Truth ?

Supannika Panya | MY LAB PROJECTS | Master Programme | 2013

ABSTRACT

        เราเชื่อสิ่งที่เราเชื่อได้จริงหรือ? คำถามที่พยายามแสวงหา การทำหน้าที่ของสื่อกระแสหลัก ภายใต้อำนาจที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังที่คอยกำหนดชี้ทิศทางในการนำเสนอ อธิบายข้อเท็จจริงให้เป็นไปในทางที่ผู้ถือครองอำนาจต้องการ กลวิธีลับในการปกปิด อำพราง บิดเบือน หรือนำเสนอเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของความเป็นจริง เมื่อสื่อหลักไม่สามารถทำหน้าที่ของตนได้อย่างสมบูรณ์ “สื่อทางเลือก” จึงกำเนิดขึ้น เป็นเสมือนเครื่องมือสำหรับต่อรองอำนาจในการแจ้งประกาศด้วยมุมมองความคิดที่แตกต่างออกไป อีกส่วนหนึ่งของความจริงที่ถูกซ่อนเร้น เรื่องราวหลังฉากที่มักจะไม่ได้เป็นที่สนใจ หรือมิอาจเผยแพร่ผ่านหน้าสื่อปกติ เนื้อหาที่ย้อนแย้งและท้าทายความน่าเชื่อถือของความจริงและอุดมคติเดิมของสังคม พื้นที่ใหม่ ที่มีอิสระในการวิพากษ์ด้วยแง่มุมที่แตกต่าง เมื่อความจริงถูกประทะด้วยเงาสะท้อนของความเป็นจริง การต่อรองและถ่วงดุลอำนาจของสื่อกระแสหลักจึงปรากฏ

CHAPTER 01 Introduction

การสื่อสารมวลชน เป็นกระบวนการของการส่งข่าวสาร(information) ความคิด(idea) และทัศนคติ(attitudes) ที่มุ่งเน้นไปสู่ผู้รับสารที่เป็นกลุ่มใหญ่ มีจำนวนมาก มีความแตกต่างกัน และอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย โดยสารถูกส่งไปในลักษณะของเนื้อหาที่เป็นสัญลักษณ์(symbolic content) ไปยังประชาชนทั่วไป เพื่อให้ประชาชนรับสารได้อย่างรวดเร็วในเวลาเดียวกันหรือในเวลาที่ใกล้เคียงกัน และสารนั้นมีลักษณะที่ยั่งยืน โดยอาศัยสื่อมวลชนเป็นสื่อ

        สื่อในปัจจุบันมีมากมายหลากหลายประเภทให้ประชาชนได้เลือกบริโภค ทั้งแบบที่เป็นสิ่งพิมพ์ มัลติมีเดีย และออนไลน์ ซึ่งเนื้อสารก็จะมีความแตกต่างกันออกไป ตามแต่ข้อมูลที่ได้มาของสื่อมวลชน อาจมีทั้งเรื่องจริงที่เจาะลึก เรื่องจริงแบบผิวเผิน แม้กระทั้งบางเรื่องที่ดูเลือนลางมากในความเป็นจริง อย่างไรก็ตามสื่อแต่ละรูปแบบก็มีจุดประสงค์เดียวกัน นั่นคือการทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเหตุบ้านการเมือง เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบถึงสถานการณ์บ้านเมือง หรือสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม แต่สิ่งที่แตกต่างกันนั้นเป็นเพียงแค่รูปแบบของการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร และวิธีการดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภค สื่อบางสื่อได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ทั้งนี้อาจเพราะวิธีการนำเสนอ ที่ดูคล้ายจะเป็นตัวชักนำความคิดคน โดยในบางครั้งไม่คำนึงถึงจรรยาบรรณของสื่อ และอาจมีการบิดเบือนข้อมูลที่ผิดไปจากความเป็นจริงกันบ้าง แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของการนำเสนอข้อมูลของสื่อนั้นเห็นจะเป็นเรื่องการถูกครอบงำของสื่อโดยผู้มีบทบาทหรือมีอิทธิพลทางการเมือง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ค่อยลงรอยกัน ส่งผลให้ประชาชนเกิดความเข้าใจแบบผิดๆ และอาจนำไปสู่ปัญหาการทะเลาะเบาะแว้ง ความแตกแยกกันในสังคมตามมา

        การทำงานของสื่อมวลชนนั้นเปรียบเสมือนกระจก ทำหน้าที่สะท้อนการเป็นสังคมออกมาว่าสังคมเป็นอย่างไร แต่ความเป็นสื่อในปัจจุบันมักจะแยกความคิดเห็นกับข้อเท็จจริงออกจากกันค่อนข้างยาก มิหนำซ้ำสื่อบางสื่อยังตั้งใจที่จะทำให้ความคิดเห็นนั้นกลายเป็นข้อเท็จจริง บางเรื่องราวเป็นเรื่องที่ถูกละเว้นในการนำเสนอ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความเกรงกลัวต่ออำนาจ อิทธิพลอะไรบางอย่าง หรือเป็นเพราะทัศนคติของสื่อมวลชนที่อาจละเลยเรื่องของบุคคลธรรมดาๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วสื่อมวลชนมิใช่หรือที่จะต้องเป็นผู้หาหรือเป็นผู้หยิบยื่นจุดยืนให้กับคนในสังคม ดังนั้นเมื่อพื้นที่สื่อที่เคยเป็นเวทีสาธารณะถูกแย่งชิงไปจากประชาชน จึงก่อให้เกิดสื่อทางเลือกขึ้นมาเพื่อทวนกระแสของสื่อกระแสหลัก โดยเข้ามามีบทบาทในการทำหน้าที่สร้างเวทีสาธารณะให้กับประชาชน ได้แสดงออกทางความคิด

        “สื่อทางเลือก” ไม่ได้เป็นเพียงแค่กระจกที่คอยสะท้อนความเป็นสังคมออกมาเพียงเท่านั้น แต่สื่อทางเลือกยังทำหน้าที่เป็นเสมือนตะเกียงที่คอยส่องทางบนความมืด ให้เกิดความสว่าง ชัดเจน ให้มองเห็นทาง ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถาม สะกิดให้สังคมเกิดคำถาม ช่วยค้นหาข้อมูลบางอย่าง เพื่อให้คนในสังคมได้คำตอบบางอย่างได้ด้วยตนเอง โดยมีจุดเน้นด้านเนื้อหาที่ถ่วงดุลข่าวสารกระแสหลัก และการเข้าถึงผู้รับสารที่กว้างขวางขึ้น ปัจจุบันสื่อทางเลือกกำลังมีพัฒนาการที่ก้าวข้ามศาสตร์ของการสร้างการใช้ "สื่อ"(media) ไปสู่การขยาย "พื้นที่ทางสังคม"(social sphere) ซึ่งหมายถึงการสื่อสารใดๆ จากล่างขึ้นบน ที่ข้ามพ้นข้อจำกัดของสื่อไปสู่การเมืองภาคประชาชนและความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ สังคม โดยมากแล้วสื่อทางเลือกมักจะมีวัตถุประสงค์สำคัญในการก่อตั้ง ไม่ใช่เพื่อเป็นช่องทางแสวงกำไรสูงสุด แต่เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน หรือชุมชนที่เกี่ยวข้อง มีความเป็นอิสระ ปราศจากการถูกควบคุมจากภาครัฐและเอกชน ทั้งทางด้านการดำเนินงาน และทิศทางของเนื้อหาที่นำเสนอ ดังนั้นสื่อทางเลือกจึงเป็นเสมือนการต่อสู้เพื่อเปิดพื้นที่ของการสื่อสาร และการสร้างที่ยืนให้กับคนในสังคม แม้ว่าประชาชนจะยืนอยู่บนปากเหวแต่สื่อมวลชนก็ต้องสร้างที่ยืนให้เขาได้ยืนได้อย่างเต็มเท้า ภารกิจสำคัญที่สื่อทางเลือกมุ่งเน้นคือการเป็นพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนพลเมืองได้แสดงออก และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบนพื้นที่ของสิทธิขั้นพื้นฐานที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรมี

 

CHAPTER 02 Literature Review

กรอบแนวคิดและทฤษฎี

  • ความหมายลำดับที่สอง                         Roland Barthes
  • การประกอบสร้างระบบรหัส                    Stuart Hall
  • สัญญะกับการสื่อสาร                            Ferdinand de Saussure
  • วาทกรรมและอำนาจ                             Michel Foucault
  • อุดมการณ์                                           Antonio Gramsci

        Roland Barthes เรียกความหมายแฝงว่าเป็น "ความหมายลำดับที่สอง" (The second Level Signification) คือ มองข้ามหรือมองไม่เห็นความหมายในระดับวัตถุ/สิ่งของต่างๆ มีฐานะเป็นสัญญะ หรือถูกทำให้กลายเป็นสัญญะ มีบทบาท/หน้าที่ในเชิงสัญญะ(Sign-Function) ไปมองเห็นแต่ฐานะการเป็นวัตถุ สิ่งของเพื่อการใช้สอยแคบๆ ของสิ่งเหล่านั้นเท่านั้น อีกทั้ง Roland Barthes ยังมองกระบวนการลดทอน ปกปิด อำพราง บิดเบือนฐานะการเป็นสัญญะของสรรพสิ่งในสังคมให้กลายเป็นเรื่องของ "ธรรมชาติ" เป็นวิ่งปกติ ธรรมดา หรือเป็นสิ่งที่มีบทบาท/หน้าที่เชิงประโยชน์ใช้สอยแคบๆ ในสังคมว่า "กระบวนการสร้าวมายาคติ"(Myth/alibi/doxa) หรือความคิด/ความเชื่อที่คนส่วนใหญ่ยอมรับโดยไม่ตั้งคำถาม และเป็นความคิด ความเชื่อที่สอดรับกับระบบอำนาจที่ดำรงอยู่ในสังคมขณะนั้น มายาคติเหล่านี้ คือตัวกำหนด/กำกับการรับรู้ของคนในสังคม ความจริงรวมตลอดถึงความหมายจึงไม่ใช่ธรรมชาติ แต่เป็นผลผลิตของสังคม เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ในระดับารรับรู้ของเราเท่านั้น

 

        Stuart Hall การสื่อสารเพื่อสื่อความหมายระหว่างกันนั้นเป็นเรื่องประกอบสร้างระบบรหัส(sign system) เพื่อการสื่อความหมายตามตัวแทนในระบบภาษาสัญลักษณ์ต่างๆ ที่จัดระบบกันเข้าเพื่อเป็นตัวแทนสื่อความหมายของแนวคิดต่างๆ ที่ต้องอาศัยคนที่อยู่ในระบบวัฒนธรรมเดียวกันจึงจะสามารถเข้าใจความหมายระหว่างกันได้ ในภาพรวม Stuart Hall เชื่อว่าในระบบการสื่อสารจากผู้สื่อสารไปยังผู้รับสารนั้นไม่ได้เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา เพราะการสื่อความหมายจากตัวสารไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะกำหนดและถ่ายทอดอย่างตรงไปตรงมาจากผู้ส่งสารเท่านั้น และตัวผู้รับสารเองก็ไม่ใช่เป็นผู้ที่จะเปิดรับความหมายของสารนั้นอย่างตรงไปตรงมาตามที่ผู้ส่งสารต้องการ ทั้งนี้ในส่วนผู้ส่งสารมีเครื่องมือในการถอดรหัสหลากหลายด้าน ทั้งในด้านความสามารถเลือกประเภทและองค์ประกอบตัวแทนเพื่อการติดตั้ง การเชื่อมโยงภาพและเสียง การเน้นย้ำนำเสนอผ่านภาษา บทพูด มุมกล้อง ขณะที่ผู้รับสารเองก็มีระบบการถอดรหัสผ่านการเลือกรับ และเลือกตีความหมายของรหัสสาร ซึ่งมี 3 ลักษณะ 1)การถอดรหัสได้สอดคล้องตามความหมายที่ผู้ส่งสารต้องการ(Dominant hegemonic position)  2)การถอดรหัสอย่างผสมผสานระหว่างผู้รับสารและผู้ส่งสาร(Negotiated Position)  3)การถอดรหัสความหมายในทิศทางตรงข้ามกับผู้ส่งสาร(Oppositional Position)

 

        Ferdinand de Saussure เน้นว่าการสื่อสารเป็นเรื่องของข้อตกลงร่วมกันที่มีต่อสัญญะซึ่งจะสื่อความได้ สมาชิกในสังคมต้องผ่านการเรียนรู้ถึงสัญญะเหล่านั้นร่วมกัน โดยสัญญะเองประกอบด้วย ตัวสัญลักษณ์หรือการกระทำที่แสดงออกมา(signifier) และตัวให้ความหมายหรือความรู้สึกต่อผู้สัมผัสสิ่งนั้น(signified) ที่เกิดขึ้นจากการนำเอาสัญญะต่างๆ มาประกอบสร้าง(combination) เข้าด้วยกันภายใต้โครงสร้างหรือวิถีการประกอบสัญญะย่อย(syntax) ขององค์ประกอบเหล่านั้น จนสามารถสื่อความหมายนัยตรง(denotative meaning) และความหมายโดยนัย(connotative meaning) ขึ้นกับผู้สัมผัสจะทำการถอดความหมายในเชิงการเทียบเคียงสัญญะเข้ากับความหมายสิ่งอื่น(metaphor) หรือรำลึกนึกถึงความเป็นตัวแทนของสิ่งนั้น

 

        Michel Foucault วาทกรรม มีลักษณะที่เป็นแนวความคิด อุดมการณ์ ซึ่งประกอบไปด้วยชุดของความคิดมากมายที่มาอยู่ร่วมกัน ซึ่งมีสถานะเชิงอำนาจ ที่จะชี้บอกให้กระทำหรือห้ามไม่ให้กระทำ อย่างไรก็ตาม อำนาจไม่ได้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของความรู้ แต่อำนาจเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ โดยความรู้ที่ถูกสร้างขึ้นมาก็จะเข้าไปทำหน้าที่รับรองอำนาจในชุดเดียวกับตนให้สามารถยึดครองพื้นที่  เบียดไล่  และ/หรือแย่งชิงพื้นที่จากอำนาจในชุดอื่นที่แตกต่างไปจากตน  อำนาจและความรู้จึงแสดงให้เห็นถึงกันและกันในฐานะที่ดำรงอยู่ด้วยกันแต่ไม่ได้เป็นอิสระต่อกัน  นั่นคือ  ไม่มีความสัมพันธ์ทางอำนาจใดที่ปราศจากการสร้างระบบความรู้  และไม่มีความรู้ใดที่อยู่ได้โดยปราศจากอำนาจ ในทางกลับกัน ย่อมไม่มีอำนาจใดที่อยู่ได้โดยปราศจากการรับรองความถูกต้องจากระบบความรู้ และไม่มีระบบความรู้ใดที่สามารถดำรงอยู่ได้โดยปราศจากความสัมพันธ์ทางอำนาจ ความรู้จึงไม่ได้ใสซื่อปลอดจากการถูกครอบงำโดยอำนาจ และความรู้ก็ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการปลดปล่อยมนุษย์สู่ชีวิตแห่งเสรีภาพ แต่ความรู้เป็นพันธนาการที่คอยรัดรึง  เข้มงวด  วางกฎระเบียบ  และครอบงำมนุษย์ให้สยบยอม 

         จากความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องและเชื่อมโยงระหว่างอำนาจ วาทกรรม และความรู้ที่เป็นไปในลักษณะของ “การขาดกันและกันไม่ได้”  จึงทำให้วาทกรรมไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งที่แสดงหรือซ่อนไว้ซึ่งความปรารถนา แต่วาทกรรมได้กลายเป็นเป้าหมายแห่งความปรารถนา ฉะนั้นวาทกรรมจึงไม่ใช่เพียงการต่อสู้หรือเป็นระบบของการครอบงำ แต่การต่อสู้เหล่านั้นล้วนเป็นไปโดยวาทกรรมและเพื่อวาทกรรม วาทกรรมจึงกลายเป็นสิ่งที่สื่อแสดงถึงอำนาจที่จะต้องถูกยึดกุม เพราะหากสามารถเข้ายึดกุมวาทกรรมและทำให้สมาชิกของสังคมยอมรับในวาทกรรมนั้นได้  ย่อมหมายถึงการเข้ายึดครองอำนาจโดยมีวาทกรรรมเป็นตัวต่อเชื่อม อย่างไรก็ตาม อำนาจไม่ได้มีเพียงเฉพาะแต่ในแง่มุมด้านลบหรือในรูปแบบของการกดขี่ปราบปรามเท่านั้น อำนาจยังมีแง่มุมในด้านบวกที่ก่อให้เกิดความชื่นชอบและสยบยอมโดยดี ซึ่งอำนาจในแง่บวกนี้เองที่วาทกรรมเข้ามาแสดงตัวและมีบทบาทอย่างมาก เพราะวาทกรรมจะเข้าไปประกอบสร้างความจริงขึ้นมาในรูปลักษณ์ของชุดความรู้ และด้วยรูปลักษณ์ที่ดูเหมือนใสซื่อ เป็นกลาง และปราศจากพิษภัยทำให้ปฏิบัติการแห่งอำนาจในรูปลักษณ์ของความรู้ ความจริงมีประสิทธิภาพสูงในขณะที่การต่อต้านขัดขืนมีเกิดขึ้นในระดับต่ำ ความรู้และวาทกรรมจึงเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการทำให้อำนาจเกิดการหมุนเวียน เปลี่ยนถ่าย และแทรกซึมไปได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่องในทุกที่ของสังคม แม้แต่ในระนาบของวิถีปฏิบัติที่เป็นส่วนตัวของปัจเจกบุคคลไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ร่างกาย หรือแม้แต่เรื่องเพศ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า อำนาจในด้านลบของการปราบปรามจะไร้ซึ่งความสำคัญในการควบคุมและจัดระเบียบ  หากแต่เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจในด้านบวกกับอำนาจในการปราบปรามแล้ว จะพบว่า  ความมั่นคงของอำนาจในฐานะการปราบปรามจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่ออำนาจสามารถแทรกซึมลงไปมีปฏิบัติการได้ลึกถึงในทุกระดับความสัมพันธ์ ซึ่งการใช้อำนาจด้านบวกจะก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในระดับนี้ได้มากกว่า ดังจะเห็นได้จากในสภาพความเป็นจริงของสังคมที่มีทั้งการใช้อำนาจในด้านบวกและด้านลบร่วมกันเพื่อการควบคุม การจัดการ และการสร้างระเบียบวินัยให้แก่สังคม ฉะนั้นการพิจารณาถึงอำนาจจึงไม่อาจละเลยอีกด้านหนึ่งของอำนาจที่อยู่ในรูปลักษณ์ของความรู้ ความจริงได้ สถาบันที่สามารถผลิตวาทกรรมได้จึงเป็นผู้ผลิตและเป็นศูนย์รวมของความจริงไปด้วยในขณะเดียวกัน โดยความจริงสามารถปรากฏออกมาได้ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของการผลิต/เผยแพร่ของผู้ให้และรูปแบบการบริโภคของผู้รับ การผลิตและส่งต่อจะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกลไกที่มีความสำคัญทางการเมืองและเศรษฐกิจ ฉะนั้นความจริงจึงหมุนเวียนผ่านกลไกทางการศึกษาและระบบข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่ในสังคม และเป็นประเด็นปัญหาทางการเมืองที่ก่อให้เกิดการถกเถียงและเผชิญหน้ากันทางสังคม

การควบคุมมนุษย์ผ่านความจริงในรูปลักษณ์ของความรู้สามารถกระทำได้อย่างทะลุทะลวงและแนบเนียนจนมนุษย์ผู้สยบยอมโดยปราศจากการต่อต้านไม่อาจรู้สึกได้ถึงอำนาจที่แฝงฝังอยู่ภายใต้การเคลือบคลุมของความรู้ มนุษย์ในสังคมปัจจุบันจึงยินยอมและพยายามจัดการกับตัวเองในทุกเรื่องตามความจริงที่มีอยู่ในสังคมกำหนด โดยมิได้มีอำนาจใดเข้ามาบังคับ การสยบยอมและยินดีจัดการกับตัวเองด้วยตนเองนี้มิได้เกิดขึ้นเพียงแต่เฉพาะในเรื่องที่แสดงออกมาเป็นรูปธรรมเท่านั้น แต่ทว่าได้แผ่ขยายครอบคลุมไปถึงความรู้สึกและความปรารถนาที่เป็นนามธรรมภายในจิตใจอีกด้วย อันจะนำไปสู่การตกอยู่ภายใต้พันธนาการของอำนาจในทุกระนาบของชีวิต ทำให้มนุษย์ไม่สามารถที่จะก้าวข้ามพรมแดนเข้าไปอยู่ในปริมณฑลของการบรรลุวุฒิภาวะ(mature adulthood)ได้  ไม่ว่าจะเป็นด้วยเทคโนโลยีของเหตุผลหรือด้วยยุทธวิธีของเสรีภาพก็ตาม มนุษย์จึงไม่สามารถดำรงตนอยู่ได้อย่างอิสระจากการถูกครอบงำด้วยวาทกรรม เพราะแม้แต่ร่างกายของมนุษย์ก็เป็นผลผลิตอย่างหนึ่งจากการประกอบสร้างของชุดวาทกรรม

 

        Antonio Gramsci ให้คำจำกัดความของ "การครอบครองความเป็นใหญ่" ว่าเป็นกระบวนการที่ชนชั้นซึ่งมีบทบาทโดดเด่นในสังคมหรือชนชั้นที่เป็นคนจำนวนไม่มากใช้สถาบันทางสังคมบางสถาบัน เช่น สถาบันสื่อมวลชน เป็นเครื่องมือในการธำรงไว้ซึ่งพลังทางการเมืองและเศรษฐกิจของกลุ่มตน โดยผ่าน "อุดมการณ์หลัก" ของสังคมนั่นเอง ตามปกติอุดมการณ์หลักของสังคมแต่ละแห่ง ก็คือชุดของแนวความคิดพื้นฐานที่จัดว่าเป็นสามัญสำนึกของพลเมืองในสังคมนั้นๆซึ่งอีกนัยหนึ่งก็คือ ร่องรอยของการจัดสรรอำนาจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อุดมการณ์หลักของสังคมทำให้โครงสร้างของอำนาจดูราวกับว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เรื่องปกติธรรมดา หรือ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องปกติเช่นกันที่อุดมการณ์หลักจะถูกท้าทายเป็นระยะ เพราะตามความเชื่อของกรัมชี่ อุดมการณ์เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อรักษาอำนาจเดิมให้คงไว้ เมื่อถูกสร้างขึ้น ไม่ได้มีอยู่เอง จึงเป็นเรื่องธรรมดา ที่ต้องถูกท้าทายด้วยอุดมการณ์ใหม่ๆจากกลุ่มอื่นที่แสวงหาอำนาจเช่นกัน อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปกครอง จะมีหลักสากลอยู่ กล่าวคือเป็นอุดมการณ์ที่พยายามทำให้พลเมืองเชื่อว่า "ผลประโยชน์ที่คนบางกลุ่มได้รับเป็นผลประโยชน์ของทุกคน" เช่น นโยบายที่บอกว่าจะเก็บภาษีคนรวยน้อยลง เพื่อให้คนรวยนำเงินมาลงทุนและสร้างงานให้คนว่างงานในสังคม เราจะทราบได้อย่างไรว่าคนรวยเหล่านั้นนำเงินไปสร้างงานจริง และเราจะทราบได้อย่างไรว่างานแต่ละตำแหน่งนั้นต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร สิ่งเหล่านี้กรัมชี่เชื่อว่าเป็นผลมาจากการทำงานของกลไกทางอุดมการณ์ ซึ่งได้ผลกว่าการใช้กลไกอำนาจรัฐเข้าบังคับโดยตรง โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจของกลุ่มตน อำนาจเหล่านี้จะมีประสิทธิผลมากที่สุดเมื่อไม่ได้ใช้ผ่านการอบรมสั่งสอนที่เปิดเผย หรือการเซ็นเซอร์อย่างเป็นทางการ แต่ใช้ผ่านกระบวนการสร้างความเชื่อ ค่านิยม และมุมมองในการมองโลกของบุคคล

CHAPTER 03 case study

มุมมอง ทัศนคติของสื่อมวลชน ในการเลือกนำเสนอให้ประชาชนได้บริโภคข่าวสารที่มีความแตกต่างกันออกไป สื่อบางสำนักอาจมีการโน้มเอียงในการนำเสนอข่าวสาร นำไปสู่การตีความที่ผิดออกไปจากความเป็นจริง และนำมาซึ่งตีความที่ผิด และความแตกแยกของคนในสังคม จากการนำเสนอภาพข่าวของสื่อมวลชนที่มีทั้งมุมมองด้านบวกและลบ ทั้งความจริงและการบิดเบือนในปัจจุบัน ทำให้ผู้บริโภคต้องหันมาใส่ใจกับการเลือกรับรู้ข่าวสาร และใช้วิจารณญาณในการเสพสื่อต่างๆ ให้มากยิ่งขึ้น

APPENDIX



created by Z Axis IT Solution