NOT DRAMA

การศึกษาความเป็นบันเทิงไทยผ่านอุตสาหกรรมละครโทรทัศน์ (Study on the Thai entertainment industry through Soap Opera)

Patcahraporn Chaiwan | MY LAB PROJECTS | Master Programme | 2013

 

ในยุคของการสื่อสารที่มีความก้าวหน้าและรวดเร็ว ด้วยเหตุที่เทคโนโลยีมีวิวัฒนาการที่เจริญรุดหน้าไปเรื่อยๆ และยังมีอิทธิพลบางอย่างที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ภายใต้กระแสวัฒนธรรมในยุคโลกาภิวัตน์ สื่อมวลชนหลายแขนงต่างทำหน้าที่คอยรับใช้กระบวนการของระบบทุนนิยม ด้วยเนื้อหาอันพิลึกพิลั่น บางครั้งจริงบางครั้งเท็จ ซึ่งเราในฐานะผู้บริโภคจึงต้องคอยรับเอาข้อมูลเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และในยุคแห่งเทคโนโลยีนี้เอง โทรทัศน์ยังคงเป็นสื่อที่มากด้วยอำนาจแห่งการบริโภคและทุนนิยม ในขณะที่สื่อใหม่อย่างอินเตอร์เน็ตนั้นกำลังเข้ามาครอบครองพื้นที่อย่างรวดเร็ว ทว่าโทรทัศน์ไทยยังคงเป็นสื่อหลักในการนำเสนอเรื่องราวข่าวสารและสิ่งบันเทิงทั้งหลายทั้งปวง จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเม็ดเงินจำนวนมหาศาลของกลุ่มนายทุนนั้นจะถูกใช้ไปในทางใด เงินทุนต่างๆ จำนวนหลายพันล้านบาทถูกหมุนเวียนในระบบโฆษณาเพื่อแย่งชิงพื้นที่ในการนำเสนอข้อมูล ด้วยคำกล่าวที่ว่า เงินคืออำนาจ ดังนั้นแล้วใครเงินถึงก็จะสามารถช่วงชิงเวลาที่มีค่าที่เราเรียกว่า ไพร์มไทม์ (Prime Time) หรือช่วงเวลที่มีคนดูมากที่สุด ซึ่งในช่วงเวลานี้ 1 นาทีมีค่าถึง 3 แสนบาทเลยทีเดียว และอำนาจของเงินนี้เองก็สามารถซื้ออุดมการณ์ ความเชื่อและความคิดของผู้ชมไปอย่างเนียนๆ โดยส่วนใหญ่แล้วช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงเวลาของรายการบันเทิงและละครหลังข่าว หรือที่เราชอบเรียกกันว่า ละครน้ำเน่า 
หากจะมองถึงประวัติศาสตร์ละครไทยในอดีตเมื่อ 20-30 ปีมานี้ รูปแบบโครงสร้างของละครก็ยังคงเหมือนเช่นในอดีต เพียงแต่บทนางเอกจะมีการพัฒนาที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เริ่มรู้ทันคนอื่นมากขึ้น เริ่มมีปากมีเสียงสามารถเถียงกับตัวอิจฉาได้ หากนึกไม่ออกคงต้องขอยกตัวอย่างละครน้ำเน่าแห่งประวัติศาสตร์ไทยเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องบ้านทรายทอง ที่สื่อแต่ละช่องนำมาปัดฝุ่นทำซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ทว่าตัวละครอย่างพจมานที่แต่เดิมได้แต่ร้องห่มร้องไห้ก็เริ่มมีความคิดเห็นพูดคุยกับคุณชายใหญ่อย่างฉลาดหลักแหลม ละครน้ำเน่านี้เองไม่ได้มีเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น รูปแบบโครงสร้างของละครเช่นนี้ยังคงมีอยู่ทั่วโลก ในประเทศอังกฤษจะเรียกละครน้ำเน่าว่า “Soap Opera” ซึ่งที่มาของชื่อเรียกนี้มาจากการที่มีโฆษณาผงซักฟอก สบู่ แชมพู ยาสีฟัน ซึ่งกลุ่มเปาหมายก็คือกลุ่มแม่บ้านนั่นเอง จะเห็นได้ว่าแม้ละครนั้นถูกสร้างมาเพื่อคนชนชั้นกลางไปถึงล่างเพียงเท่านั้น และกลุ่มนายทุนจะเป็นผู้ที่คอยป้อนข้อมูล สินค้า ข่าวสารต่างๆ
 

ABSTRACT

จะเห็นได้ว่าเรื่องของชนชั้น อุดมการณ์ในสังคมไทยนั้น สามารถเห็นได้จากรูปแบบโครงสร้างของละครเองไม่ว่าจะเป็นละครน้ำดีหรือจะเป็นละครน้ำเน่าก็ตาม ซึ่งเมื่อก่อนนี้ก็เคยมีการจัดให้มีละครที่ดีและละครที่เลว แต่ก็มีการตั้งคำถามในสังคมว่าหากมองว่าละครน้ำเน่าเป็นละครที่เลวแล้ว เราก็จะต้องมาหาคำตอบว่าละครเหล่านี้มันกำลังทำหน้าที่รับใช้ใครอยู่ แล้วทำไมมันจึงได้รับความนิยมอย่างมากอยู่มาจนถึงปัจจุบัน นั่นแสดงว่า ละครน้ำเน่าจะต้องมีความหมายบางอย่างต่อบริบทสังคม นักวิชาการบางคนก็กล่าวว่าละครนั้นเป็นการสะท้อนสังคม สังคมเป็นอย่างไร ละครก็จะถูกสร้างเป็นอย่างนั้น แต่บางคนก็ว่าละครเป็นสิ่งที่ทำให้สังคมเป็นแบบนี้ ทำให้คนดูเกิดพฤติกรรมเลียนแบบตัวละคร บางคนก็ว่ามันไม่มีอะไรสะท้อนอะไร แต่เพราะทั้งสองอย่างนี้เป็นสิ่งที่สร้างกันและกันมาในสังคม ดังนั้นจึงมีคนเข้าไปศึกษาถึงเนื้อหาของละครว่า มันมีชุดความคิดอะไรบางอย่างที่แฝงอยู่ในละครและค่อยๆ ซึมเข้าไปอยู่ในวิธีคิดและอุดมการณ์ของผู้ชม และละครน้ำเน่าก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความคิด ความเชื่อ อุดมการณ์ในสังคม เมื่อผู้ชมดูละครก็จะรับเอาความคิดและอุดมการณ์เหล่านั้นไว้ในตัว ความสมจริงบางอย่างที่อยู่ในฉากของละครก็ขาดหายไป  เช่น ฉากงูกัดในละครพระเอกจะเป็นผู้ดูดแผลให้นางเอกที่ถูกงูกัด แต่ในสถานการณ์หรือชีวิตจริงนั้น เราจะทำแบบนั้นไม่ได้ มันจะต้องมีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ถูกวิธีเสียก่อน หรือจะเป็นฉากชาวไร่ชาวนาที่ปลูกข้าวปลูกผัก ที่มีสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่มีเหงื่อสักหยดแต่ในชีวิตจริงของชาวนานั้นเราก็ทราบกันดีว่ามันเหนื่อยและลำบากเพียงไหน และสิ่งเหล่านี้เองก็ส่งผลกระทบต่อความจริงในสังคม ดังนั้นมันจึงเป็นการปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ไปอย่างแนบเนียนหรือถูกตีกรอบเอาไว้บางๆ แต่หากจะบอกว่าละครน้ำเน่ามันไม่ดีก็ไม่เชิง แต่ละครควรจะมีการพัฒนาไปในทางที่ดีกว่านี้ ผู้สร้างละครเองก็ควรคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในสังคมด้วย

APPENDIX


download file | 50f64ed5e16e2.pdf


created by Z Axis IT Solution