Influence of new media to decision of White Skin

ิBecause Black to White!!

Chawagun Panyawong | Indepentdent Study | Master Programme | 2013

CHAPTER 01 หลักการและเหตุผล

 

เมื่อกล่าวถึงสีผิวขาวนวล เปล่งปลั่ง สุขภาพดี ไร้มัวหมองนั้น คงไม่มีใครปฏิเสธถึงความต้องการครอบครองความโดดเด่น สะดุดตาอันเป็นที่ยอมรับในปัจจุบันได้ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ล้วนถูกนิยามในบริบททางสังคมถึงความสวยงามอันเป็นค่านิยมโดยเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายและได้รับความนิยมอย่างอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ความขาวของสีผิวนั้นเป็นสับเซตอย่างหนึ่งภายใต้กระบวนคิดด้านความสวยความงามอันเป็นอุดมการณ์ภายใต้การผลิตความหมายผ่านมายาคติเชิงอำนาจที่เรียกว่า “อุดมคติ” ในการสร้างกรอบกฎเกณฑ์มาตรฐานด้านความสวยความงามที่เหมาะสมพอดี โดยมีความแตกต่างอย่างหลากหลายในการให้คุณค่าและความหมาย ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสังคมและวัฒนธรรมที่เป็นตัวแปรควบคุมในแต่ละพื้นที่ แต่ละเวลา วาทกรรมอำนาจและอิทธิพลด้านต่างๆ จึงเป็นตัวกำหนดให้เกิดการปรับเปลี่ยนสภาพผิวภายใต้เงื่อนไขด้านประวัติศาสตร์ สื่อสมัยใหม่ ค่านิยม ฯลฯ โดยมีเหตุปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อแนวคิด, เจตคติ, ทัศนคติ, มุมมอง ฯลฯ อันเป็นพื้นฐานต่อระบบคิดของคนในสังคม

ความแตกต่างทางด้านสรีระอันถูกกำหนดโดยกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติเป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวกำหนดความเชื่อในอดีตอันมีร่างกายเป็นส่วนสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งเชื่อว่าผู้หญิงมีศักยภาพทางด้านความคิด สติปัญญา ความถนัด จิตใจและอารมณ์ที่ด้อยกว่าผู้ชายและเป็นเหตุผลที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น การใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลในการแก้ไขและตัดสินปัญหา, ผู้หญิงไม่เก่งคณิตศาสตร์ ไม่เก่งด้านวิทยาศาสตร์ ไม่สามารถคิดประเด็นที่ซับซ้อนได้หรือนอกเหนือจากประสบการณ์ของตนเองได้ เป็นต้น ผู้หญิงในสมัยก่อนจึงถูกกำหนดให้มีสถานะหลักในความเป็นภรรยาและความเป็นแม่ ซึ่งทำให้นักสตรีนิยมหลายท่านออกมาแสดงความคิดเห็นและเรียกร้องถึงสิทธิสตรีอันเกิดขึ้นจากความไม่เท่าเทียมในสังคมโดยมีแนวคิดที่สอดคล้องกับประโยคที่ว่า “ผู้หญิงไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นผู้หญิง แต่ผู้หญิงถูกทำให้เป็นผู้หญิง”

อุดมการณ์ในการผลิตระบบโครงสร้างทางสังคมหรือวิถีปฏิบัติอันมีความเลื่อมล้ำทางเพศสภาพนั้น นับได้ว่าเป็นสิ่งที่กำหนดบทบาทและสถานภาพในสังคมของฝ่ายที่ด้อยกว่าอย่างชัดเจน  (อุ่นใจ เจียมบูรณะกุล, 2547: 3-4, 16-17) เมื่อผู้หญิงไม่มีโอกาสเท่าเทียมกับผู้ชายในด้านบทบาททางสังคมและต้องพึ่งพาผู้ชายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงให้ความสนใจกับการปรุงแต่งและปรับเปลี่ยนร่างกายภายใต้การผลิตความสวยความงาม ซึ่งเป็นการพันธนาการหรือครอบงำผ่านมายาคติโดยสังคมชายเป็นใหญ่หรือปิตาธิปไตย (Patriarchy) อันได้แก่แบบแผนพฤติกรรมทางเพศและความปรารถนาทางเรือนร่างที่สร้างความพึงพอใจหลากหลายภายใต้ความสัมพันธ์ทางประเวณีและการต่อรองทางเพศ เช่น ผู้ชายชอบผู้หญิงผอมบาง ผู้ชายชอบผู้หญิงขาวเนียน เป็นต้น ทำให้เกิดกระบวนการกลายเป็นสินค้าของความสัมพันธ์ทางเพศหรือประเวณีที่ซึ่งหากินกับความปรารถนาทางร่างกายในฐานะที่เป็นร่างบริโภคและร่างที่ถูกบริโภค อันสอดคล้องกับวิถีการมองร่างกายของ Rudofsky ที่มองเห็นถึง “ความเป็นวัตถุดิบก่อนการเกิดผลงานสร้างสรรค์ทางเรือนร่างของมนุษย์” ที่ยังสร้างไม่เสร็จเรียบร้อยเป็นเพียงแค่หน่วยหรือจุลที่ต้องถูกพัฒนาต่อให้สมบูรณ์ด้วยการปรับแต่ง เปลี่ยนแปลงให้ได้รับการยอมรับและสร้างโอกาสที่มากกว่าจากสภาวะเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม ที่แพร่กระจายอำนาจภายใต้กรอบระเบียบกฎเกณฑ์ในแต่ละพื้นที่ แต่ละเวลา ร่างกายจึงเปรียบเหมือนกับโครงการร่างกาย (body project) ที่อยู่ในภาวะของการกำลังกลายเป็นสิ่งอื่น ที่ไม่มีวันจบสิ้น จึงเกิดวิถีการลงทุนในร่างกายซึ่งเป็นวิถีทางหนึ่งในการสร้างตัวตนของเจ้าของร่างกาย ทำให้ตระหนักถึงความสามารถในการควบคุมร่างกายของตน ในการสามารถจัดการบางอย่างกับขนาด รูปทรงและรูปลักษณ์ของร่างกายได้ โครงการร่างกายจึงเป็นไปเพื่อทำให้ร่างกายสอดรับกับจินตนาการและความต้องการจากความคาดหวังทางสังคมมากกว่าที่จะแสดงออกถึงความเป็นปัจเจกบุคคลของตน โดยแนวคิดในการจัดการกับร่างกาย (Macdonald, 1995: 192. อ้างในโกสุม โอมพรนุวัฒน์, 2555: ออนไลน์) เป็นการนำภาพในอุตคติของร่างที่ปรากฏอยู่ในภาพตัวแทนต่างๆมาสู่การปฏิบัติจริง ที่ทำให้ผู้หญิงล้วนแต่เข้าไปมีส่วนร่วมในระบบการสร้างความหมายให้โต้ตอบกลับกับสื่อต่างๆแวดล้อม ยิ่งถ้าผู้หญิงลงทุนกับร่างกายอันเป็นเครื่องหมายในการแสดงอัตลักษณ์มากเท่าใด ยิ่งทำให้ภาพตัวแทนมีความสำคัญต่อการนิยามความหมายในความเป็นหญิงมากเท่านั้น  ทำให้เรื่องความสวยความงามเป็นเพียงมายาคติที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสและให้คุณค่าเพียงการมองเท่านั้น ผู้หญิงจึงแสวงค่าคุณค่าของการมองผ่านให้เกิดความน่าสนใจต่อเรือนร่างที่ไร้ซึ่งการสร้างสรรค์หรือวัตถุดิบ เปลี่ยนเป็นร่างกายอันถูกรังสรรค์ ผู้หญิงจึงตกอยู่ในวัตถุแห่งการเอารัดเอาเปรียบคล้ายกับหลุมพรางที่ถูกขุดไว้ด้วยระบบความคิดของปิตาธิปไตยและผู้หญิงก็ยินดีที่จะถูกสิ่งต่างๆเหล่านั้นครอบงำเช่นกัน ดังนั้นแล้วการตกแต่ง ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงร่างกายจึงเป็นการบ่งชี้ถึงอัตบุคคลผ่านความหมายเชิงสัญญะโดยมีนัยแฝงภายใต้แนวความคิดที่มีเงื่อนไขปัจจัยด้านอำนาจเป็นตัวควบคุม

                บรรทัดฐานการมีผิวขาวในสังคมไทยเป็นอุดมคติในรูปแบบความสวยความงามอย่างหนึ่งที่ได้รับการยอมรับและถูกผลิตซ้ำวาทกรรมมานับหลายพันปีโดยส่งผ่านทางวัฒนธรรมข้ามชาติอันเกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์เชิงแนวคิดที่ไม่เพียงแต่ผูกโยงกันกับความสวยความงามเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวโยงถึงการช่วงชิงอำนาจ การต่อสู้ การเอารัดเอาเปรียบ การดูถูก การผลิตสัญญะเชิงอำนาจในการกำหนดวิถีชีวิต (ดูบทที่ 2) เป็นต้น ด้วยการนิยามความขาวไว้กับชนชั้นสูงอันได้รับการคุ้มครองจากการตกเป็นผู้ใช้แรงงาน (hegemony) การบ่งบอกถึงชนชั้น เชื้อชาติทางสังคม ซึ่งในสังคมไทยความต้องการในการครอบครองวาทกรรมดังกล่าวเป็นที่ต้องการอย่างชัดเจนและแพร่หลายมานับหลายร้อยปี โดยปรากฏหลักฐานในด้านวรรณดคีและวรรณกรรมที่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เช่น สังข์ทอง อิเหนา ไตรภูมิพระร่วง เวสสันดรชาดก เป็นต้น ซึ่งในอดีตจนถึงปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวถูกเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องต่อพื้นที่และช่วงเวลาด้วยเหตุผลโดยส่งผลต่อการครอบครองอำนาจในเชิงอัตลักษณ์และภาพตัวแทนในตัวบุคคล (โกสุม โอมพรนุวัฒน์, 2555: ออนไลน์)

เนื้อหาทั้งหมดที่กล่าวมามีความสอดคล้องกับวาทกรรมเชิงอำนาจอันส่งทอดให้กับบุคคลและการสะท้อนออกมาจากตัวตนระหว่างกัน (FeedBack) กับภาวะที่เป็นปัจจัยส่งผลภายนอก ทำให้สามารถลำดับโครงสร้างอันอยู่ภายใต้กรอบทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม ดังนี้

เมื่อสังคมมีภาวะการแข่งขันสูงรวมถึงปริมาณของามโดดเด่น ห้กับตนเองคัญไม่แพ้เรื่องอื่นๆ อาจเพราะช่วยส่งเสริมอัตลักษณ์ของตนเอง การสร้างโอกาสที่มากกว่าหรืออำนาจในการได้มาซึ่ผู้คนที่มีจำนวนมากขึ้นคนส่วนใหญ่ก็ต้องรู้จักการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยและสร้างอำนาจให้กับตนเองโดยการทำให้มีความโดดเด่นเป็นที่น่าจดจำและมีความแตกต่างที่เด่นชัดกว่าบุคคลอื่นๆ ซึ่งอาจสร้างความสามารถด้านการทำงาน ความสามารถในการแสดงออกหรือแม้กระทั่งความสามารถในการพัฒนาด้านบุคลิกภาพ ซึ่งตรงกับทฤษฏีของอับราฮัม มาสโลว์ (Abraham Maslow) ที่กล่าวถึงลำดับความต้องการของมนุษย์ (hierarchy of need) มนุษย์มีความต้องการเป็นพื้นฐานในการพัฒนาและดำรงชีวิต โดยหนึ่งในนั้นคือความต้องมีประสบความสำเร็จส่วนตัว โดยอธิบายว่ามนุษย์ทุกคนมีความทะเยอทะยานในตัวตนที่ได้ตั้งเป้าหมายล่วงหน้าไว้เพื่อไปให้ถึงดังคำพูดที่ว่า “ฝันให้ไกล ไปให้ถึง” โดยมีพื้นฐานส่งผลกับความต้องการความภาคภูมิใจและความเชื่อมั่นในตนเองต่อภาพลักษณ์และความเป็นตัวตน ซึ่งลักษณะดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดของบูร์ดิเยอ (Pierre Bourdieu) โดยมองว่า “มนุษย์ใช้ทรัพยากรทางวัฒนธรรมเป็นทุนในการดิ้นรนต่อสู้แข่งขัน เอาชนะ เพื่อผลิตซ้ำความแตกต่างทางชนชั้นโดยมิให้ผู้ถูกครอบงำทันสำนึกหรือรู้ตัว โดยผ่านระบบสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม (Symbolic System) ไม่ว่าจะเป็น รสนิยม ความคิด ความเชื่อ หรือปฏิบัติการทั้งหมดเหล่านี้ ล้วนทำหน้าที่ในการผลิตซ้ำความแตกต่างทางสังคม (Social Distinction) ทั้งสิ้น” มาก ร่างกายจึงยังคงถูกมองว่าเป็นที่มาของ”อัตลักษณ์”และการแบ่งหน้าที่ในสังคม ส่งผลให้ร่างกายกลายเป็นวัตถุทางการศึกษา เพื่อทำความเข้าใจปัจเจกบุคคลและสังคม เมื่อเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้มีการพัฒนาก้าวหน้าขึ้นตามลำดับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 ทำให้ความเชื่อมต่อความคิดและค่านิยมในเรื่องการเปลี่ยนแปลงร่างกายให้เป็นไปตามอุดมคติ มีความเป็นจริงมากยิ่งขึ้นมนุษย์เราแทบทุกคนมีร่างกายสมบูรณ์ที่ถูกประกอบสร้างตั้งแต่เส้นผม-จรดปลายเท้า จะแตกต่างกันไปก็เพราะเรื่องเพศเข้ามาเป็นส่วนสำคัญต่ออวัยวะที่ต้องใช้งานต่างกัน

ในปัจจุบันความต้องการด้านวาทกรรมดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องส่วนบุคคลเท่านั้นแต่ยังส่งผลไปถึงภาพลักษณ์โดยรวมขององค์กรหรือสังคมที่ดีอีกด้วย ซึ่งความขาวนั้นได้ถูกสร้างและผลิตความหมายอยู่ตลอดเวลาจนกลายเป็นภาพตัวแทนที่ชัดเจนของผู้หญิง รวมถึงความนิยมผลิตภัณฑ์ สินค้าและบริการ ที่ไม่เพียงแค่ผู้หญิงหรือกลุ่มที่ให้ความเฉพาะเข้าถึงได้เท่านั้นแต่ยังรวมถึงผู้ชายที่หันมาให้ความสนใจการบำรุงดูแลผิวของตนเองโดยเฉพาะความขาวกระจ่างใสของสีผิวที่ได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น จากสภาวะทางการตลาดในประเภทผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเมื่อปีที่ผ่านมามีการเติบโตขึ้นมากจากปีก่อนๆ อย่างมากทำให้เห็นถึงความนิยมในการดูแลและบำรุงผิวมากขึ้นของคนในปัจจุบัน โดยภาพรวมตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวรวมทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ในช่วงเดือนมกราคมจนถึง เดือนพฤศจิกายน ปี 2554 มีมูลค่ากว่า 7,600 ล้านบาท มีการเติบโต 6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 แบ่งเป็นตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวผู้หญิง กว่า 6,700 ล้านบาท เติบโตเพียง 3% ขณะที่ตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวผู้ชาย มูลค่ากว่า 880 ล้านบาท เติบโตถึง 34% มีการเติบโตทั้งปี มากกว่า 35 หากดูแนวโน้มส่วนแบ่งระหว่างผลิตภัณฑ์บำรุงผิวผู้ชายกับผู้หญิงในช่วงระหว่าง 3 ปีผ่านมา พบว่าผลิตภัณฑ์บำรุงผิวผู้ชายเติบโตขึ้นต่อเนื่อง จากปี 2552 ที่มีสัดส่วนเพียง 7% ของตลาดบำรุงผิวโดยรวม เพิ่มเป็น 9% ในปี 2553 และล่าสุดในปี 2554 เพิ่มเป็น 12% เช่นเดียวกับอัตราการเติบโต โดยเฉพาะในปี 2553 ที่เติบโตถึง 37% ขณะที่ตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวผู้หญิงเติบโตคงที่ (ประชาชาติธุรกิจ. 2555 : ออนไลน์)

ด้วยการสื่อสารของสินค้าและบริการประเภทผลิตภัณฑ์บำรุงดูแลผิวมีกระแสเป็นที่นิยมและมีภาวะการแข่งขันสูงมากขึ้น ทั้งการโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์กระแสหลักและกระแสรอง สื่อตามป้ายโฆษณา สื่อออนไลน์หรืออินเตอร์เน็ต เป็นต้น ทั้งแบรนด์ในระดับที่เป็นที่ยอมรับในตลาดบนจนถึงแบรนด์ในระดับสินค้าโอท็อป อีกทั้งยังมีการผลิตในรูปแบบที่หลากหลายเพื่อง่ายต่อการเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม แต่ละประเภท เช่น แบบทาภายนอก แบบรับประทานทั้งชนิดเม็ดและชนิดน้ำ แบบฉีดเข้าเซลล์ผิวหนัง หรือแม้แต่แบบลอกเซลล์ผิวหนังชั้นนอก เป็นต้น ซึ่งเป็นการยากที่ผู้ศึกษาจะกล่าวถึงประเภทและยี่ห้อของสินค้าและผลิตภัณฑ์ได้หมดทีเดียว เนื่องจากปริมาณที่มีในท้องตลาดเป็นจำนวนมาก ซึ่งปัจจัยหลักของค่านิยมดังกล่าวในปัจจุบันเกิดจากกระแสสังคมวัฒนธรรมการบริโภคนิยมที่ได้เปลี่ยนแปลงระบบความต้องการหลายๆด้านในยุคโลกาภิวัตน์อย่างรวดเร็ว โดยเปลี่ยนทุกอย่างให้กลายเป็นสินค้าโดยมีผลกำไรและรายได้เป็นปัจจัยสูงสุดที่เป็นที่ต้องการภายใต้เศรษฐกิจแบบทุนนิยม ท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายด้วยการแสวงหาอำนาจและโอกาสทางสังคมด้วยหน้าที่การงานตลอดถึงการเป็นเจ้าของครอบครองวัตถุเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการต่อรองทางสังคมเรียกว่า “การบริโภคเชิงสัญญะ” ที่ส่งผลถึงการสร้างตัวตนให้มีอำนาจแห่งความมั่งคั่งด้วยเครื่องหมายหรือสัญญะที่สัมผัสได้ด้วยผัสสะแบบไฮเปอร์เรียล (Hyper Real) มนุษย์จึงถูกผูกติดกับสิ่งของ วัตถุ เครื่องมือ ซึ่งเมื่อเอ่ยถึงภาพรวมแล้วกระแสบริโภคนิยมอาจพูดได้อีกแบบว่า”ลัทธิบริโภคนิยม” ที่ทำให้เกิดความสามารถในการเสพย์ การซื้อ การอุปโภค-บริโภค วัตถุสิ่งของที่จำเป็นและไม่จำเป็นในเวลาเดียวกัน โดยเพิ่มพูนความสามารถในการเข้าถึงสิ่งของอุปโภค-บริโภคต่างๆได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และง่ายดาย โดยมีระดับที่เป็นองค์ประกอบหลักทางวัฒนธรรมการบริโภคหรือรสนิยมเป็นตัวกำหนด ซึ่งกล่าวได้ว่าปัจจุบันหมดยุคของ Mass Media อย่างไร้ซึ่งข้อครหาต่างๆและส่งผ่านไปสู่ยุคแห่งการสื่อสารที่เน้นเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจง และส่งไปจนถึงรากถึงโคนของกลุ่มผู้บริโภค อีกทั้งไม่ใช่เพียงแค่การส่งผ่านจากผู้ผลิตหรือผู้สร้างเพียงทางเดียวเท่านั้นแต่ยังสร้างจินตภาพให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการสร้าง Production ในลักษณะโต้ตอบไปมา (2 Way) ได้อีกด้วย เช่น การส่งรหัสหรืออักษรที่อยู่ภายใต้บรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์เพื่อลุ้นรางวัลและของสมนาคุณ เป็นต้น อาจกล่าวได้ว่าปัจจุบัน Media Text อยุ่ในมือทุกคนอย่างง่ายดายและมีเสรีภาพในการเป็นผู้สร้างวัฒนธรรมขึ้นมาได้ ใช่เพียงแต่เป็นผู้รับจากการส่งมอบเพียงทางเดียว

ปัจจัยด้านสรีระ (Physiological Condition) เป็นสิ่งหนึ่งที่กำหนดพฤติกรรมการซื้อและการใช้ภายใต้ความต้องการทางด้านร่างกายที่เป็นตัวส่งผลให้เกิดความต้องการสินค้าและผลิตภัณฑ์ในการบริโภค เช่น  ความต้องการแว่นสายตาเนื่องมาจากมีสายตายาว เป็นต้น  ลักษณะทางสรีระถูกกำหนดโดยสภาพทางด้านจิตวิทยา (Psychological Condition) ซึ่งเป็นตัวกำหนดความต้องการภายนอกภาวะความจำเป็น เพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจตอบสนองความต้องการในด้านความรู้สึกและมองเห็นคุณค่าที่แอบซ่อนและแน่นอนว่าสภาพจิตใจมีบทบาทสำคัญกว่าสรีระทางกายภาพ เช่น การต้องการน้ำดื่ม โดยทั่วไปก็เพียงแค่ให้ดื่มกระหาย แต่เมื่อมีความต้องการถึงประเภทของน้ำ ยี่ห้อของน้ำ หรือขนาดบรรจุภัณฑ์สิ่งเหล่านั้นจึงจะถูกจัดเป็นความต้องการทางด้านจิตวิทยา ดังนั้นเราจึงเห็นระดับและรูปแบบที่หลากหลายในความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยถูกบ่มเพาะจากสภาวะทางครอบครัว (Family) อันเป็นการปลูกฝังและสร้างประสบการณ์จากบุคคลทั้งลักษณะนิสัยและค่านิยมต่างๆ ซึ่งมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจในการบริโภค เช่น การถูกสอนให้รู้จักประหยัดอดออมไม่ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย รสนิยมและความต้องการบริโภคสินค้าก็เน้นไปในระดับที่ถูกและคุ้มค่ากับการใช้จ่าย เป็นต้น แน่นอนว่าลักษณะทางครอบครัวถูกแวดล้อมโดยสภาวะทางสังคม (Social Group) ที่สร้างกรอบกฏเกณฑ์และบรรทัดฐานประพฤติปฏิบัติอันถูกแบ่งแยกเป็นระดับชนชั้นต่างๆ ซึ่งมีความแตกต่างกันในการเข้าถึงสินค้าและผลิตภัณฑ์ในการบริโภค โดยถูกแบ่งแยกตามระดับต่างๆ เช่น ราคาสินค้า แบรนด์หรือยี่ห้อ สถานที่ เป็นต้น  วัฒนธรรม (Culture) เป็นอิทธิพลอีกประเภทหนึ่งที่ล้อมรอบสภาวะที่กล่าวมาทั้งหมดไว้โดยมีแบบแผนความเหมาะสมและขอบเขตที่ถูกสร้างขึ้นจากบุคคลอันเป็นแนวปฏิบัติตามที่เป็นที่ยอมรับและพึงปฏิบัติในสังคม ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา (ณัฐวดี กิจแสงทอง, 2550: 26-27)

วาทกรรมและค่านิยมเรื่องผิวขาวเป็นอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับการแพร่ขยายออกไปเป็นวัฒนธรรมมวลชนและทวีความนิยมขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความนิยมดังกล่าวได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับวงการต่างๆในสังคม เช่น วงการบันเทิง วงการการเมือง รวมถึงวงการทางการแพทย์ โดยความขาวกระจ่างของสีผิวนั้นสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการงามถูกตีเส้นห่างสวนทางกันเนื่องจาด้วยความทันสมัยของเทคโนโลยีทางการแพทย์ ในการผลิตรูปแบบของยาและวิธีทางการต่างๆในการบริโภค ได้แก่ อาหารเสริมแบบแคปซูลกระตุ้นสีผิวให้ขาว การฉีดกลูตาไธโอนปรับสีผิวให้ขาว การลอกผิวหนังกำพร้าปรับสภาพผิว เป็นต้น ทำให้การปรับเปลี่ยนสีผิวในปัจจุบันเป็นเรื่องที่หลายๆคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย สะดวกและรวดเร็วตามความต้องการ ซึ่งไม่เพียงแค่ให้มีผิวขาวเฉพาะในส่วนที่เราสามารถมองเห็นได้ทั่วไปเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงส่วนดำคล้ำของจุดซ่อนเร้นต่างๆตามร่างกายที่ต้องการปรับให้ขาว เช่น รักแร้, ร่องอก, ปานนม, หัวนม, ร่องก้น, ขาหนีบ เป็นต้น จึงมีผลิตภัณฑ์ทั่วไปตามท้องตลาดทั้งแบบรับประทาน แบบทา แบบพอก แบบขัด ฯลฯ โดยมีการโฆษณาตามสื่อต่างๆ ทั้งสื่อกระแสหลักและกระแสรองมากมาย อีกทั้งมีคุณสมบัติที่โดดเด่น เห็นผลอย่างชัดเจน รวดเร็วและหาซื้อได้อย่างง่ายดาย ทั้งที่ผ่านการรับรองทางการแพทย์และหน่วยงานจากสถาบันต่างๆที่ทำให้ผู้ซื้อเกิดความมั่นใจ รวมถึงหน่วยงานหรือผู้ประกอบการที่ไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานหรือสถาบันใด ซึ่งสิ่งนี้เองทำให้เกิดช่องโหว่ของกลุ่มผู้แสวงหาผลประโยชน์ในการเอารัดเอาเปรียบและกอบโกยผลประโยชน์ได้เป็นอย่างมาก โดยกลุ่มคนดังกล่าวไม่คำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับผู้ใช้ในเวลาต่อมา ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาหรือผลค้างเคียงและเป็นมูลเหตุทำให้เสียชีวิตตามมาภายหลังจากการใช้สินค้าหรือบริการนั้นๆ โดยปัญหาดังกล่าวมีปรากฏให้พบเห็นทั่วไปตามสื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงการขาดจรรยาบรรณ จริยธรรมและวินัยที่ดีในสังคมปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง จึงมีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางหลายท่านออกมาอธิบายและให้ความรู้และย้ำเตือนในการใช้ผลิตภัณฑ์ปรับสภาพผิวให้ขาวเป็นจำนวนมาก โดยอธิบายให้ผู้ใช้ทราบถึงอันตรายของการใช้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความประมาท การขาดประสบการณ์ความรู้ของผู้ใช้และสถานให้บริการ รวมถึงสรรพคุณและความสำคัญในการใช้ยาทางการแพทย์ เป็นต้น

CHAPTER 02 แนวคิดและทฤษฏีที่เกี่ยวข้อง

 

1    แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับวาทกรรม

1.1 ทฤษฎีวาทกรรมและความสัมพันธ์เชิงอำนาจ (Discourse and Power relation)

1.2 ทฤษฎีภาพตัวแทน (Representation)

1.3 แนวคิดเกี่ยวกับร่างกายและอัตลักษณ์ (Body and Identity)

1.4 ทฤษฎีแรงจูงใจของมาสโลว์ (Maslow’s Theory of Motivation)

1.5 แนวคิดเกี่ยวกับการบริโภคนิยมสมัยใหม่ (New Consumerism)

                        2   ทฤษฎี แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับสังคม

                        5.2.1 แนวคิดเรื่องความสวยความงามในบริบทผิวขาว (Popular Culture)

        5.2.2 อุตสาหกรรมความงามในบริบทผิวขาว (Beauty Industry)

        5.2.3 Fashion of White Skin

        3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 

1 แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับวาทกรรม

1.1 ทฤษฎีวาทกรรมและความสัมพันธ์เชิงอำนาจ (Discourse and Power relation)

มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) กล่าวถึงวาทกรรมเชิงอำนาจในลักษณะที่ว่า กรอบควบคุมระเบียบที่ถูกจัดแจงภายใต้กระบวนทัศน์และบริบททางสังคมวัฒนธรรม อันผูกโยงกับวาทกรรมในพื้นที่  (Michel Foucault,ทองกร โภคธรรม, ผู้แปล, 2554: 13-14, 27-28) มีความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และอำนาจที่คนส่วนใหญ่ถูกจัดแจงตัวเองทั้งกระบวนการคิด วิถีปฏิบัติ โดยเป็นการควบคุมผ่านกระบวนการสร้างบรรทัดฐาน หรือคล้ายกับคำว่าระเบียบวินัยในปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่สำคัญของผู้ถือครองอำนาจในการกำกับผู้คน โดยการควบคุมนี้อยู่ในระดับ “จุลภาค” หรือระดับในชีวิตประจำวันที่สามารถซึมผ่านเข้าไปในวัตรปฏิบัติของร่างกายมนุษย์ได้ ซึ่งระบบระเบียบดังกล่าวไม่ได้ผลิตขึ้นเพื่อสร้างมิติด้านความชอบธรรมหรือผลประโยชน์ในวงกว้างแก่สังคม แต่ถูกสร้างเพื่อรับใช้ผลประโยชน์ของผู้ได้เปรียบหรือผู้ครองอำนาจนั่นเอง  สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดข้อแตกต่างและเห็นจุดเด่นชัดของคนชายขอบที่ถูกขับออกจากอำนาจที่เคยมีโดยกำหนดความหมายความหมายเชิงสัญญะให้กับกลุ่มบุคคล ซึ่งจะเห็นได้ว่าวาทกรรมกับอำนาจนั้นสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น การจัดการควบคุม เชิดชักถูกปฏิบัติการจัดพื้นที่ในลักษณะช่องตาราง เพื่อรองรับกระบวนการควบคุมอันเกิดขึ้นจากวาทกรรมที่ว่าด้วยประสิทธิภาพของอนุกรมวิธานหรือการจัดหมวดหมู่อย่างเป็นระเบียบซึ่งสัมพันธ์กับพื้นที่ เวลา สหสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับกิจกรรมอันเป็นวัตรปฏิบัติในวิถีชีวิต

แนวทางที่ฟูโกต์ (Micheal Foucault, 2554:18) ได้แสดงให้เห็นมาโดยตลอดว่า อัตบุคคลเป็นเพียงภาพลวงตา “ผู้กระทำ” แท้จริงแล้วเป็นเพียง “ผู้ถูกกระทำ” เพราะอัตบุคคลนั้นก่อรูปขึ้นด้วยวาทกรรมและปฏิบัติการทางสังคมต่างๆ แต่มาในช่วงหลังๆเขาหันมาสนใจศึกษาวิธีการที่ปัจเจกบุคคลพยายาม “สร้างตัวตน” ของตนเองด้วยตนเอง โดยเริ่มพิจารณาเรื่องนี้ในยุคกรีกและโรมันโบราณ ในสายตาของฟูโกต์เพ่งเล็งไปที่วิถีการทำงานของอำนาจที่ปรากฏออกมาให้เห็นจากการเชื่อมโยงวาทกรรมเข้ากับวัตรปฏิบัติทางสังคม หากจะกล่าวให้ถึงที่สุด (2554:23-24) อำนาจในสังคมแบบสมัยใหม่ตามทัศนะของฟูโกต์ก็มีลักษณะที่ไม่ต่างจากวาทกรรมเท่าใดนัก กล่าวคือ อำนาจทุกชนิดเริ่มต้นด้วยการมีที่มา (เช่น จากรัฐ จากทุน) แต่เมื่อกระบวนการของมันดำเนินไปถึงจุดหนึ่ง อำนาจก็กลายเป็นสิ่งนิรนาม ไม่มีใครเป็นเจ้าของมันอย่างแท้จริง หลังจากที่ไหลลงมาเป็นกระแสใหญ่ในทิศทางเดียว มันก็ไหลเวียนไปมาในทุกทิศทุกทางจนแผ่ซ่านอยู่ในทุกระดับทุกพื้นที่ของสังคมอย่างไม่มีหัวไม่มีหาง อำนาจกลายเป็นเหมือน”โครงสร้าง”อย่างหนึ่งที่เปิดประตูให้ผู้คนอันหลากหลายเข้าไป “สวมบทบาท” เป็นผู้กระทำและผู้ถูกรกะทำวนเวียนสลับกันไป เช่น เป็นหมอ/เป็นคนไข้ เป็นครู/เป็นนักเรียน เป็นตำรวจ/เป็นผู้ร้าย ฯลฯ มิหนำซ้ำ อำนาจก็มิได้เพียงกดขี่ลิดรอนหรือทำลาย หากยังผลิตสร้างสิ่งต่างๆขึ้นมามากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความชอบธรรมหรือไม่เป็นอีกประเด็นหนึ่ง

1.2 ทฤษฎีภาพตัวแทน (Representation)

Stuart Hall กล่าวถึง ทฤษฎีภาพตัวแทน (representation) หมายถึง ปฏิบัติการอันหนึ่งของการประกอบสร้างขึ้นมาใหม่มากกว่าการสะท้อน (act of reconstruction rather than reflection.) ในลักษณะของความเหมือน, ภาพ, แบบจำลองหรือการผลิตซ้ำ (a likeness, picture, model, or other reproduction) ภาพสะท้อนภายใต้สภาวะทางสังคมที่มีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี ถูกสรสร้างขึ้นด้วยเหตุผลหนึ่ง โดยวัตถุประสงค์ที่ยิ่งใหญ่บางอย่างในใจ ดังนั้น มันจึงเป็นปรากฏการณ์บนผิวหน้า หรือความหมายตรง (Denotative meaning)ของภาพ แต่มันยังมีชั้นของความหมายที่ลึกลงไปชั้นหนึ่งด้วย, ความหมายแฝงที่เป็นมายาคตินั่นเองภาพลักษณ์ดังกล่าวได้ถูกประกอบสร้างเพื่อขายสไตล์การใช้ชีวิตที่มีลักษณะเฉพาะบางแบบ ที่เรียกร้องต้องการใช้สินค้าและผลิตภัณฑ์บางอย่างในรายละเอียดควบคู่กันไปด้วย แม้ว่าทั้งหมดนี้จะถูกนำเสนอออกมาอย่างง่ายๆในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้น. เบื้องหลังภาพผู้หญิงบนปกนิตยสาร Cosmopolitan ก็คือ โลกของความเชื่อทั้งหมด รวมไปถึงไอเดีย, ความคิด, คุณค่า, ค่านิยม, พฤติกรรม, และความสัมพันธ์ต่างๆ ซึ่งจะต้องได้รับการถอดรหัส และถูกวางอยู่ที่ธรณีประตูของนายทุนหรือผู้บริหารทางวัฒนธรรม รวมถึงนักสร้างมายาคติ ด้วยเหตุนี้ การศึกษาเชิงวิพากษ์ในวัฒนธรรมศึกษาจึงเข้าใจการเป็นตัวแทนในฐานะที่เป็นปฏิบัติการ เกี่ยวกับการสร้างสรรค์อุดมคติขึ้นมาใหม่ ซึ่งรับใช้ผลประโยชน์เฉพาะบางอย่างของผู้คนเหล่านั้นที่ควบคุมสื่อ

1.3 แนวคิดเกี่ยวกับร่างกายและอัตลักษณ์ (Body and Identity)

แนวคิดและทฤษฏีร่างกาย (อภิญญา เฟื่องฟูสกุล.2543:25) ได้ปรับเปลี่ยนพัฒนาตามยุคสมัยตั้งแต่ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นยุคที่มีการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ ความคิดที่ว่าด้วยความแตกต่างทางชีววิทยาของมนุษย์ยิ่งเพิ่มบทบาทมากขึ้น โดยเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 นี้ การแบ่งแยกโครงสร้างและหน้าที่ระหว่างร่างกายของผู้ชายและผู้หญิงมีความชัดเจนมาก ร่างกายจึงยังคงถูกมองว่าเป็นที่มาของ”อัตลักษณ์”และการแบ่งหน้าที่ในสังคม ส่งผลให้ร่างกายกลายเป็นวัตถุทางการศึกษา เพื่อทำความเข้าใจปัจเจกบุคคลและสังคม

อภิญญา เฟื่องฟูสกุล (2543:1) ได้ให้แนวคิด คำว่า”อัตลักษณ์” ในลักษณะที่ถูกกล่าวถึงควบคู่ไปกับมโนทัศน์อำนาจ, การนิยามความหมาย หรือการสร้างภาพแทน (representation) เมื่อสัมพันธ์กับมโนทัศน์เหล่านั้นอัตลักษณ์ดูจะมีความหมายที่เป็นที่เข้าใจโดยสามัญสำนึกมาก โดยทั่วไปเรามักรู้สึกว่าอัตลักษณ์ของใครหรืออะไรบางอย่างน่าจะหมายถึงคุณสมบัติที่เป็นลักษณะเฉพาะของตัวบุคคลหรือสิ่งนั้น ในพจนานุกรมภาษาไทยอังกฤษ หรืออังกฤษ-ไทย (อ้างในวิทย์ เที่ยงบูรณะธรรม : 1049) คำแปลของ identity คือคำว่า “เอกลักษณ์” ซึ่งตรงกับความหมายของคำนี้ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษ (Oxford Advance Learner’s1973:487;Collins Dictionary 1996) นั่นก็คือสิ่งที่เป็นคุณสมบัติของคนหรือสิ่งหนึ่ง และมีนัยขยายต่อไปว่าเป็นคุณสมบัติเฉพาะของสิ่งนั้น ที่ทำให้สิ่งนั้นโดเด่นขึ้นมาหรือแตกต่างจากสิ่งอื่น ทว่าในแวดวงสังคมศาสตร์ปัจจุบัน ความหมายนี้แปรเปลี่ยนไปแล้ว แนวโน้มทางทฤษฎียุคหลังสมัยใหม่ (Postmodernism) ทำให้เกิดการตั้งคำถามอย่างมากกับวิธีการมองโลกการเข้าถึง”ความจริง”ของสิ่งต่างๆรวมทั้งสิ่งที่เชื่อกันว่าเป็นความจริงที่เป็น”แก่นแกน”ของปัจเจกบุคคล วิธีคิดในกระแสนี้รื้อถอนความเชื่อเกี่ยวกับคุณสมบัติแก่นแกนของปัจเจกภาพ ความเป็นปัจเจกกลายเป็นเรื่องของการนิยามความหมายซึ่งสามารถเลื่อนไหลเปลี่ยนแปรไปได้ตามบริบท มิได้หมายถึงคุณสมบัติเฉพาะตัวอีกต่อไป ดังนั้นคำว่า “อัตลักษณ์” ดูจะเหมาะสมกว่า “เอกลักษณ์” ในความหมาย identity ในยุคปัจจุบัน อีกคำหนึ่งที่เกี่ยวข้องกันคือคำว่า “Personality” หรือบุคลิกภาพมโนทัศน์นี้ใช้กันในสาขาจิตวิทยาและในบางสายของมานุษยวิทยา บุคลิกภาพหมายถึงโครงสร้างหรือการจัดระเบียบของพลังหลายๆชนิดในตัวมนุษย์ บุคลิกภาพมิใช่ตัวพฤติกรรม (behavior) แต่เป็นพลังผลักดันเบื้องหลังพฤติกรรมอีกทีหนึ่งบุคลิกภาพฝังอยู่ข้างในส่วนพฤติกรรมคือสิ่งที่แสดงออกด้านนอกบุคลิกภาพมิได้หมายถึงตัวการตอบสนอง (response) ต่อสิ่งเร้าข้างนอก แต่เป็น”ความพร้อม”หรือ”แนวโน้มที่จะตอบสนองมากกว่า

1.4 ทฤษฎีแรงจูงใจของมาสโลว์ (Maslow’s Theory of Motivation)

ทฤษฎีทั่วไปเกี่ยวกับแรงจูงใจ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปอย่างแพร่หลาย ทฤษฏีดังกล่าวถูกแบ่งออกเป็นหลายประเภท แต่ละประเภทมีพื้นฐานไม่เท่ากัน ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

(ณัฐวดี กิจแสงทอง, 2550: 29-30)

             1. มนุษย์มีความต้องการและเป็นความต้องการที่ไม่มีวันสิ้นสุด เมื่อมีความต้องการใดได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการอย่างอื่นจะเข้ามาแทนที่

             2. ความต้องการที่ไต้รับการตอบสนองแล้ว จะไม่เป็นสิ่งจูงใจของพฤติกรรมอีกต่อไป

             3. ความต้องการของมนุษย์ มีลำดับขั้นตามลำดับความสำคัญ คือ เมื่อความต้องการในระดับต่ำได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการระดับสูงก็จะเรียกร้องให้มีการตอบสนองทันที

จากสมมติฐานดังกล่าวข้างต้น Maslow ได้แบ่งลำดับความต้องการของมนุษย์ไว้ 5 ประการ ดังนี้

             1. ความต้องการพื้นฐานทางร่างกาย (basic physiological needs) เป็นความต้องการพื้นฐาน (ปัจจัย4) ของมนุษย์เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ เช่น เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยอาหาร และยารักษาโรค เป็นต้น

             2. ความต้องการความปลอดภัยและมั่นคง (safety needs) เป็นความต้องการความมั่นคงปลอดภัยทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เช่น ปลอดภัยจากอันตราย มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ฐานะการทำงาน เป็นต้น

             3. ความต้องการทางด้านสังคม (social and belonging needs) เป็นความต้องการที่จะมีส่วนร่วมในสังคม ต้องการความรัก ต้องการเป็นเจ้าของ

             4. ความต้องการได้รับการยกย่องสรรเสริญ (esteem on status needs) เป็นความต้องการให้สังคมยกย่องตนเอง มีคนนับหน้าถือตา มีเกียรติยศชื่อเสียง

             5. ความต้องการที่จะได้รับความสำเร็จในชีวิต (Needs for self-actualization) คือ ต้องการพบความสำเร็จทุกอย่างที่ตนเองใฝ่ฝัน

             ความต้องการทั้ง 5 ประการข้างต้นของ Maslow นี้เรียงลำดับความสำคัญหรือ ความจำเป็นจากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุดเหมือนบันได โดยมีความต้องการทางกายซึ่งเป็นความต้องการส่วนบุคคลของมนุษย์ทุกคนเป็นพื้นฐานขั้นแรกสำหรับความต้องการ ขั้นต่อไป ความต้องการทั้ง 5 นี้จะเป็นอิสระต่อกันและมีความต่อเนื่องเหลื่อมล้ำกันอยู่ เหมือนลูกคลื่น เนื่องจากความต้องการระดับถัดมาอาจเกิดขึ้นก่อนที่ความต้องการขั้นต้น จะได้รับการตอบสนองให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ก่อนก็ได้และบางคนอาจให้ความสำคัญกับ ความต้องการสลับขั้นตอนได้อย่างไรก็ดีปกติแล้วคนทั่วไปจะมีความต้องการขั้นต้นก่อน เมื่อได้รับสนองตอบแล้วจะเกิดความต้องการขั้นถัดไป และไม่จำเป็นว่าทุกคนจะมีความต้องการครบทั้ง 5 ขั้น แต่ความต้องการทั้งหมดเหล่านี้จะมีอยู่ชั่วตลอดชีวิตของบุคคลดังที่ Maslow ได้กล่าวว่า "มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีความต้องการไม่สิ้นสุด เมื่อมนุษย์สนองความต้องการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ปรารถนาไว้แล้ว ความต้องการใน ด้านอื่น ๆ ก็จะปรากฏขึ้นอีก" Maslow, A. H. (1954). Motivation and personality (2nd ed.). New York: Harper & Row.

1.5 แนวคิดเกี่ยวกับการบริโภคนิยมสมัยใหม่ (New Consumerism)

Jean Baudrillard  เห็นว่า ในเศรษฐศาสตร์แบบเดิมนั้น ไม่สามารถอธิบายเรื่องการบริโภค
ในสังคมปัจจุบันได้อย่างเพียงพอ สังคมปัจจุบันได้แปรเปลี่ยนเป็นสังคมแห่งการบริโภคไปแล้ว ในสังคมแห่งการบริโภคนี้ ประโยชน์ใช้สอยถูกทำให้หมดบทบาทลงอย่างสิ้นเชิง ด้วยเรื่องของความแตกต่างและการบริโภคเชิงสัญญะ ซึ่งวัตถุจะถูกกำหนดในฐานะที่เป็นส่วนประกอบในการสร้างบรรยากาศของระบบคุณค่าในสังคมสมัยใหม่ ดังนั้นการอธิบายการบริโภคโดยเศรษฐศาสตร์แบบเดิม จึงไม่เพียงพอในปัจจุบัน แต่การบริโภคจะเป็นปรากฏการณ์ของมิติทางสังคมและวัฒนธรรม Jean Baudrillard  จึงมีความคิดเห็นว่าทฤษฎีเกี่ยวกับวัตถุและการบริโภคในสังคมปัจจุบันไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่าด้วยเรื่องของอรรถประโยชน์ (utility) หรือทฤษฎีแห่งความพึงพอใจ (pleasure) โดยทั่วไป แต่น่าจะวางอยู่บนรากฐานของการสร้างคุณค่าและความหมายของวัตถุที่ถูกสร้างขึ้นมาในสังคม ซึ่งตั้งอยู่บนตรรกะแห่งความแตกต่าง (difference) และเป็นเงื่อนไขที่ทำให้มนุษย์ก้าวเข้าสู่การบริโภคเชิงสัญญะ  การศึกษาวัฒนธรรมการบริโภคของ Baudrillard จึงเน้นประเด็นหลักไปที่ "การบริโภค" เนื่องจากความจริงเกี่ยวกับการบริโภคไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับความรื่นรมย์ หากเป็นหน้าที่หนึ่งของการผลิต ดังนั้นมันจึงไม่ได้เป็นเรื่องของปัจเจก แต่เป็นเรื่องของส่วนรวมโดยตรงทั้งหมด เช่นเดียวกับการผลิตเชิงวัตถุ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เมื่อสินค้าชนิดหนึ่งถูกผลิตขึ้นมา มันย่อมต้องมีคุณค่าทางการใช้สอย ฉะนั้นมันย่อมถูกผลิตซ้ำเพื่อตอบสนองทั้งความต้องการและความจำเป็นต้องใช้ของเรา ดังนั้นการบริโภค คือ ปัจจัยสำคัญที่อยู่ควบคู่กับการผลิตนั่นเอง  Baudrillard นิยามการบริโภคว่า เป็นการกระทำอันเป็นระบบของการจัดการกับสัญญะ (a systematic act of the manipulation of signs) กล่าวคือ ในระบบบริโภคนิยม สินค้าหรือวัตถุไม่ได้หมายถึงแต่ตัวของมันเองอีกต่อไป หากแต่เป็นสัญญะสื่อไปถึงสถานภาพหรือวิถีชีวิตหนึ่ง นอกจากนั้นสินค้าและหน้าที่ในการเป็นสัญญะยังเชื่อมโยงกันในสายสัมพันธ์ที่ไร้ซึ่งเหตุผลหรือกฎเกณฑ์ แต่ถูกทำให้ดูเป็นเรื่องธรรมชาติที่ใครต่อใครก็เห็นพ้องต้องกัน

Baudrillard ได้จัดวางระนาบของคุณค่าทางการใช้สอยและคุณค่าทางการแลกเปลี่ยนใหม่ ด้วยการสอดแทรกระบบสัญญะเข้ามาในการวิเคราะห์การบริโภคที่ความหมายทางสังคมที่ปรากฏอยู่ในสินค้าได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่มาควบคุมการแลกเปลี่ยน ด้วยเหตุนี้ Baudrillard จึงได้จัดวางระนาบความสัมพันธ์ออกเป็น 2 ชุด คือ (1) ระหว่างคุณค่าการแลกเปลี่ยนและคุณค่าการใช้สอย หรือสินค้าที่นำมาแลกเปลี่ยนและประโยชน์ใช้สอยของมัน  (2) ระหว่างรูปลักษณ์ทางสัญญะ และความหมายของสัญญะ  Baudrillard ได้จัดวางคู่ความสัมพันธ์เหล่านี้ใหม่ให้เกี่ยวเนื่องกับสินค้าที่เราบริโภค โดยพิจารณาจาก "หน้าที่ในเชิงช่วงชั้น ระหว่างรูปแบบที่ครอบงำอยู่และรูปแบบที่อ้างอิง (หรือสิ่งที่กล่าวถึง)" ดังนั้นคุณค่าทางการแลกเปลี่ยนกับรูปแบบทางสัญญะจึงเป็นสิ่งเดียวกัน เพราะว่าสิ่งที่เรานำมาแลกเปลี่ยนไม่ใช่ความเป็นวัตถุ (materiality) หรือแรงงานที่ผลิตมันขึ้นมาแล้วให้มูลค่าแก่สินค้านั้นๆ หากขึ้นอยู่กับรูปแบบที่ปรากฏให้เราได้เห็น ในขณะเดียวกันคุณค่าทางการใช้สอยกับความหมายทางสัญญะเทียบเคียงได้ว่าเป็นสิ่งเดียวกัน เพราะมันบ่งบอกถึงสิ่งที่เราตระหนักถึงประโยชน์ที่ได้รับ หรือความหมายที่กำกับสามัญสำนึกของเราว่ามันมีนัยทางสังคมวัฒนธรรมของสินค้า Baudrillard แจงความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกันนี้ว่า จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจถึงระบบตรรกของสินค้า ที่มูลค่าของคุณค่าทางการแลกเปลี่ยนและคุณค่าทางการใช้สอยเป็นตัวบ่งชี้ว่าสินค้าเป็นสินค้าที่มีราคาเพียงใด ในขณะที่ระบบตรรกของสัญญะบ่งบอกรูปลักษณ์ทางสัญญะและความหมายทางสัญญะเป็นตัวบ่งชี้นัยต่างๆ ที่ทำให้เราบริโภคสินค้า

2 ทฤษฎี แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับสังคม

                2.1 แนวคิดเรื่องความสวยความงามในบริบทผิวขาว (Popular Culture)

Burke ได้เสนอว่า ความคิดสมัยใหม่ของวัฒนธรรมประชานิยม (popular culture) ได้ถูกทำให้สัมพันธ์กับรูปแบบต่างๆ ที่เบ่งบานเกี่ยวกับสำนึกของความเป็นชาติในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18, และดำรงอยู่อย่างถาวรในความพยายามโดยผู้มีสติปัญญาทั้งหลาย, ยกตัวอย่างเช่น บรรดานักกวีที่ได้สร้าง popular culture ขึ้นมาในฐานะที่เป็นวัฒนธรรมชาติ แต่อย่างไรก็ตาม ระหว่าง popular culture และ high or learned culture (วัฒนธรรมประชานิยมและวัฒนธรรมชั้นสูงหรือวัฒนธรรมของผู้มีความรู้) นั้น มีความแตกต่างกัน

                พัฒนาการทางความคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมประชานิยม (Popular culture) ได้ถูกนำไปผูกติดกับการต่อสู้แข่งขันเพื่อช่วงชิงความหมายและการตีความซึ่งมีมาก่อนแล้ว และได้กลายเป็นหลักฐานสำคัญในการโต้แย้งกันต่างๆ เกี่ยวกับวัฒนธรรมมวลชน (mass culture) โดยเฉพาะ, เรื่องราวหรือข้อถกเถียงที่สัมพันธ์กัน 3 ประการ ที่สามารถค้นพบได้ในผลงานที่อ้างถึงข้างต้น, ซึ่งเป็นศูนย์กลางของทฤษฎีต่างๆ เกี่ยวกับวัฒนธรรมประชานิยม (popular culture) ในคริสต์ศตวรรษที่ 20

ประการแรก เกี่ยวโยงกับเรื่องที่ว่าใคร หรืออะไรที่มาเป็นตัวกำหนดตัดสิน Popular culture popular culture มาจากไหน มันเกิดขึ้นมาจากตัวของประชาชนเองในฐานะที่เป็นการแสดงออกโดยอัตโนมัติเกี่ยวกับความสนใจ และคุณลักษณะของพวกเขาเองใช่หรือไม่ หรือว่ามันได้ถูกยัดเยียด
จากข้างบนลงล่าง โดยตำแหน่งต่างๆ ที่มีอำนาจเหนือกว่าในฐานะที่เป็นแบบฉบับของการควบคุมทางสังคมและวัฒนธรรมใช่ไหม คำถามต่อมาคือ, popular culture เกิดขึ้นมาจากผู้คนในระดับล่าง, หรือว่ามันมาจากชนชั้นหัวกระทิที่อยู่สูงกว่า

ประการที่สอง เกี่ยวพันกับเรื่องของอิทธิพลในเชิงพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมที่มีต่อวัฒนธรรมประชานิยม(popular culture). การปรากฏตัวขึ้นมาของวัฒนธรรมในในรูปแบบของสินค้าต่างๆ นำมาซึ่งบรรทัดฐานเกี่ยวกับการทำกำไร และการนำออกวางตลาด ที่มาก่อนเรื่องคุณภาพและศิลปะ, ซึ่งหมายถึงความสมบูรณ์แบบและความท้าทายชวนชมใช่หรือไม่ หรือการขยายตัวของตลาดสากลสำหรับ popular culture ได้ทำให้เกิดความมั่นใจว่า จริงๆแล้ว มัน popular ก็เพราะมันทำให้เกิดสินค้าต่างๆ ขึ้นมา ที่ประชาชนต้องการอย่างแท้จริงใช่ไหม อะไรคือชัยชนะเมื่อ popular culture ได้รับการผลิตขึ้นมาในเชิงอุตสาหกรรม และถูกนำออกวางจำหน่ายตามบรรทัดฐานของความเป็นไปของตลาด และผลกำไร - ด้วยเหตุนี้จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า มันเป็นเรื่องเชิงพาณิชย์หรือเรื่องเชิงคุณภาพกันแน่

ประการที่สาม เกี่ยวโยงกับบทบาทอันเป็นอุดมคติของ Popular culture popular culture หรือวัฒนธรรมประชานิยมนั้น ต้องการที่จะปลูกฝังความเชื่อให้กับผู้คน เพื่อให้เกิดการยอมรับมันและยึดมั่นในความคิดและคุณค่าต่างๆ โดยมีความมั่นใจว่ามันจะมีอิทธิพลครอบงำผู้คนทั้งหลายต่อไปในตำแหน่งที่ได้เปรียบกว่า และใครเล่าซึ่งเป็นเป็นผู้ที่มีอำนาจเหนือมัน หรือมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการกบฏและความขัดแย้งต่อระเบียบกฎเกณฑ์ที่แพร่หลายอยู่ในสังคม มันได้แสดงออกถึง, แม้ว่าจะเพียงเล็กน้อย, ในความละเอียดอ่อนและเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นใช่ไหม ซึ่งมันยังห่างไกลจากความสมบูรณ์แบบ วัฒนธรรมประชานิยมเป็นการต่อต้านผู้คนทั้งหลายที่อยู่ในอำนาจ, และพยายามที่จะโค่นล้มความเด่นตระหง่านทางความคิดและการกระทำเหล่านั้นใช่หรือไม่

2.2 อุตสาหกรรมความงามในบริบทผิวขาว (Beauty Industry)

 

โครงสร้างของผิวหนังประกอบด้วยผิวหนังชั้นต่างๆ โดยแบ่งแยกเป็นผิวหนังกำพร้า (Epidermis) ผิวหนังชั้นกลาง (Dermis) และผิวหนังชั้นใน (Subcutis) ซึ่งแต่ละชั้นผิวประกอบด้วยเซลล์จำนวนมาก เช่น

ผิวหนังกำพร้า (Epidermis)

·             Keratinocytes

·             Langerhans Cells

·             Melanocytes

ผิวหนังชั้นกลาง (Dermis) ประกอบด้วย

·             Cells of the dermis

·             Collagen and elastin fibers

·             Blood vessels

·             Nerves and sensory organs

·             Sebaceous glands

·             hairs

·             sweat glands

โดยแต่ละส่วนมีความสำคัญในการปกป้องอันตรายที่จะเข้าสู่ผิวหนังชั้นใน เพื่อรักษาความสมดุลไว้ซึ่งผิวที่ดี เช่น รักษาไว้ซึ่งความชุ่มชื้นของผิวหนัง ควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย ป้องกันการเข้าสู่ผิวหนังชั้นในของเชื้อโรคผ่านรูขุมขน ต่อมไขมัน และต่อมเหงื่อ เป็นต้น

แสงแดดเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นตัวกระตุ้นการผลิตวิตามินดีซึ่งเป็นประโยชน์ในการผลิตฮอร์โมนอันส่งผลต่อโครงสร้างทางด้านร่างกาย ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากในการผลิตสร้างแคลเซียมและการเจริญเติบโตของกระดูก แต่ก็ไม่ควรรับแสงแดดที่ร้อนจัดหรือมีค่ายูวีที่สูงจนเกินไปเพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเซลล์ผิวได้

พืชผัก ผลไม้และสมุนไพรเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีผลต่อป้องกันสภาพผิวจากแสงแดดและปรับเปลี่ยนสภาพผิวให้ขาวเปล่งปลั่งขึ้น ด้วยวีธีการรับประทานก็ดี การนำมาทา ถู หรือพอกไว้ก็ดี  ประเทศไทยเองมีภูมิศาสตร์ที่เอื้อต่อการเพาะปลูกพืชต่างๆ และถูกนำมาใช้ในเรื่องความสวยความงามในบริบทผิวขาวมานานเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ด้วยวิธีการและการหาวัตถุที่หาได้ไม่ยาก เช่น แตงกวา มะเขือเทศสุก ว่านหางจระเข้ บัวบก แครอท รวมถึงผลมะหาดที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่ในปัจจุบัน เป็นต้น

2.3 Fashion of White Skin

ผิวหนังมีหน้าที่ห่อหุ้มอวัยวะภายใน มีกลไกในการป้องกันผิวหนังสูญเสียความชุ่มชื้น ป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย  ควบคุมอุณหภูมิ ควบคุมการซึมผ่านของสารต่างๆ ผ่านโครงสร้างของผิวหนัง รูขุมขน ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ  ผิวพรรณที่ดีควรมีความชุ่มชื้น เต่งตึง ไม่แห้งผาก ผิวพรรณที่แห้งผากจะทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น แก่ก่อนวัย เป็นฝ้า เป็นโรคทางผิวหนังได้ง่าย ซึ่งผิวพรรณจะเต่งตึงได้จาก ๓ องค์ประกอบได้แก่ น้ำ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเซลล์ถึงร้อยละ ๙๕ สารชุ่มชื้นตามธรรมชาติ ซึ่งผิวหนังสร้างขึ้นและ น้ำมัน ซึ่งผิวหนังจะมีกลไกการสูญเสียน้ำโดยมีการสร้างไขมันธรรมชาติปกป้องไม่ให้น้ำระเหยไปจากผิวหนัง (ครีมหรือไขมันตามธรรมชาติไม่ได้ไปเพิ่ม) การล้างหน้าด้วยน้ำร้อน การล้างหน้าบ่อย เกินความจำเป็น การล้างหน้าด้วยสบู่ที่มีความสามารถในการทำความสะอาดสูงๆ ล้วนทำให้ไขมันและสารที่ให้ความชุมชื้นตามธรรมชาติสูญเสียไป              

ผิวพรรณสะท้อนสุขภาพภายใน ความแข็งแรงและกลไกของผิวหนังขึ้นกับเลือด น้ำเหลืองที่มาหล่อ- เลี้ยง ดังนั้น ความเครียด อาหาร การออกกำลังกาย พฤติกรรมสุขภาพ ล้วนแล้วแต่มีผลต่อความงามของผิวพรรณ รวมถึงกรรมพันธุ์ก็มีส่วนสำคัญต่อการเป็นคนผิวแห้ง ผิวมัน ได้เช่นกัน
สมุนไพรที่ใช้เพื่อความงามของผิวหน้า
3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

อุ่นใจ เจียมบูรณะกุล (2547) ได้ศึกษาเรื่องวาทกรรม”ความสวย”อัตลักษณ์วัฒนธรรมการบริโภค ที่มีส่วนในการสร้างความรู้และค่านิยมเรื่องความสวยความงามของผู้หญิงมีมาตั้งแต่สมัยโบราณโดยที่ค่านิยมเรื่องความสวยดังกล่าวถูกผลิตโดยผู้ชายและผู้ที่มีอำนาจในสังคม ซึ่งความสวยงามของผู้หญิงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนา กล่าวคือการมีสถานภาพที่ดีและความสวยงามทางร่างกายเกี่ยวกันกับการสั่งสมบุญมาแต่ชาติก่อน เมื่อประเทศไทยเริ่มปรับเปลี่ยนเข้าสู่ความทันสมัยมากขึ้น สถานภาพและบทบาทของผู้หญิงก็เปลี่ยนแปลงไปโดยอิงกับสังคมตะวันตกมากขึ้น อาทิเช่น การให้การศึกษา การบริโภคสินค้าและการสร้างค่านิยมความสวยความงามทั้งร่างกายและจิตใจ สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนอภาพความทันสมัยผ่านร่างกายผู้หญิงนำมาสู่การบริโภคที่ได้รับอิทธิพลจากการรับสื่อในรูปแบบต่างๆในนามของความรู้

ภายใต้กระบวนการบริโภคความรู้เรื่องการสร้างความสวยในรูปแบบต่างๆ ทั้งความรู้ด้านการดูแลสุขภาพ ร่างกาย การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและการเลือกวิธีการศัลยกรรมความงามเพื่อให้ร่างกายงดงามตามสมัยนิยม อีกทั้งเพื่อการสร้างความเป็นตัวตนหรืออัตลักษณ์เรื่องความงามที่สอดคล้องกับค่านิยมทางสังคม กระบวนการสร้างอัตลักษณ์เกี่ยวพันกับการบริโภคความรู้ที่ได้รับอิทธิพลจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพที่เสนออยู่ในนิตยสาร โดยที่เด็กสาวเหล่านี้เลือกที่จะใช้ทั้งความรู้ วิธีการและผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับตนเองเพื่อสร้างความสวยที่เหมาะกับตนเองในฐานะที่ร่างกายเป็นทุนทางสังคม เพื่อจะได้สถานภาพทางสังคมที่ดี

                อิงอร สุพันธุ์วณิช (2547) มุ่งศึกษาความงามของผิวจากตัวบทวรรณคดีไทย โดยใช้ชื่อว่า “ผ่องผิวผุดผาดเพี้ยงพราวพรรณ: อุดมคติความงามของผิวในวรรณคดีไทย” ซึ่งผลการวิจัยพบว่า ผิวงามตามความคิดของคนไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นคือผิวเหลืองเหมือนทอง นวลเนียนเรืองรองใสสะอาด อ่อนนุ่ม เกลี้ยงเกลาและมีกลิ่นหอม เมื่อได้รับอิทธิพลจากตะวันตก ความคิดเกี่ยวกับความงามของผิวก็เปลี่ยนไปจากสีเหลืองทองไปเป็นสีขาว เพื่อแสดงความทันสมัยและความศิวิไลซ์เหมือนชาวตะวันตก

                อาริยา สาริกะภูติ (2550) ได้วิจัยเรื่อง “สมุนไพรไทยเพื่อผิวขาวและแนวโน้มการตลาด” กล่าวว่าตลาดของเครื่องสำอางเพื่อผิวขาวในเอเชีย เป็นอัตราที่การเจริญเติบสูงและมีศักยภาพสูงมากทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาวจากสารธรรมชาติในประเทศไทยตลาดเครื่องสำอางเพื่อผิวขาวเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงสุดในกลุ่มเครื่องสำอาง โดยมีมูลค่าการตลาดมากกว่า 50% จากมูลค่าตลาดรวมกว่า 30,000 ล้านบาท สมุนไพรเพื่อผิวขาวในรายงานฉบับนี้ เป็นสมุนไพรที่มีจำหน่ายในเชิงพาณิชย์และประสบความสำเร็จในตลาดผู้บริโภคมาแล้วระดับหนึ่ง จำนวน 20 ชนิด ได้แก่ หม่อน มะหาด ปอสา เมล็ดลำไย สาเก มะขามป้อม กวาวเครือ ขมิ้นชัน ชะเอมเทศ ทับทิม ทานาคา มะละกอ เมล็ดลิ้นจี่ ชุมเห็นเทศ บอระเพ็ด ว่านชักมดลูก ชาเขียว มะขาม มะพร้าวและน้ำยางพารา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสมุนไพรอย่างมีศักยภาพในการทำตลาดโลกทั้งสิ้น เนื่องจากสมุนไพรแต่ละชนิดที่กล่าวมา ยังใหม่มากในตลาดโลก เปิดโอกาสให้นักธุรกิจ นักการตลาดและนักวิจัยได้ค้นคว้า ปรับปรุง พัฒนาออกมาเป็นผลิตภัณฑ์นานาชนิดเพื่อนำรายได้เข้าสู่ประเทศไทยต่อไป

ณัฐวดี กิจแสงทอง (2550) ได้ทำวิจัยในเรื่องปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาวของกลุ่มวัยรุ่นในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยได้กล่าวไว้ว่า เพื่อศึกษาปัจจัยที่ใช้ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาวในกลุ่มวัยรุ่นโดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลจากตัวอย่างที่มีอายุ 15-18 ปีจำนวน 400 คน ซึ่งผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นนักเรียนหญิงอายุ 17 ปีกำลังศึกษาอยู่ในมัธยมศึกษาตอนปลายและมีรายได้เฉลี่ยที่ได้รับจากผู้ปกครองต่อเดือนต่ำกว่า 3,000 บาท มีการใช้ปัจจัยในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาวในด้านส่วนผสมทางการตลาดโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านที่ใช้มากที่สุดคือ ด้านผลิตภัณฑ์ซึ่งข้อที่ใช้มากที่สุดคือผลิตภัณฑ์มีมาตรฐานได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ ใช้แล้วไม่เกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองรองลงมาคือด้านการส่งเสริมทางการตลาดโดยส่วนใหญ่จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่สามารถพบเห็นได้บ่อยจากการโฆษณา ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายโดยจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ในสถานที่ที่มีผลิตภัณฑ์ให้เลือกหลากหลาย ทำให้สามารถเลือกซื้อและเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ได้มากที่สุด และด้านราคาโดยส่วนใหญ่จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูงเพราะเชื่อว่าจะมีคุณภาพดีกว่าผลิตภัณฑ์ที่มีราคาถูกกว่าผลการเปรียบเทียบการใช้ปัจจัยพบว่า เพศหญิงจะมีการใช้ปัจจัยทางด้านผลิตภัณฑ์มากกว่าเพศชายผู้ที่มีการศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจะมีการใช้ปัจจัยทุกด้านแตกต่างจากผู้ที่มีการศึกษาอยู่ในระดับอื่นๆและกลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้เฉลี่ยที่ได้รับจากผู้ปกครองต่อเดือนมากกว่า ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในด้านผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ต้องการให้ผลิตภัณฑ์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้เหมาะกับทุกสภาพผิว ด้านราคาส่วนใหญ่ต้องการให้ผลิตภัณฑ์มีราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ส่วนใหญ่ต้องการให้ผลิตภัณฑ์มีการวางจำ

APPENDIX



created by Z Axis IT Solution