Life is beautiful?

Akkaphon Promwan | MY LAB PROJECTS | Master Programme | 2013

CHAPTER 01 Introduction

 

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สังคมไทยได้รับอิทธิพลจากการสื่อสารมวลชน มีผลทำให้เกิดการปลูกฝังค่านิยม ความคิด ส่งผลต่อทัศนคติ ซึ่งในปัจจุบันการทำศัลยกรรมได้รับความนิยมอย่างมากซึ่งความงามนั้นในแต่ละสังคมก็จะมีความแตกตามไปตามสภาพสังคม ในอดีตการทำศัลยกรรมเน้นในผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุหรือบกพร่องแต่กำเนิดในยุคต่อมานิยมในหมู่คนทำงานกลางคืนแต่ในปัจจุบันเน้นในเรื่องการเสริมสร้างบุคลิกภาพและความต้องการที่จะเป็นที่ยอมรับในสังคมและไม่จำกัดอยู่ในเฉพาะกลุ่มสตรีเพศเท่านั้นแต่ก็มีความนิยมในกลุ่มเพศชายเช่นกันซึ่งในปัจจุบันนี่เองที่สื่อมีความก้าวหน้า โลกเข้าสู่ยุคหมู่บ้านโลกส่งผลให้ผู้ทำศัลยกรรมสามารถพบเห็นตัวอย่างต่าง ๆ ในสื่อโดยเฉพาะสื่อภาพยนตร์ละคร จากประเทศเกาหลีที่ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาเกิดกระแสนิยมเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ค่านิยมและทัศนคติเปลี่ยนไป รวมถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีความก้าวหน้ามากขึ้น มีการแข่งขันทางการตลาดมากขึ้น ทำให้ราคาของการทำศัลยกรรมถูกลง ทำให้การทำศัลยกรรมเป็นที่ง่ายและนิยมมากขึ้นนั่นคือมนุษย์ไม่ได้อยากมีรูปร่างหน้าตาที่สวยงามด้วยตัวเอง แต่ความต้องการนั้นเกิดจากสื่อต่าง ๆ ซึ่งทำให้เกิดการบวนการผลิตซ้ำ(Representation) รวมถึงการลอกเลียนแบบ

ในปัจจุบันการแข่งขันทางสังคมที่เพิ่มสูงขึ้นจากวาทกรรมในเรื่องของความงามนั้นเข้มข้นและทรงอิทธิพลอย่างมาก ยกตัวอย่างในเรื่องเพศ ที่ดูเรื่องทรวดทรงและหน้าตาเป็นสำคัญอันดับต้น ๆ การทำศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าของเพศทางเลือกก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ เพราะการทำศัลยกรรมทำให้เราแทบไม่สามารถแยกแยะในเรื่องของเพศสภาพที่แท้จริงได้ หรือแม้แต่เรื่องหน้าที่การงาน คนที่ดูดีจะมีคุณค่ามากกว่าในบางสายงานที่ต้องใช้หน้าตาในการทำงาน อย่างเช่นงานพิธีกร งานโปรโมทสินค้าต่าง ๆ ดังนั้นคนในยุคปัจจุบันจึงลงทุนอย่างมากในเรื่องความงาม และมีแนวโน้มที่จะทำสูงขึ้น เท่านั้นยังไม่พอเพราะแต่ละคนมีความชอบที่แตกต่างกัน ซึ่งความชอบนั้นเกิดจากประสบการณ์ต่าง ๆ ส่วนบุคคลที่ได้รับมาผ่านสื่อและสิ่งแวดล้อมต่างๆ รอบตัว การทำศัลยกรรมนั้นบางคนทำมากกว่า 1 ครั้ง และบางคนเกิดอาการที่เรียกว่าการเสพติดการศัลยกรรม นั่นคือทำเท่าไหร่ก็ไม่พอใจรูปร่างใบหน้าของตัวเอง จะต้องเสริมที่นั่นต้องแต่งที่นี่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และบ่อยครั้งที่เกิดการผิดพลาดของการทำศัลยกรรมที่ซ้ำซ้อน ทำให้หน้าตาของผู้ทำศัลยกรรมผิดรูปร่างไปอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น ไมเคิล แจ๊คสัน ที่เสพติดการทำศัลยกรรมจนทำให้รูปร่างของใบหน้าบิดเบี้ยวไป ซึ่งการทำศัลยกรรมแต่ละครั้งนั้นใช้เงินและต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด และวัสดุที่นิยมนำมาใช้ในการทำศัลยกรรมจะเป็น “ซิลิโคน” ซิลิโคนแบบแท่ง จะมีทั้งซิลิโคนแบบแข็ง ต้นทุนต่ำ ข้อดีคือ ตัดแต่งรูปทรงได้ง่ายแต่เมื่อใช้กับร่างกาย ส่งผลให้ทะลุได้ง่ายและมีปัญหาต่อเนื่องตามมา ถัดมาซิลิโคนแบบอ่อนที่มีความยืดหยุ่นสูงกว่า แต่ในเรื่องของการใช้ในการตัดแต่งรูปทรงนั้นทำได้อยากกว่า และซิลิโคนที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือซิลิโคนที่มีความแข็งปานกลางเพราะมีความยืดหยุ่นสูงอีกทั้งยังทำให้ดูเป็นธรรมชาติ ไม่แข็งไป หรือไม่อ่อนไป ซิลิโคนชนิดนี้จึงเป็นที่นิยมในการใช้ทำศัลยกรรม และแน่นอนว่าการทำศัลยกรรมโดยใช้ซิลิโคนนั้นไม่คงอยู่ตลอดไป ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปก็จะทำให้บริเวณที่ทำศัลยกรรมนั้นบิดเบี้ยวได้จึงจำเป็นต้องทำซ้ำในจุดเดิม แต่ใน ปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์เจริญก้าวหน้าไปมาก แพทย์มีการคิดค้นการเสริมจมูกด้วยการปลูกย้ายไขมัน และพัฒนาสารตัวใหม่ๆ เพื่อใช้ทดแทนซิลิโคนอย่างต่อเนื่อง จึงเชื่อว่าต่อไปในอนาคตซิลิโคนอาจเป็นตัวเลือกอันดับท้ายๆ

CHAPTER 02 review literature

 

 

Discourse and Power

มิเชล ฟูโกต์ ( Michel Foucault) ได้ให้ความหมายของวาทกรรม หมายถึง กระบวนการสร้างความหมายโดยภาษาและสัญลักษณ์ต่างๆที่ดำรงอยู่ในสังคม ประกอบกันเป็นความรู้ ความเข้าใจในเรื่องหนึ่งๆ ซึ่งส่งผลต่อการกำหนดว่าอะไรคือความรู้ ความจริง และอะไรไม่ใช่วาทกรรมเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยสังคมทั้งโดยกลุ่มที่ครองอำนาจและกลุ่มที่ต่อต้านอำนาจ จัดเป็นเทคโนโลยีทางอำนาจที่ถูกใช้ทั้งการเก็บกดปิดกั้นและจัดระเบียบวิถีชีวิตของคนในสังคม แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ถูกใช้เพื่อต่อต้านอำนา (Counter discourse) ต่อต้านระเบียบที่วาทกรรมหลักครอบงำอยู่ การวิเคราะห์วาทกรรมทำให้เห็นแง่มุมของอำนาจ โดยเฉพาะในแง่มุมของความรู้ได้ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้นเมื่อวาทกรรมเป็นสิ่งที่ไม่สามารถอ้างได้ว่ามีผู้ผลิต
ผู้ควบคุมวาทกรรมอย่างชัดเจน อำนาจในแง่มุมของวาทกรรมเป็นอำนาจที่กระจายตัว แทรกซึมในแนวระนาบเชื่อมต่ออย่างหลากหลาย ยากที่จะหาจุดกำเนิด จุดศูนย์กลางของการผลิต ดังนั้นไม่ว่าผู้กระทำการใดๆ ล้วนตกอยู่ภายใต้วาทกรรมหรือความสัมพันธ์อำนาจในเรื่องความรู้และความจริงด้วยกันทั้งสิ้นประเด็นของการวิเคราะห์วาทกรรม ไม่ได้อยู่ที่คำพูดนั้นๆ เป็นจริงหรือเท็จ แต่อยู่ที่กฎเกณฑ์ชุดหนึ่งที่เป็นตัวกำกับให้การพูดนั้นๆเป็นไปได้มากกว่าจะเป็นเรื่องของข้อเท็จจริง วาทกรรมจึงไม่ใช่เป็นเพียงผลลัพธ์ซึ่งเกิดจากการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบของการครอบงำ แต่วาทกรรมในตัวของมันเองนั้นคือการต่อสู้และการครอบงำ ที่มีต่อรูปแบบและวิถีชีวิตของผู้คนในสังคม

Representation

Hall กล่าวถึง "การเป็นตัวแทน" หรือเรื่องของ representation คนที่เป็นตัวแทน หรือถูกแทนขึ้นใหม่ คือ ความเหมือน, ภาพ, แบบจำลอง, หรือ การผลิตซ้ำต่างๆ (a likeness, picture, model, or other reproduction.) อย่างไรก็ตาม อันนี้ไม่ใช่สิ่งซึ่ง Hall คิดอยู่ในใจ Hall มองว่า การเป็นตัวแทน คือปฏิบัติการอันหนึ่งของการประกอบสร้างขึ้นมาใหม่มากกว่าการสะท้อน (act of reconstruction rather than reflection.) ยกตัวอย่างเช่น ภาพลักษณ์ของผู้หญิงสำหรับเดือนนี้ในนิตยสาร Cosmopolitan มิได้สะท้อนว่าผู้หญิงในช่วงนี้เป็นเช่นใด ภาพลักษณ์ได้ถูกประกอบสร้างขึ้นใหม่ในภาพบางสิ่ง ซึ่งไม่ใช่ผู้หญิงคนหนึ่งธรรมดา

ภาพเกือบทุกภาพในสังคมที่มีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี ได้ถูกสรรค์สร้างขึ้นด้วยเหตุผลหนึ่ง โดยวัตถุประสงค์ที่ยิ่งใหญ่บางอย่างในใจ ดังนั้น มันจึงเป็นปรากฏการณ์บนผิวหน้า หรือความหมายตรง (Denotative meaning) ของภาพ แต่มันยังมีชั้นของความหมายที่ลึกลงไปชั้นหนึ่งด้วย, ความหมายแฝงที่เป็นมายาคตินั่นเองภาพลักษณ์ดังกล่าวได้ถูกประกอบสร้างเพื่อขายสไตล์การใช้ชีวิตที่มีลักษณะเฉพาะบางแบบ ที่เรียกร้องต้องการใช้สินค้าและผลิตภัณฑ์บางอย่างในรายละเอียดควบคู่กันไปด้วย แม้ว่าทั้งหมดนี้จะถูกนำเสนอออกมาอย่างง่ายๆในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้น เบื้องหลังภาพผู้หญิงบนปกนิตยสาร Cosmopolitan ก็คือ โลกของความเชื่อทั้งหมด รวมไปถึงไอเดีย, ความคิด, คุณค่า, ค่านิยม, พฤติกรรม, และความสัมพันธ์ต่างๆ ซึ่งจะต้องได้รับการถอดรหัส และถูกวางอยู่ที่ธรณีประตูของนายทุนหรือผู้บริหารทางวัฒนธรรม รวมถึงนักสร้างมายาคติ ด้วยเหตุนี้ การศึกษาเชิงวิพากษ์ในวัฒนธรรมศึกษาจึงเข้าใจการเป็นตัวแทนในฐานะที่เป็นปฏิบัติการ เกี่ยวกับการสร้างสรรค์อุดมคติขึ้นมาใหม่ ซึ่งรับใช้ผลประโยชน์เฉพาะบางอย่างของผู้คนเหล่านั้นที่ควบคุมสื่อ

 

ทฤษฎีการจูงใจของมาสโลว์ (Maslow’s Theory of Motivation)

(Maslow, 1954, pp.35) ได้ตั้งทฤษฎีทั่วไปเกี่ยวกับแรงจูงใจ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปอย่างแพร่หลายสมมติฐานดังกล่าวมีสาระสำคัญดังนี้

1. มนุษย์มีความต้องการและเป็นความต้องการที่ไม่มีวันสิ้นสุด เมื่อมีความต้องการใดได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการอย่างอื่นจะเข้ามาแทนที่

2. ความต้องการที่ไต้รับการตอบสนองแล้ว จะไม่เป็นสิ่งจูงใจของพฤติกรรมอีกต่อไป

3. ความต้องการของมนุษย์ มีลำดับขั้นตามลำดับความสำคัญ คือ เมื่อความต้องการในระดับต่ำได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการระดับสูงก็จะเรียกร้องให้มีการตอบสนองทันที

จากสมมติฐานดังกล่าวข้างต้น Maslow ได้แบ่งลำดับความต้องการของมนุษย์ไว้ 5 ประการ ดังนี้

1. ความต้องการทางร่างกาย (Physical needs) เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ เช่น เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยอาหาร และยารักษาโรค เป็นต้น

2. ความต้องการความปลอดภัยและมั่นคง (Safety and security needs) เป็นความต้องการความมั่นคงปลอดภัยทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เช่น ปลอดภัยจากอันตราย มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ฐานะการทำงาน เป็นต้น

3. ความต้องการทางด้านสังคม (Social and belonging needs) เป็นความต้องการที่จะมีส่วนร่วมในสังคม ต้องการความรัก ต้องการเป็นเจ้าของ

4. ความต้องการได้รับการยกย่องสรรเสริญ (Esteem on status needs) เป็นความต้องการให้สังคมยกย่องตนเอง มีคนนับหน้าถือตา มีเกียรติยศชื่อเสียง

5. ความต้องการที่จะได้รับความสำเร็จในชีวิต (Needs for self-actualization) คือ ต้องการพบความสำเร็จทุกอย่างที่ตนเองใฝ่ฝัน

            ความต้องการทั้ง 5 ประการข้างต้นของ Maslow นี้เรียงลำดับความสำคัญหรือ ความจำเป็นจากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุดเหมือนบันได โดยมีความต้องการทางกายซึ่งเป็นความต้องการส่วนบุคคลของมนุษย์ทุกคนเป็นพื้นฐานขั้นแรกสำหรับความต้องการ ขั้นต่อไป ความต้องการทั้ง 5 นี้จะเป็นอิสระต่อกันและมีความต่อเนื่องเหลื่อมล้ำกันอยู่ เหมือนลูกคลื่น เนื่องจากความต้องการระดับถัดมาอาจเกิดขึ้นก่อนที่ความต้องการขั้นต้น จะได้รับการตอบสนองให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ก่อนก็ได้และบางคนอาจให้ความสำคัญกับ ความต้องการสลับขั้นตอนได้อย่างไรก็ดีปกติแล้วคนทั่วไปจะมีความต้องการขั้นต้นก่อน เมื่อได้รับสนองตอบแล้วจะเกิดความต้องการขั้นถัดไป และไม่จำเป็นว่าทุกคนจะมีความต้องการครบทั้ง 5 ขั้น แต่ความต้องการทั้งหมดเหล่านี้จะมีอยู่ชั่วตลอดชีวิตของบุคคลดังที่ Maslow ได้กล่าวว่า "มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีความต้องการไม่สิ้นสุด เมื่อมนุษย์สนองความต้องการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ปรารถนาไว้แล้ว ความต้องการใน ด้านอื่น ๆ ก็จะปรากฏขึ้นอีก"

Maslow, A. H. (1954). Motivation and personality (2nd ed.). New York: Harper & Row.

Body and Identity

อัตลักษณ์ (Identity) เป็นความรู้สึกนึกคิดที่บุคคลมีต่อตนเองว่า “ฉันคือใคร” ซึ่งจะเกิดขึ้นจากการปฏิสังสรรค์ระหว่างตัวเรากับคนอื่น โดยผ่านการมองตนเองและการที่คนอื่นมองเรา อัตลักษณ์ต้องการความตระหนัก (awareness) ในตัวเราและพื้นฐานของการเลือกบางอย่าง นั่นคือเราจะต้องแสดงตนหรือยอมรับอย่างตั้งใจกับอัตลักษณ์ที่เราเลือก ความสำคัญของการแสดงตนก็คือ การระบุได้ว่าเรา
มีอัตลักษณ์เหมือนกลุ่มหนึ่งและมีความแตกต่างจากกลุ่มอื่นอย่างไร และ “ฉันเป็นใคร”ในสายตาคนอื่น (นัทธนัย ประสานนาม, 2550)

คำว่า “อัตลักษณ์” มีความแตกต่างจากคำว่า “บุคลิกภาพ” เนื่องจากบุคคลอาจมีความเหมือนกัน
ได้ในแง่ของบุคลิกภาพ เช่นการมีนิสัยหรือลักษณะบางอย่างที่อาจจะเหมือนกันได้ แต่การเหมือนกัน
ในด้านอัตลักษณ์ของบุคคลนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความรู้สึกร่วมกันในด้านการตระหนักรู้ (awareness) บางอย่างเกี่ยวกับตัวตนของเรา หมายถึงการยอมรับในความเป็นตัวตน ประกอบเข้ากับการแสดงตัวตน (making oneself) ให้เห็นว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างอย่างไรกับกลุ่มอื่นหรือบุคคลอื่น

การที่เราเลือกนิยามความหมายของตนเองและแสดงตนเองต่อบุคคลหรือสังคมว่าเราเป็นใครนั้น เป็นกระบวนการของการเลือกใช้และแสดงออกซึ่งจะทำให้รู้ว่าเราเหมือนหรือแตกต่างจากคนอื่นหรือกลุ่มอื่นอย่างไรโดยผ่านระบบของการใช้สัญลักษณ์ (Symbol) ซึ่งเป็นสิ่งที่ประกอบกันทั้งด้านอารมณ์ความรู้สึกภายในตัวเราและกระบวนการของโลกภายนอกที่เราเกี่ยวพัน เพราะมนุษย์เลือกใช้ความหมายหรือเปลี่ยนแปลงความหมายที่เกี่ยวกับตนเองทั้งในกระบวนการที่เขาสัมพันธ์กับโลกและในส่วนของตัวตนที่มันซ้อนทับกันอยู่ ดังนั้นจึงมีการจัดแบ่งประเภทของอัตลักษณ์เป็น 2ระดับคือระดับอัตลักษณ์ส่วนบุคคล (personal identity) และระดับอัตลักษณ์ทางสังคม (social identity) เช่นการที่สังคมกำหนดบทบาทหน้าที่และตำแหน่งทางสังคมให้กับเรา บทบาทความเป็นลูก ความเป็นเพื่อน หรือตำแหน่งในที่ทำงาน ระบบคุณค่าที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด ทำให้เราเรียนรู้และเลือกที่จะนิยามตนเองให้เหมาะสมในสังคม และมีการเลื่อนไหลปรับเปลี่ยนไปตามบริบท เช่นเมื่ออยู่ในครอบครัวก็จะมีบทบาทเป็นลูก เป็นพี่น้อง บางครั้งบทบาทและตำแหน่งอาจซ้อนทับกัน เช่นเราเป็นนักศึกษาในขณะที่เป็นสมาชิกของกลุ่มเพื่อนในชั้นเรียน เป็นต้น สัญลักษณ์ที่เราเลือกหยิบมาใช้ในการนิยามตนเองทั้งต่อสังคมและต่อตัวเองนั้นเกิดขึ้นได้โดยผ่านระบบการสร้างภาพแทนความจริง (representation) เพราะการแสดงออกซึ่งความสัมพันธ์ต่างๆ จะกระทำโดยผ่านระบบสัญลักษณ์ที่หลายรูปแบบ เช่นบุคคลเลือกแต่งกายเพื่อแสดงความเป็นสมาชิกของสถาบัน หรือแต่ละสถานศึกษามีการเลือกใช้สี สัญลักษณ์หรือเครื่องแบบที่แตกต่างกันออกไป ก็เพื่อแสดงความเป็นตัวตนให้กับบุคคลรับรู้ แต่อย่างไรก็ตาม การที่เรามองตัวเราและพยายามเลือกนิยามความหมายเพื่อแสดงความเป็นตัวตนของแต่ละบุคคล กับสิ่งที่คนอื่นมองเห็นในตัวเราว่าอย่างไรนั้นมันอาจไม่สอดคล้องกันเสมอไป

 

แนวคิดเรื่องปฏิบัติการทางสังคม (Practices) ของปิแยร์ บูร์ดิเยอ

เครื่องมือวิเคราะห์ของ ปิแยร์ บูร์ดิเยอ (Pierre Bourdieu) ที่สำคัญมี 5 ประการ (วินัย บุญลือ, 2545) คือ อาณาบริเวณหรือปริมณฑล (field), ทุน (capital), ฮาบีทัส (habitus), ปัจเจกผู้กระทำการ (agent) และปฏิบัติการ (practice)

3.1 อาณาบริเวณ (Field) เป็นเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล/ปัจเจกกับสถาบัน มโนทัศน์ เรื่องอาณาบริเวณนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นการอำนวยพื้นที่ให้เกิดปฏิบัติการภายใต้ตรรกะชุดหนึ่ง อาณาบริเวณนี้เป็นเขตแดนของการต่อสู้ เป็นปริมณฑลของการแข่งขันแย่งชิงทรัพยากร หรือแม้กระทั่งเป็นแหล่งของการต่อสู้เพื่อการยึดพื้นที่ รวมถึงการขยายขอบเขตอำนาจเหนือพื้นที่นั้นด้วย บูร์ดิเยอใช้คำอุปมาในการอธิบายถึงอาณาบริเวณว่า เป็นสนามของการเล่นเกม (field as the playing field) การแข่งขันกันไม่เพียงเพื่อเอาชนะคู่ตรงข้ามเท่านั้น แต่เพื่อจะครองกฎ/ออกกฎในการควบคุมการแข่งขัน ควบคุมผู้เล่น ครองเกมส์การแข่งขันและการขยายพื้นที่ของการแข่งขันออกไป เช่น ในอาณาบริเวณของพื้นที่กฎหมายที่มีความขัดแย้งกันสองฝ่าย ผู้อ้างความชอบธรรมด้านการปฏิบัติตามกฎหมายเป็นหลัก จำเป็นที่จะต้องตั้งคำถามว่าใครมีอำนาจในการตัดสิน หรือมีสิทธิในการปฏิบัติที่ชอบธรรมกว่ากัน

3.2 ทุน (Capital) นอกจากทุนที่ได้รับการยอมรับจากสังคมไม่ว่าเงินตรา อำนาจ บารมีแล้ว อาณาบริเวณแต่ละประเภทก็จะมีทุนเฉพาะตนอีกด้วย เช่น ในอาณาบริเวณของศิลปะ คุณค่าของงานศิลปะนั้นปฏิเสธมาตรวัดคุณค่าของสังคมโดยรวม ศิลปินที่โด่งดังอาจจะเป็นผู้ที่ยากจน บูร์ดิเยอได้แยกประเภทของทุนออกเป็นหลายประการ เช่น ทุนทางเศรษฐกิจ ทุนสังคม และทุนวัฒนธรรม

- ทุนทางเศรษฐกิจ คือทรัพย์สินเงินทองหรือทรัพย์สมบัติ

- ทุนทางสังคม คือฐานะตำแหน่งหรือเครือข่ายทางสังคม

- ทุนทางวัฒนธรรมเป็นศักยภาพในการกระทำ เป็นความรู้ที่สะสมอยู่ในตน (Innate knowledge)

ภายในอาณาบริเวณหนึ่งๆ นั้น คนแต่ละคนจะมีกองทุนทางเศรษฐกิจ กองทุนทางสังคม และกองทุนทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ทุนแต่ละประเภทสามารถแปลงรูปข้ามประเภทกันได้ เช่น นาย ก ต้องการที่จะเป็นสมาชิกของเครือข่ายทางสังคมหนึ่ง เขาสามารถได้มาซึ่งการเป็นสมาชิกโดยการสะสมสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มนั้น เช่น เสื้อผ้า อุปกรณ์ ฯลฯ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่กำหนดคุณสมบัติของการเป็นสมาชิกของกลุ่มนั้น

3.3 ฮาบีทัส (habitus) คือ ทุนของแต่ละคนที่ได้มาจากการสะสมประสบการณ์ชีวิตของตน ที่แต่ละคนนั้นสืบต่อกันมา โดยผ่านการอบรมในครอบครัวหรือในชุมชนของตน (Domestic transmission of capital) จากหน่วยสังคมพื้นฐานนี้ได้กลายมาเป็นฐานของการพัฒนาค่านิยมและรสนิยมรวมทั้ง รูปแบบพฤติกรรมของคนๆ นั้นซึ่งจะกลายเป็นฐานของการก่อรูป สิ่งที่บูร์ดิเยอเรียกว่า ฮาบีทัส (Robbins,2000)

ฮาบีทัสเป็นลักษณะเด่นเฉพาะของการแสดงออกภายนอก หรือเป็นทิศทางพัฒนาการของบุคคล ซึ่งพัฒนามาตั้งแต่ยังเป็นเด็กสู่วัยรุ่น ชนชั้นทางสังคมและวัฒนธรรมเองก็เป็นภูมิหลังที่มีอิทธิพลสูงต่อปัจเจกแต่ละคน ระบบฮาบีทัสจึงเป็นความเข้าใจสามัญที่กำหนดมุมมองของเราที่มีต่อโลก สร้างแนวโน้มเพื่อให้เรามองเห็น เข้าใจหรือไม่เข้าใจสิ่งต่างๆ และจะเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการตีความหรือปฏิบัติการของปัจเจกแต่ละคน เป็นสิ่งที่สร้างหรือสลักมโนทัศน์ของเรา แต่ก็เป็นสิ่งที่ถูกสร้างที่สามารถเพิ่มเติมเสริมแต่งผ่านการขยายตัวหรือลดลงของการสะสมหรือสละทิ้งประสบการณ์ของแต่ละบุคคลนั้นด้วยธรรมชาติของฮาบีทัสนั้นมีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน แม้ไม่สามารถลอกเลียนหรือถอดแบบกันได้ แต่ก็สามารถเทียบเคียงกันกับของคนที่อยู่ในชนชั้นทางสังคมเดียวกันหรือคนที่ร่วมอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันได้ เช่น กรณีการฝึกอบรมทางวิชาชีพนั้น คนทำประมงอาจจะมองว่าน้ำเป็นที่อยู่อาศัยของปลา ขณะที่ชาวนาก็อาจจะคิดว่า น้ำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเพาะปลูก เป็นต้น

3.4 ปัจเจกผู้กระทำการ (Agent) เป็นผู้ที่ปฏิบัติการอยู่ในอาณาบริเวณ คนที่อยู่ในอาณาบริเวณเดียวกันก็อาจจะมีความคิดคล้ายคลึงกันแต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว หรืออาจมีกลุ่มทุนที่คล้ายคลึงกันได้
ปฎิสัมพันธ์ของคนในอาณาบริเวณหนึ่งจึงมีบทบาทหลายอย่างซ้อนทับเกี่ยวข้องกัน

3.5 ปฏิบัติการ (practices) มโนทัศน์เรื่องปฏิบัติการหรือการกระทำ เป็นสิ่งที่เราเลือกทำหรือเป็นสิ่งที่เราทำได้ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากแรงผลักดันภายในอาณาบริเวณหนึ่ง ภายใต้ระบบฮาบีทัสชุดหนึ่งของเรา ดังกรณีการเล่นเกมที่บูร์ดิเยอชอบยกตัวอย่าง ผู้เล่นจะมีทิศทางและความเข้าใจกฎของเกมอยู่ชุดหนึ่ง รวมกับความสามารถของเขาที่มีอยู่เพื่อการเล่นเกมในวินาทีของการเล่น ผู้เล่นจะคาดการณ์หรือตอบสนองโดยอัตโนมัติตามสมรรถภาพของฮาบีทัสของเขา ดังนั้นเราสามารถเข้าใจปฏิบัติการได้อย่างถ่องแท้ ก็เฉพาะในอาณาบริเวณหนึ่งและจะต้องเห็นความหลากหลายตามฮาบีทัสของเขาแต่ละคน หากคนหนึ่งต้องการที่จะเล่นอยู่ในอาณาบริเวณหนึ่งโดยไม่มีระบบฮาบีทัสเป็นตัวนำทาง ก็จะไม่สามารถมีส่วนร่วมในเกมได้อย่างสมบูรณ์

แนวคิดการบริโภคนิยมหลังสมัยใหม่

Jean Baudrillard เห็นว่า ในเศรษฐศาสตร์แบบเดิมนั้น ไม่สามารถอธิบายเรื่องการบริโภค
ในสังคมปัจจุบันได้อย่างเพียงพอ สังคมปัจจุบันได้แปรเปลี่ยนเป็นสังคมแห่งการบริโภคไปแล้ว ในสังคมแห่งการบริโภคนี้ ประโยชน์ใช้สอยถูกทำให้หมดบทบาทลงอย่างสิ้นเชิง ด้วยเรื่องของความแตกต่างและการบริโภคเชิงสัญญะ ซึ่งวัตถุจะถูกกำหนดในฐานะที่เป็นส่วนประกอบในการสร้างบรรยากาศของระบบคุณค่าในสังคมสมัยใหม่ ดังนั้นการอธิบายการบริโภคโดยเศรษฐศาสตร์แบบเดิม จึงไม่เพียงพอ
ในปัจจุบัน แต่การบริโภคจะเป็นปรากฏการณ์ของมิติทางสังคมและวัฒนธรรม

Jean Baudrillard มีความเห็นว่าทฤษฎีเกี่ยวกับวัตถุและการบริโภคในสังคมปัจจุบันไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่าด้วยเรื่องของอรรถประโยชน์ (utility) หรือทฤษฎีแห่งความพึงพอใจ (pleasure) โดยทั่วไป แต่น่าจะวางอยู่บนรากฐานของการสร้างคุณค่าและความหมายของวัตถุที่ถูกสร้างขึ้นมาในสังคม ซึ่งตั้งอยู่บนตรรกะแห่งความแตกต่าง (difference) และเป็นเงื่อนไขที่ทำให้มนุษย์ก้าวเข้าสู่การบริโภคเชิงสัญญะ การศึกษาวัฒนธรรมการบริโภคของ Baudrillard จึงเน้นประเด็นหลักไปที่ "การบริโภค" เนื่องจากความจริงเกี่ยวกับการบริโภคไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับความรื่นรมย์ หากเป็นหน้าที่หนึ่งของการผลิต ดังนั้นมันจึงไม่ได้เป็นเรื่องของปัจเจก แต่เป็นเรื่องของส่วนรวมโดยตรงทั้งหมด เช่นเดียวกับการผลิตเชิงวัตถุ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เมื่อสินค้าชนิดหนึ่งถูกผลิตขึ้นมา มันย่อมต้องมีคุณค่าทางการใช้สอย ฉะนั้นมันย่อมถูกผลิตซ้ำเพื่อตอบสนองทั้งความต้องการและความจำเป็นต้องใช้ของเรา ดังนั้นการบริโภค คือ ปัจจัยสำคัญที่อยู่ควบคู่กับการผลิตนั่นเอง Baudrillard นิยามการบริโภคว่า เป็นการกระทำอันเป็นระบบของการจัดการกับสัญญะ
(a systematic act of the manipulation of signs) กล่าวคือ ในระบบบริโภคนิยม สินค้าหรือวัตถุไม่ได้หมายถึงแต่ตัวของมันเองอีกต่อไป หากแต่เป็นสัญญะสื่อไปถึงสถานภาพหรือวิถีชีวิตหนึ่ง นอกจากนั้นสินค้าและหน้าที่ในการเป็นสัญญะยังเชื่อมโยงกันในสายสัมพันธ์ที่ไร้ซึ่งเหตุผลหรือกฎเกณฑ์ แต่ถูกทำให้ดูเป็นเรื่องธรรมชาติที่ใครต่อใครก็เห็นพ้องต้องกัน

Baudrillard ได้จัดวางระนาบของคุณค่าทางการใช้สอยและคุณค่าทางการแลกเปลี่ยนใหม่ ด้วยการสอดแทรกระบบสัญญะเข้ามาในการวิเคราะห์การบริโภคที่ความหมายทางสังคมที่ปรากฏอยู่ในสินค้าได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่มาควบคุมการแลกเปลี่ยน ด้วยเหตุนี้ Baudrillard จึงได้จัดวางระนาบความสัมพันธ์ออกเป็น 2 ชุด คือ (1) ระหว่างคุณค่าการแลกเปลี่ยนและคุณค่าการใช้สอย หรือสินค้าที่นำมาแลกเปลี่ยนและประโยชน์ใช้สอยของมัน (2) ระหว่างรูปลักษณ์ทางสัญญะ และความหมายของสัญญะ Baudrillard ได้จัดวางคู่ความสัมพันธ์เหล่านี้ใหม่ให้เกี่ยวเนื่องกับสินค้าที่เราบริโภค โดยพิจารณาจาก "หน้าที่ในเชิงช่วงชั้น ระหว่างรูปแบบที่ครอบงำอยู่และรูปแบบที่อ้างอิง (หรือสิ่งที่กล่าวถึง)" ดังนั้นคุณค่าทางการแลกเปลี่ยนกับรูปแบบทางสัญญะจึงเป็นสิ่งเดียวกัน เพราะว่าสิ่งที่เรานำมาแลกเปลี่ยนไม่ใช่ความเป็นวัตถุ (materiality) หรือแรงงานที่ผลิตมันขึ้นมาแล้วให้มูลค่าแก่สินค้านั้นๆ หากขึ้นอยู่กับรูปแบบที่ปรากฏให้เราได้เห็น ในขณะเดียวกันคุณค่าทางการใช้สอยกับความหมายทางสัญญะเทียบเคียงได้ว่าเป็นสิ่งเดียวกัน เพราะมันบ่งบอกถึงสิ่งที่เราตระหนักถึงประโยชน์ที่ได้รับ หรือความหมายที่กำกับสามัญสำนึกของเราว่ามันมีนัยทางสังคมวัฒนธรรมของสินค้า Baudrillard แจงความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกันนี้ว่า จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจถึงระบบตรรกะของสินค้า ที่มูลค่าของคุณค่าทางการแลกเปลี่ยนและคุณค่าทางการใช้สอยเป็นตัวบ่งชี้ว่าสินค้าเป็นสินค้าที่มีราคาเพียงใด ในขณะที่ระบบตรรกของสัญญะบ่งบอกรูปลักษณ์ทางสัญญะและความหมายทางสัญญะเป็นตัวบ่งชี้นัยต่างๆ ที่ทำให้เราบริโภคสินค้า

วัฒนธรรมเกาหลี ในเรื่องความงามของใบหน้า

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับศัลยกรรมสไตล์เกาหลีมาตรฐานความงามของคนเกาหลีนั้นมีที่มาดั้งเดิมจากการอยากเลียนแบบดาราตะวันตก ตัวแทนความงามของสาวเกาหลี คือ การมีรูปร่างที่เพรียวผอม ขาเรียวยาว ดวงตาโต รูปจมูกที่คมและดูเพรียว มีปลายจมูกจิ้มลิ้ม คางและปากเล็ก โครงหน้าได้รูป ทั้งยังจำเป็นอย่างมากที่สาวเกาหลีสวย ๆ ต้องมีผิวขาวเนียนผุดผ่องเหมือนกับฝรั่งให้มากที่สุด จึงทำให้การศัลยกรรมเข้ามามีอิทธิพลในสังคมเกาหลีมาเนิ่นนานจากข้อสังเกตพบว่า คนเกาหลีนิยมทำศัลยกรรมมากจนเป็นเรื่องธรรมดา และนิยมทำกันมาก ซึ่งในที่นี้หมายถึงทำมากกว่า 1 ขั้นตอน หรือทำแบบถอนโคนจนจำเค้าเดิมไม่ได้อาจจะเป็นเพราะว่าคนเกาหลีมีความเอาจริงเอาจังกับทุกเรื่อง ทำอะไรก็จะทำให้ดีที่สุด และทำจนได้ผลตามต้องการ ดังจะเห็นได้จากการพัฒนาประเทศของเขานั่นเองถ้ามองกันให้ดีจะพบว่าไม่ใช่เฉพาะแต่ชาวเกาหลีเท่านั้นที่กำลังเดินตามเทรนด์เหล่านี้อย่างมุ่งมั่น แม้คนเราแต่ละคนมีมุมมองทางด้านความงามที่แตกต่างกันไป บางคนสามารถมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบได้ ถึงแม้จะมีรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าหรือมีตาเพียงชั้นเดียว กระนั้นก็ตามต้องยอมรับว่าผู้คนจำนวนมากที่เชื่อว่า ความงาม มีค่าเท่ากับ ความสุข ผู้หญิงในทุกซีกส่วน ของโลกจึงเลือกที่จะลงมือปฏิบัติการแปลงโฉมตัวเอง ลบรอยเหี่ยวย่น ศัลยกรรมโครงหน้าให้ได้รูปสวยสมบูรณ์แบบขึ้น

จุดเด่นศัลยกรรมเกาหลี (บริษัท พอร์ทัล มีเดีย จำกัด, 2553)

จากการสำรวจของบริษัท พอร์ทัล มีเดีย จำกัด จากโรงพยาบาลศัลยกรรมความงาม 3 แห่ง ที่ไม่รักษาโรคอื่นเลย นอกจากการเสริมความงามเท่านั้น ในประเทศเกาหลี โรงพยาบาลเหล่านี้มีอาคารเป็นของตัวเอง มีห้องผ่าตัด 4-5 ห้อง พร้อมวิสัญญีแพทย์ประจำ และอุปกรณ์ผ่าตัดครบครัน ซึ่งขณะที่เยี่ยมชมก็กำลังมีการผ่าตัดทุกห้อง ไม่ว่าจะเสริมจมูก ผ่าตัดปรับรูปหน้าดูดไขมัน

สถานที่ที่ได้สำรวจก็จะแตกต่างกันในเรื่องของบรรยากาศ และการตกแต่งภายใน ซึ่งสวยงาม
ไปคนละแบบ ตั้งแต่บรรยากาศแบบไฮเอนด์ล้ำสมัย จนถึงอบอุ่น อินเทรนด์ จนอาจนึกว่าเป็นร้านกาแฟสมัยใหม่ ต่างกับบ้านเราก็ตรงที่ขนาดการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า แต่ก็ไม่โอ่โถง อาจจะเป็นเพราะค่าพื้นที่แพง จากที่เห็นนอกจากโรงพยาบาลที่เข้าเยี่ยมชมแล้ว ก็ยังเห็นคลินิกขนาดเล็กเป็นจำนวนมาก

เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ เกาหลีนับว่ามีศัลยแพทย์ความงามต่อจำนวนประชากรในอัตรา
ที่มากที่สุด แพทย์ความงามยุคใหม่ของเกาหลีนั้นก็เช่นเดียวกับแพทย์ไทย ได้รับการฝึกฝนความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขามาอย่างเข้มข้นทั้งจากโรงเรียนแพทย์ใน ประเทศและสถาบันชื่อดังในต่างประเทศ
ในแง่เทคนิคมาตรฐาน การทำศัลยกรรมโดยศัลยแพทย์แต่ละประเทศถ้าวัดกันด้วยฝีมือจึงมีความชำนาญแทบ ไม่ต่างกัน เทคโนโลยีเดี๋ยวนี้ก็ตามทันกันทั้งโลกในการทำให้คนไข สวยขึ้น หุ่นดีขึ้น
เซ็กซี่ขึ้น

มีคำยืนยันจากผู้ที่เคยทำศัลยกรรมกับหมอเกาหลีว่า หมอเกาหลีจะเก่งด้านใบหน้าเป็นพิเศษ เมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกับศัลยแพทย์เกาหลีถึงประเด็นนี้ ก็ได้ความรู้มาว่า การทำตาและจมูกนั้น ทำที่ใดในเกาหลีก็เหมือนกัน เพราะแพทย์มีฝีมือด้านนี้อยู่แล้ว ความนิยมก็มีมานานจึงได้พัฒนาทักษะด้านนี้ไปมาก โดยได้ผสมผสานเทคนิคผ่าตัดมาตรฐานเข้ากับความนิยมเฉพาะชนชาติ เกิดเป็น สไตล์ การสร้างใบหน้าแบบใหม่ที่เน้นให้ดูเป็นธรรมชาติกว่า โดยเฉพาะใน3 องค์ประกอบหลักที่เป็นพื้นฐานซึ่งชาวเกาหลีส่วนใหญ่จะทำก็คือ ตาสองชั้น จมูก และทำหน้ารูปตัว V (V-line)

ดวงตาแบบเกาหลี เน้นให้ดูกลมโต สุกสว่างและดูเป็นประกาย ชั้นตาไม่กว้างนักแผลเล็กและเนียนจนดูไม่ออก และแทนที่จะทำตาสองชั้นอย่างเดียว แพทย์จะเน้นการปรับแต่งรูปทรงดวงตาโดยการเย็บกล้ามเนื้อที่บังคับการเปิดปิด เปลือกตา ให้ดูโตเป็นรูปอัลมอนด์ให้ความรู้สึกสดชื่นทุกครั้งที่มอง เหนือสิ่งอื่นใดต้องรับกับรูปหน้าและดูเป็นธรรมชาติ

จมูก จมูกแบบเกาหลี ต้องตั้งเด่นเป็นสง่า คมโด่งแต่มีสันที่ไม่สูงมากเหมือนฝรั่งปลายจมูกงอนนิด ๆ ไม่ตึงปลาย ด้วยการใส่ก้านจมูกตั้งแต่ดั้งลงมาถึงปลายปาก จึงไม่ต้องกลัวจมูกทะลุ วัสดุที่แพทย์ใช้จะมีทั้ง Silicone และ Gore Tex ในการเสริมและแต่งปลายจมูกให้ดูเป็นธรรมชาติ รับกับดวงตาและใบหน้า

ริมฝีปาก มีสีอมชมพู แดงใสดูเป็นธรรมชาติ สุขภาพดี อวบอิ่มพอดี ๆ ไม่บางหรือหนาเกินไป เชิดนิด ๆ ให้ดูชวนมอง

ใบหน้า ขนาดรูปหน้าถือเป็นหนึ่งในอุดมคติความงามแบบสาวเกาหลีเลยทีเดียว คือต้องเรียวเล็กได้รูป จนถึงขั้นมีคำกล่าวว่าต้อง หน้าเท่ากำปั้น และปรับรูปหน้าให้เป็น V-line ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะได้มาเพราะหน้าธรรมชาติคนเกาหลีส่วนใหญ่จะกว้างและกลม การศัลยกรรมเหลากรามและปรับขากรรไกรจึงเป็นเรื่องจำเป็น โรงพยาบาลบางแห่งมีความเชี่ยวชาญในการปรับโครงสร้างใบหน้า โดยการผ่าตัดกรามและโหนกแก้ม โดยจะไม่รับทำตาเลย โดยเฉพาะการทำV-line ซึ่งได้รับความนิยมมาก ซึ่งถ้าคนไข้ทำตา ทำจมูก และปรับรูปหน้า ก็อาจจะไม่เหลือเค้าเดิมเลย การผ่าตัดปรับรูปหน้า บ้านเราไม่นิยมนัก เพราะเป็นการผ่าตัดใหญ่และแพทย์ไม่แนะนำนอกเสียจากมีความจำเป็น

Popular culture (วัฒนธรรมกระแสนิยม)

Burke ได้เสนอว่า ความคิดสมัยใหม่ของวัฒนธรรมประชานิยม (popular culture) ได้ถูกทำให้สัมพันธ์กับรูปแบบต่างๆ ที่เบ่งบานเกี่ยวกับสำนึกของความเป็นชาติในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18, และดำรงอยู่อย่างถาวรในความพยายามโดยผู้มีสติปัญญาทั้งหลาย, ยกตัวอย่างเช่น บรรดานักกวี, ที่ได้สร้าง popular culture ขึ้นมาในฐานะที่เป็นวัฒนธรรมชาติ แต่อย่างไรก็ตาม ระหว่าง popular culture และ high or learned culture (วัฒนธรรมประชานิยมและวัฒนธรรมชั้นสูงหรือวัฒนธรรมของผู้มีความรู้) นั้น มีความแตกต่างกัน

          พัฒนาการทางความคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมประชานิยม (Popular culture) ได้ถูกนำไปผูกติดกับการต่อสู้แข่งขันเพื่อช่วงชิงความหมายและการตีความซึ่งมีมาก่อนแล้ว และได้กลายเป็นหลักฐานสำคัญในการโต้แย้งกันต่างๆ เกี่ยวกับวัฒนธรรมมวลชน (mass culture) โดยเฉพาะ, เรื่องราวหรือข้อถกเถียงที่สัมพันธ์กัน 3 ประการ ที่สามารถค้นพบได้ในผลงานที่อ้างถึงข้างต้น, ซึ่งเป็นศูนย์กลางของทฤษฎีต่างๆ เกี่ยวกับวัฒนธรรมประชานิยม (popular culture) ในคริสต์ศตวรรษที่ 20

ประการแรก เกี่ยวโยงกับเรื่องที่ว่าใคร หรืออะไรที่มาเป็นตัวกำหนดตัดสิน Popular culture popular culture มาจากไหน มันเกิดขึ้นมาจากตัวของประชาชนเองในฐานะที่เป็นการแสดงออกโดยอัตโนมัติเกี่ยวกับความสนใจ และคุณลักษณะของพวกเขาเองใช่หรือไม่ หรือว่ามันได้ถูกยัดเยียดจากข้างบนลงล่าง
โดยตำแหน่งต่างๆ ที่มีอำนาจเหนือกว่าในฐานะที่เป็นแบบฉบับของการควบคุมทางสังคมและวัฒนธรรมใช่ไหม คำถามต่อมาคือ, popular culture เกิดขึ้นมาจากผู้คนในระดับล่าง, หรือว่ามันมาจากชนชั้นหัวกระทิที่อยู่สูงกว่า

ประการที่สอง เกี่ยวพันกับเรื่องของอิทธิพลในเชิงพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมที่มีต่อวัฒนธรรมประชานิยม(Popular culture) การปรากฏตัวขึ้นมาของวัฒนธรรมในในรูปแบบของสินค้าต่างๆ นำมาซึ่งบรรทัดฐานเกี่ยวกับการทำกำไร และการนำออกวางตลาด ที่มาก่อนเรื่องคุณภาพและศิลปะ, ซึ่งหมายถึงความสมบูรณ์แบบและความท้าทายชวนชมใช่หรือไม่ หรือการขยายตัวของตลาดสากลสำหรับ popular culture ได้ทำให้เกิดความมั่นใจว่า จริงๆแล้ว มัน popular ก็เพราะมันทำให้เกิดสินค้าต่างๆ ขึ้นมา ที่ประชาชนต้องการอย่างแท้จริงใช่ไหม อะไรคือชัยชนะเมื่อ popular culture ได้รับการผลิตขึ้นมาในเชิงอุตสาหกรรม และถูกนำออกวางจำหน่ายตามบรรทัดฐานของความเป็นไปของตลาด และผลกำไร - ด้วยเหตุนี้จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า มันเป็นเรื่องเชิงพาณิชย์หรือเรื่องเชิงคุณภาพกันแน่

ประการที่สาม เกี่ยวโยงกับบทบาทอันเป็นอุดมคติของ Popular culture popular culture หรือวัฒนธรรมประชานิยมนั้น ต้องการที่จะปลูกฝังความเชื่อให้กับผู้คน เพื่อให้เกิดการยอมรับมันและยึดมั่นในความคิดและคุณค่าต่างๆ โดยมีความมั่นใจว่ามันจะมีอิทธิพลครอบงำผู้คนทั้งหลายต่อไปในตำแหน่งที่ได้เปรียบกว่า และใครเล่าซึ่งเป็นเป็นผู้ที่มีอำนาจเหนือมัน หรือมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการกบฏและความขัดแย้งต่อระเบียบกฎเกณฑ์ที่แพร่หลายอยู่ในสังคม มันได้แสดงออกถึง, แม้ว่าจะเพียงเล็กน้อย, ในความละเอียดอ่อนและเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นใช่ไหม ซึ่งมันยังห่างไกลจากความสมบูรณ์แบบ วัฒนธรรมประชานิยมเป็นการต่อต้านผู้คนทั้งหลายที่อยู่ในอำนาจ, และพยายามที่จะโค่นล้มความเด่นตระหง่านทางความคิดและการกระทำเหล่านั้นใช่หรือไม่

Beauty industry (surgery)

          ปัจจุบันการทำศัลยกรรมในประเทศไทยเป็นเรื่องที่ง่ายและมีราคาไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนั้นหมอศัลยกรรมในประเทศไทยก็ยังเป็นที่ยอมรับในวงกว้างในเรื่องของการศัลยกรรม ซึ่งจากอดีตถึงปัจจุบันเราจะเห็นว่าการศัลยกรรมนั้นเป็นที่ยอมรับมากขึ้น อีกทั้งยังมีสถานให้บริการศัลยกรรมเกิดขึ้นมาก ทำให้เกิดการแข่งขันแย่งชิงลูกค้าด้วยการทำการตลาด อีกทั้งเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเป็นอย่างมากในด้านการแพทย์ทำให้ผู้ทำศัลยกรรมรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น อีกทั้งยังมีการให้ข้อมูลต่าง ๆ ผ่านเว็บไซต์ก่อนการตัดสินใจทำศัลยกรรม ทำให้ธุรกิจศัลยกรรมในประเทศไทยนั้นสูงขึ้นจนน่าตกใจ และไม่เพียงคนไทยเท่านั้น คนต่างชาติก็นิยมเข้ามาทำศัลยกรรมในเมืองไทยเช่นกัน เพราะว่าค่าทำศัลยกรรมนั้นถูกกว่า

APPENDIX



created by Z Axis IT Solution