล่านั้นมักจะมีการสร้างอัตลักษณ์ที่มีลักษณะเฉพาะให้กับกลุ่มของตนเองสร้างความเป็นตัวตนโดยใช้ความหมายเชิงสัญลักษณ์ โดยภาษาเฉพาะของกลุ่มเป็นภาษาที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง เช่นคำว่า ชิวๆ  มีองค์ เพราะอะไรภาษาจึงมีความหมายเฉพาะ เหตุใดวัยรุ่นกลุ่มนี้ถึงได้คิดประดิษฐ์คำ ภาษา ขึ้นมาใหม่ อีกทั้งยังเป็นที่ยอมรับและนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย การเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่นที่เกิดจากการเลียนแบบวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยมีการใช้สื่อเข้ามา กลุ่มตัวอย่างคือ กลุ่มหญิงล้วน  4 คน โดยใช้แหล่งข้อมูลจาก เอกสาร บทความงานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับวัฒนธรรมย่อยของวัยรุ่น ภาษา พื้นที่ทางสังคม โดยสรุปเด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้มีการคิดคำใหม่ได้ทั้งหมด 136 คำ แบ่งออกเป็น  5 กลุ่ม คือกลุ่มคำที่คิดขึ้นเอง, กลุ่มคำที่พัฒนาจากคำเดิม, กลุ่มคำที่มาจากการเลียนแบบ, กลุ่มคำที่มาจากภาษาอังกฤษ, กลุ่มคำที่มาจากการได้ยินได้ฟังจากบุคคลอื่น

จะเห็นได้ว่าในงานวิจัยฉบับนี้หน่วยของการวิเคราะห์อยู่ที่ วิถีชีวิตของกลุ่มเด็กแนวในสังคม ระดับการวิเคราะห์  เป็นการศึกษาวัฒนธรรมการใช้ภาษาของกลุ่มเด็กแนว ด้วยเหตุนี้จึงเกิดคำถามว่า แล้วถ้าเป็นวัยรุ่นกลุ่มอื่นจะมีพฤติกรรมอย่างไรเหมือนหรือแตกต่างกันมากน้อยเพียงใดอีกทั้ง การศึกษาในระดับวิถีชีวิตมีการศึกษากันได้อย่างไรและมีวิธีไหนบ้างในการศึกษา หน่วยของการวิเคราะห์อยู่ที่ วิถีชีวิตของวัยรุ่นในเขตเมืองซึ่งมีความใกล้เคียงกับงานวิจัยก่อนหน้านี้ แตกต่างเพียงระดับการวิเคราะห์ โดยงานวิจัยฉบับต่อไปนี้มีระดับการวิเคราะห์อยู่ที่ พฤติกรรมทางสังคม ดังนั้นจึงได้เข้าไปศึกษางานวิจัยของ เบญจา รักพงษ์ (2542) ในเรื่องการเรียนรู้พฤติกรรมทางสังคมของวัยรุ่นในเขตเมือง พบว่า ได้มีการนำแนวคิดของ แบนดูรา เกี่ยวกับแผนภูมิการเกิดพฤติกรรม มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมมีลูกศรชี้เข้าออก ซึ่งเปรียบได้กับการได้รับอิทธิพลสิ่งเร้าต่างๆสำหรับตัวเองและส่งผลไปยังบุคคลอื่น ซึ่งแบนดูราได้แบ่งการเรียนรู้ออกเป็นสองประเภทคือ การเรียนรู้จากการสังเกตและการเรียนรู้จากการกระทำ อีกทั้งยังมีแนวคิดของ เคลแมน บุคคลมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการเรียนรู้ทางสังคม การเรียนรู้ตามทัศนะของธอร์นไดค์ สิ่งเร้าและการตอบสนองมีผลต่อการเรียนรู้ สรุปการเรียนรู้แนวคิดของนักจิตวิทยา สรุปว่าพฤติกรรมของคนที่เกิดจากการเรียนรู้ต่างๆมีดังนี้ การสังเกต การทำตาม การวางแผน การตอบสนอง การลองผิดลองถูก แนวคิดของ มาสโลว์ แนวคิดเกี่ยวกับ 5 ขั้นความต้องการของมนุษย์ ได้แก่ความต้องการด้านร่างกาย, ความปลอดภัย, สังคม, การยกย่องและความสำเร็จตามความนึกคิด การขัดเกลาของสังคม ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดย ณรงค์ เส็งประชา ได้กล่าวว่ามีตัวแทนในการขัดเกลาอยู่ 5 กลุ่ม ครอบครัว เพื่อน โรงเรียน สื่อมวลชน สถาบันทางสังคม ผลการวิจัย แบ่งเป็น 3 ตอน บริบทเมือง การเรียนรู้พฤติกรรมวัยรุ่น กลไกลการเรียนรู้พฤติกรรม เริ่มจากบริบทเมืองจะมีการอธิบายถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ทำให้เมืองเชียงใหม่ขยายตัวตลอดจน ประเพณีวัฒนธรรมในอดีต ธุรกิจสถานประกอบการชีวิตความเป็นอยู่ในเมืองเชียงใหม่ จากนั้นมีการเจาะประเด็นไปยังกลุ่มวัยรุ่นโดยมีการแบ่งหัวข้อย่อยออกไปคือเรื่องการคบเพื่อน การบริโภค และนันทนาการ อีกทั้งยังมีตัวแทนขัดเกลาทางสังคม ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว โรงเรียน กลุ่มเพื่อน และสื่อมวลชน ซึ่งจะเป็นลักษณะการเล่าเรื่องแทรกกับบทสัมภาษณ์ อีกทั้งยังมีการอธิบายถึงปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจการเมืองสังคม

ด้วยเหตุนี้เองทำให้เราเห็นถึงความแตกต่างของสองงานวิจัยอย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นในส่วนของวิธีการวิจัย ซึ่งทั้งสองงานวิจัยมีหน่วยในการวิเคราะห์ในระดับเดียวกัน แต่มีระดับการวิเคราะห์ที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ข้อสรุปของงานวิจัยทั้งสองฉบับมีความแตกต่างกันออกไปตามระดับการวิเคราะห์ จากนั้นได้ศึกษางานวิจัยอีกหนึ่งฉบับซึ่งมีหน่วยของการวิเคราะห์เช่นเดียวกันคือ วิถีชีวิตของวัยรุ่น เพียงแต่มีการเจาะโดยมีปัจจัยในด้านเวลาและโลกเสมือนเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ระดับในการวิเคราะห์อยู่ที่ระดับสังคมโดยเฉพาะสังคมออนไลน์ มาโนช ชาบรา (2550) ได้ศึกษาเรื่อง การจัดการตัวตนในโลกเสมือนจริงกับโลกที่เป็นจริง : กรณีศึกษาวัยรุ่นติดเกมออนไลน์ พบว่า แนวคิดที่ใช้เกี่ยวกับความเป็นตัวตน ซึ่งจะมีการบ่งบอกถึงที่มาของคำว่า อัตลักษณ์ โดยใช้แนวคิดเรื่องจิตวิทยาในการอธิบาย ชาลส์ ดาร์วิน พูดถึงในเรื่องกระจกเงา ซึ่งจะประกอบไปด้วยภาพลักษณ์ของตนเองและจินตนาการเกี่ยวกับความเห็นของผู้อื่นที่ส่งผลต่อตนเอง สุดท้ายก็ได้กล่าวถึงลากอง ที่แบ่งมนุษย์เป็น 3 ส่วน คือ โลกแห่งจินตนาการ, กระจกเงา, มนุษย์อยู่ในความปรารถนา (ความรู้ของมนุษย์) โลกไซเบอร์สเปซเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์หลายเครือข่ายที่แยกออกจากกันแต่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ เวลากับช่องว่าง โดยจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกความเป็นจริงกับเกมออนไลน์ เชื่อว่าเป็นโลกที่ทับซ้อนกันอยู่แทบแยกไม่ออกจากชีวิตประจำวัน การแสดงตัวตนของกรณีศึกษาจะมีการซ้อนทับระหว่างโลกเสมือนจริงกับโลกที่เป็นจริงอยู่แทบจะแยกกันไม่ออก ดังนั้นการทำความเข้าใจในสิ่งที่เป็นปัจจัยพื้นฐานในการทำให้ เกิดการเข้าสู่โลกเสมือนจริง และการนำพาเอาพฤติกรรมนั้นแสดงออกมาในโลกความเป็นจริง

จากงานวิจัยทั้งสามเมื่อนำมาเปรียบเทียบกันจะเห็นว่าวิธีการเก็บข้อมูลของแต่ละงานวิจัยมีความแตกต่างกันออกไป การสุ่มตัวอย่างและเข้าไปศึกษาพฤติกรรมของเด็กกลุ่มนั้น โดยเข้าไปมีส่วนร่วมและมีการสัมภาษณ์ทั้งแบบทางการและไม่เป็นทางการ ส่วนงานวิจัยฉบับที่สองมีการใช้การสัมภาษณ์ทั้งแบบทางการและไม่เป็นทางการเช่นกัน แต่ลักษณะการสุ่มตัวอย่างที่แตกต่างกันออกไป โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างหลายๆกลุ่มเพื่อให้เกิดการกระจายตัวของกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะนิสัย การใช้ชีวิต ลักษณะครอบครัวที่แตกต่างกันออกไป ในงานวิจัยต่อไปมีหน่วยของการวิเคราะห์ยังอยู่ในระดับวิถีชีวิตอยู่ แต่ระดับการวิเคราะห์ถูกเปลี่ยนให้เค้ากับหัวข้อ นัทธฤทัย สีหะเกรียงไกร (2549) ได้ศึกษาเรื่องกล วิธีการปฏิเสธเพื่อปกปิดความจริงในภาษาไทยของวัยรุ่น  พบว่า “ภาษา” ว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสื่อสารของมนุษย์ อีกทั้งยังกล่าวถึง เจ อาร์ เซิร์ล (J.R.Searle) ทฤษฎีวัจนกรรม 2 แบบคือ ทางตรง และทางอ้อม ทางตรงคือการผู้ฟังสามารถตีความได้ตรงตัวตามคำพูดนั้นๆ แต่ทางอ้อมคือผู้ฟังจะต้องตีความอีกครั้ง ซึ่งอาจมีความหมายแฝง ระดับของการปกปิดความจริงที่แสดงออกทางวาจาโดยทั่วไปนั้นมีอยู่ ๒ ประเภท คือ การปกปิดความจริงทั้งหมดและการปกปิดความจริงบางส่วน ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน ๑๘๐ คน ได้จำนวนข้อความย่อยทั้งสิ้น ๖,๕๓๕ ข้อความ ความแตกต่างด้านเพศเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้วัยรุ่นใช้ภาษาแตกต่างกันด้วย เห็นได้จากการที่วัยรุ่นเพศหญิงใช้กลวิธีการปฏิเสธเพื่อปกปิดความจริงมากกว่าวัยรุ่นเพศชาย ทั้งด้านกลวิธีและรูปแบบที่หลากหลายกว่าวัยรุ่นเพศชายทั้งนี้เพราะ โดยธรรมชาติแล้วเพศหญิงจะเป็นเพศที่ชอบพูดมากกว่าเพศชาย และมีการรักษาหน้าหรือภาพลักษณ์ของตนเองมากกว่าเพศชาย ดังนั้น เพศหญิงจึงมีการตกแต่งคำพูดมากกว่าเพศชาย

จะเห็นได้ว่าจากงานวิจัยที่ได้กล่าวไปข้างต้น จะเป็นการศึกษาเพื่อนำข้อค้นพบบางส่วนมาประยุทธ์ใช้เท่านั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับงานวิจัยโดยตรง เพื่อแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของภาษาและพฤติกรรมวิถีชีวิตที่เกิดขึ้นในสังคมไทย งานวิจัยที่เป็นข้อพิสูจน์ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของภาษาไทยที่เห็นได้ชัดเจนคือ เนติมา  พัฒนกุล (2549) ได้ศึกษาเรื่องการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงความหมายของคำในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเลย์ พบว่า มีคำถามที่เพิ่มขึ้นและสูญไปโดยเพิ่มขึ้น 19,662 คำและหายไป 6,373 คำ ซึ่งสาเหตุที่ของการเปลี่ยนแปลงความหมายนั้นคือ  ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์, ความเปรียบหรือคล้ายคลึงกัน, การใช้คำร่วมกันและคำต้องห้ามหรือคำเฉพาะ อ็องตวน เมยเยต์ ได้แบ่งสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงความหมายของคำออกเป็น 3 ลักษณะได้แก่ สาเหตุทางภาษา สาเหตุทางประวัติศาสตร์ และสาเหตุทางสังคม ลักษณะของการเปลี่ยนแปลงความหมายของคำ ผู้วิจัยได้แบ่งการศึกษาเป็น 3 ประเภทได้แก่ ความหมายแคบเข้า ความหมายกว้างออก ความหมายย้ายที่  เป็นลักษณะการวิเคราะห์โดยเริ่มจากวิเคราะห์คำที่มีความหมายแคบเข้า คำที่มีความหมายแคบลง คือคำที่มีมากกว่าหนึ่งความหมาย ซึ่งในต่อมามีลักษณะการเปลี่ยนแปลงคือมีความหมายลงไปจากเดิม ซึ่งมีการเปรียบเทียบเป็นลักษณะตารางตัวอย่าง เช่น เปลี่ยนจากความหมายที่เป็นรูปอธรรมเป็นนามธรรม ลักษณะที่พจนานุกรม 2542 มีการลดความหมายลงเหลือเพียงความหมายเดียว ความหมายแรกเป็นรูปธรรม ต่อมาเป็นนามธรรม หรือทั้งสองมีความหมายคล้ายกันแต่มีความหมายที่แคบลงมา คำมีความหมายที่เจาะจงขึ้น มีความหมายที่เจาะไปในทางที่ดีขึ้นหรือเสื่อมลง การวิเคราะห์ในลักษณะที่มีความหมายกว้างออกไป คือ ความหมายกว้างออก คือ คำเดิมที่มีความหมายเดียวกันเปลี่ยนไปในลักษณะที่มีความหมายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะแบ่งได้สามลักษณะคือ ในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเลย์มีความหมายมีความหมายเดียว แต่ใน พจนานุกรม 2542 มีความหมายเพิ่มขึ้น แบ่งออกเป็น 13 ลักษณะเช่น เพิ่มขึ้นจากเดิมในลักษณะเดียวกันตรงข้ามกันเพิ่มขึ้นของกลุ่มผู้ใช้ และหนังสืออักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเลย์มีลักษณะเจาะจงแต่ในพจนานุกรม 2542 กลับมีความหมายที่กว้างออกไป แบ่งออกเป็น 4 ลักษณะเช่น กว้างออกเนื่องจากไม่ระบุบริบทในการใช้ เป็นต้น และทั้งสองอย่างรวมกัน และสุดท้ายเป็นการวิเคราะห์ความหมายย้ายที่ คำเดิมที่มีความหมายหนึ่งและเปลี่ยนอีกความหมายหนึ่งในเวลาต่อมา เช่นคำว่าแจ้งความ ในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเลย์ หมายถึง ทราบความ แต่ในพจนานุกรม 2542 หมายถึงแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงาน เป็นต้น โดยแบ่งออกเป็นลักษณะที่มีความหมายในลักษณะที่ยังสัมพันธ์กันอยู่กับไม่สัมพันธ์กันเลย ซึ่งในลักษณะสัมพันธ์กันอยู่สามารถแยกออกเป็น 6 ลักษณะ ความหมายประสม คำซ้อน ความรวม ใช้ร่วมกัน เพิ่มหรือลดความหมาย เป็นต้น

อีกหนึ่งงานวิจัยอ้างอิงที่สำคัญในงานวิจัยที่นอกเหนือจากเป็นข้อพิสูจน์ถึงการเปลี่ยนแปลงความหมายของคำแล้ว ยังสามารถบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของคำบอกเวลาในแต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดีซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการหาจุดเชื่อมต่อระหว่างการเปลี่ยนแปลงของคำบอกเวลาและวิถีชีวิต ณัฐวรรณ  ชั่งใจ (2552) ได้ศึกษาเรื่อง การศึกษาพัฒนาการของคำบอกเวลาในภาษาไทย พบว่า เอกสารทั้งหมดปรากฏจำนวน 869 คำซึ่งคำบอกเวลาที่ปรากฏการเปลี่ยนแปลงมีจำนวน 129 โดยมีการเปลี่ยนแปลง 4 ลักษณะ ได้แก่ ด้านเสียง ด้านศัพท์ ด้านความหมาย และด้านไวยากรณ์ แต่มักพบการเปลี่ยนแปลงในคำบอกเวลาที่เป็นคำยืม โดยเฉพาะคำยืมภาษาบาลีสันสกฤตส่วนการเปลี่ยนแปลงตามวิธีการบอกเวลา เนื่องจากไทยมีการรับวัฒนธรรมวิธีการบอกเวลาอย่างอินเดีย และเป็นที่สังเกตว่าคำบอกเวลาในสมัยสุโขทัย จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ยุคต้น มักปรากฏรูปศัพท์ตามอย่างเขมร เนื่องจากมีการรับวัฒนธรรมการบอกเวลาตามอย่างอินเดีย และจีนโดยผ่านทางเขมรและพบว่าสมัยดังกล่าวมีความนิยมในการใช้ภาษาสันสกฤต และเนื่องจากความเป็นอัจฉริยะของผู้รู้ที่ดัดแปลงคำในลักษณะการประดิษฐ์คำระหว่างภาษาบาลีสันสกฤตซึ่งปรากฏการปนภาษาในคำเดียวกันและเกิดการเปลี่ยนแปลงทางภาษาขึ้น อีกทั้งพบว่าในสมัยรัชกาลที่ 4 สังคมไทยเริ่มติดต่อกับชาวตะวันตกจึงรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา เป็นเหตุให้พบการเปลี่ยนแปลงของคำบอกเวลาโดยการรับวัฒนธรรมวิธีการบอกเวลาและ ยืมคำจากชาวตะวันตกมา จึงส่งผลให้คำบอกเวลาในการบอกเวลาที่เป็นสากลเข้ามาใช้ในสังคม โดยมักพบคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ และพบว่าคำบอกเวลาในสมัยรัตนโกสินทร์ ยุคปัจจุบัน ปรากฏรูปคำตรงตามรากศัพท์เดิมเพื่อรักษาประวัติของคำยืม รวมทั้งคำทับศัพท์ปรากฏการบัญญัติแทนที่ เนื่องจากต้องการอนุรักษ์วัฒนธรรมเดิมอยู่ อีกทั้งในสมัยรัตนโกสินทร์ ยุคกลาง จนถึงยุคปัจจุบัน พบว่า มีวิธีการบอกเวลาตามหลักสุริยคติ และปรากฏการประดิษฐ์เครื่องบอกเวลาอย่างนาฬิกาเพื่อใช้บอกเวลา จึงส่งผลให้เกิดคำบอกเวลาบางคำ ทั้งในรูปแบบการทับศัพท์ เช่น มินิต เทอม เป็นต้นสุดท้ายนี้สรุปได้ว่าการพัฒนาการของคำบอกเวลาดังกล่าว เกิดจากสาเหตุสำคัญ คือ ความนิยมการใช้ภาษาในแต่ละสมัย

จากงานวิจัยทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นทำให้ได้ข้อค้นพบถึงการเปลี่ยนแปลงของภาษาเป็นข้อพิสูจน์ถึงการเปลี่ยนแปลงของภาษาในลักษณะต่างๆไม่ว่าจะเป็นความหมายของคำ การเกิดขึ้นของศัพท์ใหม่ในแต่ละยุคสมัย งานวิจัยต่อจากนี้ไปเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละยุคแต่ละสมัย เพื่อหาจุดเชื่อมต่อระหว่างวิถีชีวิตและการเปลี่ยนแปลงความหมายของคำบอกเวลา วิราวรรณ สมพงษ์เจริษ (2550) ได้ศึกษาเรื่องคติความเชื่อของคนไทยสมัยสุโขทัย พ.ศ.1726 – พ.ศ.2006 พบว่า คติความเชื่อของคนไทยสมัยสุโขทัยเป็นผลมาจากการสังเคราะห์ทางวัฒนธรรมกับการผสมความเชื่อดังเดิมและคติความเชื่อทางศาสนา ลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ลุ่มแม่น้ำปิง วัง ยม น่านและแม่น้ำป่าสัก ซึ่งแม่น้ำแต่ละสายนั้นมีต้นกำเนิดที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งในบริเวณนั้นเป็นพื้นที่มี่อุดมสมบูรณ์เห็นได้จากมีการขุดค้นทางโบราณคดีพบว่ามีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ชุมชนโบราณที่อยู่ในบริเวณนั้นคือ เมืองศรีสัชนาลัย ซึ่งเป็นเมืองโบราณในลุ่มแม่น้ำยมด้วยทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมจึงสามารถพัฒนาเป็นเมืองได้และจากโบราณคดีพบว่าเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น โดยอ้างอิงจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ทิวา ศุภจรรยา ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการอ่านแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศชุมชนโบราณ โดยมีปัจจัยภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ ลักษณะชุมชน การกำเนิดของชุมชน ปัจจัยการเกิดเมือง ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้ง การพัฒนาการทางเศรษฐกิจ การเกิดชุมชนเกษตรกรรม เทคโนโลยีการถลุงแร่ คติความเชื่อของคนสุโขทัย ความเชื่อดั้งเดิม ผีบ้านผีเมือง ผีฟ้า และคติความเชื่อทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพุทธ ไสยศาสตร์ พระเทพกรรม คติความเชื่อ เช่นตุ๊กตาเสียกบาล ความเชื่อการเคารพผู้สูงอายุ การรับมรดก ในบทถัดไปก็จะกล่าวถึงการผสมผสานความเชื่อทางวัฒนธรรมและคติความเชื่อในสังคมสุโขทัย เช่น การผสมผสานความเชื่อในเรื่องสถาบันกษัตริย์ โดยแบ่งเป็นส่วนต่างๆ คือในฐานะนักรบ พ่อขุน ครู ผู้ส่งเสริมการเกษตรและการค้าและผู้ธำรงความยุติธรรม การผสานความเชื่อทางศาสนา สถานภาพและบทบางของกษัตริย์ ความเชื่อเกี่ยวเนื่องทางศาสนา ความเชื่อเรื่องการตายเกิด ความเชื่อเรื่องไตรภูมิ สุดท้ายก็จะเป็นการผสานความเชื่อในเรื่องศิลปกรรม พบว่า ชนเผ่าไทอพยพมาสู่ลุ่มแม่น้ำปิง ยม น่าน ในช่วงต้น ค.ศ. ที่ 13 เริ่มแรกมีความเชื่อในเรื่องพลังเหนือธรรมชาติซึ่งสถิตอยู่ ณ ภูเขา แม่น้ำ ท้องฟ้าต่างๆ และมีความเชื่อในเรื่องผีบรรพบุรุษ เห็นได้จากจารึกในสมัยสุโขทัยซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อในลักษณะนี้ ถึงแม้คนไทยจะนับถือศาสนาพุทธ แต่การผสมผสานความเชื่อเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งความเชื่อของพุทธศาสนาและพราหมณ์มีความเชื่อที่ซับซ้อน แต่ก็สามารถนำมาสนับสนุนสิทธิธรรมทางการเมืองและทิพภาวะของกษัตริย์ ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ไม่ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในด้านมาตรฐานจริยธรรมและจารีตประเพณีของผู้คนในสังคม ทำให้เห็นถึงความสำเร็จในการผสมผสานความเชื่อสมัยสุโขทัย ที่แสดงออกมาในรูปแบบศิลปกรรม ข้อความในจารึก และกุศโลบายในการปกครอง

งานวิจัยเกี่ยวกับวิถีชีวิตในสมัยอยุธยา พัชรพรรณ  เสือคง (2553) ได้ศึกษาเรื่องวิถีชีวิตของคนในสังคมเมืองพระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 22 ถึง พ.ศ. 2310  พบว่า เมืองพระนครศรีอยุธยาเป็นเมืองที่สำคัญเพราะมีทำเลที่ตั้งเหมาะแก่การทำการค้าและการตั้งถิ่นฐานของประชาชนและยังเป็นศูนย์กลางการปกครองและพิธีกรรม  รวมทั้งศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ  ในตัวเมืองพระนครยังเป็นที่ตั้งของพระราชวังหลวง  รวมไปถึงหน่วยงานราชการต่างๆ  การอยู่ร่วมกันของคนในสังคมมีทั้งการเป็นชนชั้น และในระดับเดียวกัน ความสัมพันธ์ของกษัตริย์และไพร่เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ วัดเป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนาและยังเป็นศูนย์รวมของทุกชนชั้นในสังคมเป็นพื้นที่สาธารณะที่มุกคนจะมาทำกิจกรรมร่วมกันในงานบุญต่างๆโดยมีพระสงฆ์เป็นที่พึ่งทางใจและมีความสำคัญต่อคนในสังคมตั้งแต่การเกิดจนถึงการตาย มีหน้าที่ในการสั่งสอนชาวบ้าน บรรเทาความเจ็บปวดทางด้านร่างกายโดยการใช้สมุนไพรในการรักษา  ประชาชนในสังคมมีโอกาสที่จะเปิดรับวัฒนธรรมจากต่างชาติเข้ามาในชีวิตประจำวัน แต่หากพูดถึงแก่นสารในชีวิตล้วนแล้วแต่มีความยึดมั่นใจเรื่องพระพุทธศาสนาและยังมีการดำเนินชีวิตอย่างวิถีชาวพุทธ  ตลาดเป็นศูนย์รวมในการทำการค้าของช่างเมืองอยุธยาและชาวต่างชาติที่มาหาซื้อสินค้าจากสำเภานานาชาติเป็นพื้นที่ที่คนโดยมากจะมาอยู่รวมกันรีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและภาษาซึ่งกันและกันนอกจากนี้ชาวเมืองยังมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตจากอดีตผลิตเพื่อใช้ในการครองชีพเพียงอย่างเดียวแต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาสินค้าให้เป็นยอมรับของตลาดมากขึ้น เพื่อที่จะสามารถนำไปขายได้โดยการซื้อ-ขายสินค้าผ่านระบบเงินตราซึ่งเป็นตัวกลางในการค้าขายและใช้แลกซื้อสินค้าในการดำรงชีวิต  และในเรื่องของการมีปฏิสัมพันธ์ภายในครอบครัวนั้นกฎหมายอยุธยาบ่งชัดว่าผู้หญิงมีความสำคัญน้อยกว่าผู้ชาย และผู้ชายสามารถมีภรรยาหลายคนได้แต่ต้องมีการจัดเรียงลำดับภรรยาให้ดีและอยู่กันอย่างสงบสุขไม่สร้างความเดือดร้อนในสังคม  เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนในสังคมอยุธยาและยังสะท้อนให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของคนในสังคม จะเห็นได้จากการทำการค้าของชาวต่างชาติและการที่ชาวต่างชาติเหล่านั้นเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพระนครเพื่อจะได้มีการค้าขายสินค้าได้สะดวกและพวกเขามีบทบาททางสังคมไม่น้อยไปกว่าชาวเมืองอยุธยาจึงทำให้การปกครองเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่ก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนในสังคมอยุธยาและยินดีปฏิบัติตามข้อกฎหมายของสังคมอยุธยาอีกด้วยเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ไทย

งานวิจัยที่สามารถใช้อ้างอิงวิถีชีวิตชุมชนเมืองในพระนครศรีอยุธยาได้เป็นอย่างดี เพชรรุ่ง เทียนปิ๋วโรจน์ (2552) ได้ศึกษาเรื่อง ตลาดน้ำกับวิถีชีวิตชุมชนเมืองพระนครศรีอยุธยา พ.ศ.2199  - 2310 ซึ่งมีหน่วยการวิเคราะห์อยู่ที่วิถีชีวิตในชุมชนซึ่งระดับการวิเคราะห์อยู่ที่ระดับชุมชนในพระนครศรีอยุธยา แหล่งการศึกษาส่วนมาอยู่ในหนังสือที่มีการเก็บรวบรวมขึ้นมาและจากงานวิจัยต่างๆ สรุปได้ว่าพระนครศรีอยุธยาเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยในอดีตและยังมีประชากร 150,000 – 200,000 คน พระนครศรีอยุธยาถือเป็นเมืองท่าทางการค้าที่สำคัญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในพระนครมีการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคบริโภคกันและยังเป็นแหล่งผลิตสินค้ารายใหญ่ของพระนคร ในพระนครนี้มีทั้งชาวเมืองพระนครศรีอยุธยาและชาวต่างชาติอาศัยอยู่ และพระนครศรีอยุธยายังเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาที่เจริญรุ่งเรืองมากแต่โบราณการที่มีพระสงฆ์จำนวนมากสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการในการบริโภคสินค้าที่จำเป็นในการดำรงชีวิตในการถวายสิ่งของต่างๆแด่พระสงฆ์ พระนครศรีอยุธยาถือเป็นเมืองท่าทางการค้าที่สำคัญและมีทำเลที่ตั้งที่ดีเพราะมีแม่น้ำล้อมรอบ คือ แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำเจ้าพระยาและอยู่ไม่ไกลจากทะเลมากนักทำให้พวกเรือสินค้าของพ่อค้าชาวต่างชาติสามารถเดินค้าขายได้สะดวก จากความเจริญรุ่งเรืองทางการค้านี้เองทำให้ไพร่สามารถจ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานและทำให้กลุ่มไพร่มีบทบาทในการทำการค้ามากขึ้น และตลาดทางการค้านี้เองยังเป็นที่พบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร สนทนาทั่วไป ของคนในสังคม ทำให้มีการเผยแพร่ศาสนาและวัฒนธรรมของชาวต่างชาติที่เข้ามาค้าขายมากขึ้นจึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเช่น การทำขนม การแต่งกายของชนชั้นสูง คำพูดและคำทักทายกัน จากที่ทราบกันดีว่าเมืองท่าของอยุธยาเป็นเมืองท่าที่มีผู้คนมากมายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเองเข้ามาทำการค้าทำให้เมืองท่านี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เมืองท่านานาชาติ ทำให้วิถีชีวิตของชาวเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลงกลายมาเป็นชุมชนเมืองขนาดใหญ่ที่เป็นศูนย์รวมของหลายๆหมู่บ้าน มีศูนย์กลางทางศาสนาคือ วัดขนาดใหญ่  มีย่านตลาดร้านค้าต่างๆ มีการปรับปรุงหัวเมืองขึ้นมาใหม่ โดยตั้งเป็นหัวเมือง เอก โท ตรี เพื่อเป็นการจัดลำดับความสัมพันธ์ของหัวเมืองต่อเมืองหลวง ซึ่งส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจการค้าของอยุธยาโดยตรง ทำให้การควบคุมหัวเมืองทางเหนือมีความใกล้ชิดยิ่งขึ้นเป็นการเพิ่มโอกาสการได้ส่วยและสินค้าส่งออกทางทะเลที่พระนครศรีอยุธยามากขึ้น ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรได้มีการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางมีการจัดลำดับและปรับปรุงหัวเมืองใหม่โดยพิจารณาผ่านกิจกรรมการค้าที่กำลังเกิดขึ้นและทำให้ควบคุมตลาดพื้นเมืองและผลิตภัณฑ์จากป่า ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  การค้าขายในเมืองหลวงโดยประกาศผูกขาดสินค้า เช่น ดีบุก ไม้ฝาง ไม้หอม ช้าง งาช้าง และตะกั่ว มีการกระตุ้นให้ประชาชนออกมาทำการค้าเพิ่มมากขึ้น จากการที่พระนครศรอยุธยาอยู่ในบริเวณที่มีการคมนาคมที่สะดวกทำให้สามารถเดินทางจากอยะยาไปทางเหนือ ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ทางตะวันตกเฉียงเหนือได้โดยง่าย ตลาดในเมืองพระนครศรีอยุธยาเป็นแหล่งรวมสินค้า สะท้อนวิถีชีวิตของคนในสังคมในสมัยอยุธยา ทำให้เห็นถึงความสำคัญของเศรษฐกิจในสมัยก่อน การมีตลาดเป็นแหล่งรวมสินค้ามากมาย แสดงให้เห็นถึงสังคมเมืองการค้าการมีตลาดและย่านการค้าแสดงให้เห็นถึงความคึกคักทางการค้าที่มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งได้เข้ามาทำกิจกรรมทางการค้าร่วมกัน การมีตลาดสินค้าของชาวต่างชาติในพระนครแสดงให้เห็นถึงลักษณะของเมืองการค้าที่มีคนหลากเชื้อชาติเข้ามาตั้งรกรากในการประกอบอาชีพ โดยมีตลาดต่างชาติอยู่ร่วมกับคนพื้นเมืองสะท้องให้ถึงปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ แม้กลุ่มผู้ซื้อและผู้ขายจะเป็นคนละเชื้อชาติแต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ การที่พระนครศรีอยุธยาเป็นเมืองการค้าทำให้เงินตรามีความสำคัญต่อวิถีชีวิตชาวเมืองมากขึ้น การค้าภายในตลาดได้ส่งผลให้วิถีชีวิตของผู้คนในสังคมอยุธยาเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจที่ใช้เงินตราเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนในการซื้อ-ขายสินค้า

อีกหนึ่งงานวิจัยที่สำคัญการศึกษาวิถีชีวิต ชนินทร์  วิเศษสิทธิกุล (2547) ได้ศึกษาเรื่อง การเปลี่ยนแปลงชีวิตสังคมเมืองในเกาะรัตนโกสินทร์กรุงเทพมหานคร พบว่า กรุงเทพมหานครในปัจจุบันมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งในแง่จำนวนประชากรและการขยายขอบเขตการใช้ที่ดินเพื่อประโยชน์ที่ไม่ใช่ในด้านการเกษตรกรรม โดยมีจุดเริ่มต้นจากเกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญตั้งแต่ในอดีตที่เป็นจุดศูนย์กลางของกรุงเทพมหานครจนถึงปัจจุบันเห็นได้จากการพัฒนาสิ่งต่างๆ ซึ่งนอกจากความเจริญทางด้านวัตถุแล้ว การเปลี่ยนแปลงทางด้านวิถีชีวิตก็มีความสำคัญไม่ต่างกัน การมองเห็นถึงสภาพชีวิตสังคมเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพื่อที่จะได้นำผลการศึกษามาเป็นแนวทางในการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่เมืองเก่าอย่างเกาะรัตนโกสินทร์ให้มีความสัมพันธ์ไปกับสภาพเมืองโดยรวม สภาพทั่วไปของพื้นที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เกิดจากการทับถมของดินตะกอนมีพื้นที่ 2,589 ไร่คิดเป็นร้อยละ 1,264 ของพื้นที่กรุงเทพทั้งหมด ทิศเหนือจดคลองรอบกรุง แขวงสามพระยา ทิศใต้จดแม่น้ำเจ้าพระยา ทิศตะวันออก แขวงบ้านบาตรเขตป้อมปราบ ทิศตะวันตก จดแม่น้ำเจ้าพระยา มีจำนวนประชากร 76,230 คน (พ.ศ.2546) สภาพเศรษฐกิจพื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงมีความสำคัญอยู่เนื่องจากเป็นย่านการค้าอยู่มากถึงแม้เขตเมืองจะขยายออกไปมากก็ตาม สภาพสังคมภายในเกาะรัตนโกสินทร์นับได้ว่ามีความหลากหลายเชื้อชาติทั้งคนไทย จีน มอญ ลาว เขมร แขก ซึ่งมีการผสมผสานทางสังคมวัฒนธรรมกันมายาวนาน เส้นทางคมนาคมทางน้ำก็ยังเป็นสิ่งสำคัญอยู่ เปรียบเป็นพื้นที่ศูนย์กลางในการกระจายความเจริญออกไป ซึ่งการจัดการจราจรทางบกนั้นมีการจัดการวางโครงข่ายของถนนหลายรูปแบบด้วยกันคือ แบบตารางหมากรุกและตามแนวตรง จากนั้นเป็นการพูดถึงแผนงานและโครงการที่เกี่ยวข้อง เช่น ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ข้อบัญญัติกรุงเทพและประกาศกรุงเทพมหานคร แผนการใช้ที่ดิน โครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน โครงการทางด่วนและ การดำเนินการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์ ในบทสุดท้ายก็จะพูดถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพชีวิตสังคมเมืองในเกาะรัตนโกสินทร์ โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 4 ช่วง ประวัติศาสตร์การสร้างเมืองการย้ายเมืองจากเมืองสมัยกรุงธนบุรีมายังเกาะรัตนโกสินทร์ที่มีความเหมาะสมทางยุทธศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การพัฒนาเมือง โดยเริ่มแรกมีประชากรประมาณ 50,000 คนและมากกว่าครึ่งคือคนจีน ซึ่งในช่วงแรกนิยมสร้างบ้านบนแพจอดอยู่ริมน้ำ โดยมีประชากรหนาแน่นบริเวณริมแม่น้ำด้านเหนือพระราชวังขึ้นไป โดยรูปแบบการใช้ชีวิตไม่แตกต่างกับสมัยอยุธยา คือยังมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับแม่น้ำ และใช้แม่น้ำเป็นเส้นทางสัญจรหลัก มีวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน การดำเนินชีวิตผู้คนยังอยู่ในกำแพงพระนคร ในช่วงที่ 2 นั้นเรียกได้ว่าเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากมีการเข้ามาของชาวต่างชาติจึงต้องมีการเปิดประเทศเพื่อให้หลุดพ้นจากประเทศอาณานิคมและปรับปรุงทุกอย่างให้มีความสากลมากยิ่งขึ้น การการตั้งกงสุลต่างประเทศ มีการสร้างถนนเพื่อความสะดวกในการขนส่งสินค้ามีการจัดตั้งร้านค้า ทั้งในราชสำนักและร้านค้าประชาชน มีการสร้างพระราชวังใหม่ ซึ่งทำให้ช่วงนั้นมีการปรับเปลี่ยนผังเมืองให้ทันสมัยมากยิ่ง

download file | 50f57db3f3985.doc


created by Z Axis IT Solution