Discourse of Skin

Design Lab Projects 2

Chawagun Panyawong | MY LAB PROJECTS | Master Programme | 2013

เมื่อกล่าวถึงสีผิวขาวนวล เปล่งปลั่ง สุขภาพดี ไร้มัวหมองนั้น คงไม่มีใครปฏิเสธถึงความต้องการครอบครองความโดดเด่น สะดุดตาอันเป็นที่ยอมรับในปัจจุบันได้ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ล้วนถูกนิยามในบริบททางสังคมถึงความสวยงามอันเป็นค่านิยมโดยเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายและได้รับความนิยมอย่างอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ความขาวของสีผิวนั้นเป็นสับเซตอย่างหนึ่งภายใต้กระบวนคิดด้านความสวยความงามอันเป็นอุดมการณ์ภายใต้การผลิตความหมายผ่านมายาคติเชิงอำนาจที่เรียกว่า “อุดมคติ” ในการสร้างกรอบกฎเกณฑ์มาตรฐานด้านความสวยความงามที่เหมาะสมพอดี โดยมีความแตกต่างอย่างหลากหลายในการให้คุณค่าและความหมาย ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสังคมและวัฒนธรรมที่เป็นตัวแปรควบคุมในแต่ละพื้นที่ แต่ละเวลา วาทกรรมอำนาจและอิทธิพลด้านต่างๆ จึงเป็นตัวกำหนดให้เกิดการปรับเปลี่ยนสภาพผิวภายใต้เงื่อนไขด้านประวัติศาสตร์ สื่อสมัยใหม่ ค่านิยม ฯลฯ โดยมีเหตุปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อแนวคิด, เจตคติ, ทัศนคติ, มุมมอง ฯลฯ อันเป็นพื้นฐานต่อระบบคิดของคนในสังคม

CHAPTER 01 บทที่ 1

 

เมื่อกล่าวถึงสีผิวขาวนวล เปล่งปลั่ง สุขภาพดี ไร้มัวหมองนั้น คงไม่มีใครปฏิเสธถึงความต้องการครอบครองความโดดเด่น สะดุดตาอันเป็นที่ยอมรับในปัจจุบันได้ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ล้วนถูกนิยามในบริบททางสังคมถึงความสวยงามอันเป็นค่านิยมโดยเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายและได้รับความนิยมอย่างอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ความขาวของสีผิวนั้นเป็นสับเซตอย่างหนึ่งภายใต้กระบวนคิดด้านความสวยความงามอันเป็นอุดมการณ์ภายใต้การผลิตความหมายผ่านมายาคติเชิงอำนาจที่เรียกว่า “อุดมคติ” ในการสร้างกรอบกฎเกณฑ์มาตรฐานด้านความสวยความงามที่เหมาะสมพอดี โดยมีความแตกต่างอย่างหลากหลายในการให้คุณค่าและความหมาย ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสังคมและวัฒนธรรมที่เป็นตัวแปรควบคุมในแต่ละพื้นที่ แต่ละเวลา วาทกรรมอำนาจและอิทธิพลด้านต่างๆ จึงเป็นตัวกำหนดให้เกิดการปรับเปลี่ยนสภาพผิวภายใต้เงื่อนไขด้านประวัติศาสตร์ สื่อสมัยใหม่ ค่านิยม ฯลฯ โดยมีเหตุปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อแนวคิด, เจตคติ, ทัศนคติ, มุมมอง ฯลฯ อันเป็นพื้นฐานต่อระบบคิดของคนในสังคม

ความแตกต่างทางด้านสรีระอันถูกกำหนดโดยกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติเป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวกำหนดความเชื่อในอดีตอันมีร่างกายเป็นส่วนสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งเชื่อว่าผู้หญิงมีศักยภาพทางด้านความคิด สติปัญญา ความถนัด จิตใจและอารมณ์ที่ด้อยกว่าผู้ชายและเป็นเหตุผลที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น การใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลในการแก้ไขและตัดสินปัญหา, ผู้หญิงไม่เก่งคณิตศาสตร์ ไม่เก่งด้านวิทยาศาสตร์ ไม่สามารถคิดประเด็นที่ซับซ้อนได้หรือนอกเหนือจากประสบการณ์ของตนเองได้ เป็นต้น ผู้หญิงในสมัยก่อนจึงถูกกำหนดให้มีสถานะหลักในความเป็นภรรยาและความเป็นแม่ ซึ่งทำให้นักสตรีนิยมหลายท่านออกมาแสดงความคิดเห็นและเรียกร้องถึงสิทธิสตรีอันเกิดขึ้นจากความไม่เท่าเทียมในสังคมโดยมีแนวคิดที่สอดคล้องกับประโยคที่ว่า “ผู้หญิงไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นผู้หญิง แต่ผู้หญิงถูกทำให้เป็นผู้หญิง”

อุดมการณ์ในการผลิตระบบโครงสร้างทางสังคมหรือวิถีปฏิบัติอันมีความเลื่อมล้ำทางเพศสภาพนั้น นับได้ว่าเป็นสิ่งที่กำหนดบทบาทและสถานภาพในสังคมของฝ่ายที่ด้อยกว่าอย่างชัดเจน  (อุ่นใจ เจียมบูรณะกุล, 2547: 3-4, 16-17) เมื่อผู้หญิงไม่มีโอกาสเท่าเทียมกับผู้ชายในด้านบทบาททางสังคมและต้องพึ่งพาผู้ชายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงให้ความสนใจกับการปรุงแต่งและปรับเปลี่ยนร่างกายภายใต้การผลิตความสวยความงาม ซึ่งเป็นการพันธนาการหรือครอบงำผ่านมายาคติโดยสังคมชายเป็นใหญ่หรือปิตาธิปไตย (Patriarchy) อันได้แก่แบบแผนพฤติกรรมทางเพศและความปรารถนาทางเรือนร่างที่สร้างความพึงพอใจหลากหลายภายใต้ความสัมพันธ์ทางประเวณีและการต่อรองทางเพศ เช่น ผู้ชายชอบผู้หญิงผอมบาง ผู้ชายชอบผู้หญิงขาวเนียน เป็นต้น ทำให้เกิดกระบวนการกลายเป็นสินค้าของความสัมพันธ์ทางเพศหรือประเวณีที่ซึ่งหากินกับความปรารถนาทางร่างกายในฐานะที่เป็นร่างบริโภคและร่างที่ถูกบริโภค อันสอดคล้องกับวิถีการมองร่างกายของ Rudofsky ที่มองเห็นถึง “ความเป็นวัตถุดิบก่อนการเกิดผลงานสร้างสรรค์ทางเรือนร่างของมนุษย์” ที่ยังสร้างไม่เสร็จเรียบร้อยเป็นเพียงแค่หน่วยหรือจุลที่ต้องถูกพัฒนาต่อให้สมบูรณ์ด้วยการปรับแต่ง เปลี่ยนแปลงให้ได้รับการยอมรับและสร้างโอกาสที่มากกว่าจากสภาวะเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม ที่แพร่กระจายอำนาจภายใต้กรอบระเบียบกฎเกณฑ์ในแต่ละพื้นที่ แต่ละเวลา ร่างกายจึงเปรียบเหมือนกับโครงการร่างกาย (body project) ที่อยู่ในภาวะของการกำลังกลายเป็นสิ่งอื่น ที่ไม่มีวันจบสิ้น จึงเกิดวิถีการลงทุนในร่างกายซึ่งเป็นวิถีทางหนึ่งในการสร้างตัวตนของเจ้าของร่างกาย ทำให้ตระหนักถึงความสามารถในการควบคุมร่างกายของตน ในการสามารถจัดการบางอย่างกับขนาด รูปทรงและรูปลักษณ์ของร่างกายได้ โครงการร่างกายจึงเป็นไปเพื่อทำให้ร่างกายสอดรับกับจินตนาการและความต้องการจากความคาดหวังทางสังคมมากกว่าที่จะแสดงออกถึงความเป็นปัจเจกบุคคลของตน โดยแนวคิดในการจัดการกับร่างกาย (Macdonald, 1995: 192. อ้างในโกสุม โอมพรนุวัฒน์, 2555: ออนไลน์) เป็นการนำภาพในอุตคติของร่างที่ปรากฏอยู่ในภาพตัวแทนต่างๆมาสู่การปฏิบัติจริง ที่ทำให้ผู้หญิงล้วนแต่เข้าไปมีส่วนร่วมในระบบการสร้างความหมายให้โต้ตอบกลับกับสื่อต่างๆแวดล้อม ยิ่งถ้าผู้หญิงลงทุนกับร่างกายอันเป็นเครื่องหมายในการแสดงอัตลักษณ์มากเท่าใด ยิ่งทำให้ภาพตัวแทนมีความสำคัญต่อการนิยามความหมายในความเป็นหญิงมากเท่านั้น  ทำให้เรื่องความสวยความงามเป็นเพียงมายาคติที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสและให้คุณค่าเพียงการมองเท่านั้น ผู้หญิงจึงแสวงค่าคุณค่าของการมองผ่านให้เกิดความน่าสนใจต่อเรือนร่างที่ไร้ซึ่งการสร้างสรรค์หรือวัตถุดิบ เปลี่ยนเป็นร่างกายอันถูกรังสรรค์ ผู้หญิงจึงตกอยู่ในวัตถุแห่งการเอารัดเอาเปรียบคล้ายกับหลุมพรางที่ถูกขุดไว้ด้วยระบบความคิดของปิตาธิปไตยและผู้หญิงก็ยินดีที่จะถูกสิ่งต่างๆเหล่านั้นครอบงำเช่นกัน ดังนั้นแล้วการตกแต่ง ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงร่างกายจึงเป็นการบ่งชี้ถึงอัตบุคคลผ่านความหมายเชิงสัญญะโดยมีนัยแฝงภายใต้แนวความคิดที่มีเงื่อนไขปัจจัยด้านอำนาจเป็นตัวควบคุม

                บรรทัดฐานการมีผิวขาวในสังคมไทยเป็นอุดมคติในรูปแบบความสวยความงามอย่างหนึ่งที่ได้รับการยอมรับและถูกผลิตซ้ำวาทกรรมมานับหลายพันปีโดยส่งผ่านทางวัฒนธรรมข้ามชาติอันเกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์เชิงแนวคิดที่ไม่เพียงแต่ผูกโยงกันกับความสวยความงามเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวโยงถึงการช่วงชิงอำนาจ การต่อสู้ การเอารัดเอาเปรียบ การดูถูก การผลิตสัญญะเชิงอำนาจในการกำหนดวิถีชีวิต (ดูบทที่ 2) เป็นต้น ด้วยการนิยามความขาวไว้กับชนชั้นสูงอันได้รับการคุ้มครองจากการตกเป็นผู้ใช้แรงงาน (hegemony) การบ่งบอกถึงชนชั้น เชื้อชาติทางสังคม ซึ่งในสังคมไทยความต้องการในการครอบครองวาทกรรมดังกล่าวเป็นที่ต้องการอย่างชัดเจนและแพร่หลายมานับหลายร้อยปี โดยปรากฏหลักฐานในด้านวรรณดคีและวรรณกรรมที่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เช่น สังข์ทอง อิเหนา ไตรภูมิพระร่วง เวสสันดรชาดก เป็นต้น ซึ่งในอดีตจนถึงปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวถูกเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องต่อพื้นที่และช่วงเวลาด้วยเหตุผลโดยส่งผลต่อการครอบครองอำนาจในเชิงอัตลักษณ์และภาพตัวแทนในตัวบุคคล (โกสุม โอมพรนุวัฒน์, 2555: ออนไลน์)

เนื้อหาทั้งหมดที่กล่าวมามีความสอดคล้องกับวาทกรรมเชิงอำนาจอันส่งทอดให้กับบุคคลและการสะท้อนออกมาจากตัวตนระหว่างกัน (FeedBack) กับภาวะที่เป็นปัจจัยส่งผลภายนอก ทำให้สามารถลำดับโครงสร้างอันอยู่ภายใต้กรอบทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม ดังนี้

เมื่อสังคมมีภาวะการแข่งขันสูงรวมถึงปริมาณของามโดดเด่น ห้กับตนเองคัญไม่แพ้เรื่องอื่นๆ อาจเพราะช่วยส่งเสริมอัตลักษณ์ของตนเอง การสร้างโอกาสที่มากกว่าหรืออำนาจในการได้มาซึ่ผู้คนที่มีจำนวนมากขึ้นคนส่วนใหญ่ก็ต้องรู้จักการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยและสร้างอำนาจให้กับตนเองโดยการทำให้มีความโดดเด่นเป็นที่น่าจดจำและมีความแตกต่างที่เด่นชัดกว่าบุคคลอื่นๆ ซึ่งอาจสร้างความสามารถด้านการทำงาน ความสามารถในการแสดงออกหรือแม้กระทั่งความสามารถในการพัฒนาด้านบุคลิกภาพ ซึ่งตรงกับทฤษฏีของอับราฮัม มาสโลว์ (Abraham Maslow) ที่กล่าวถึงลำดับความต้องการของมนุษย์ (hierarchy of need) มนุษย์มีความต้องการเป็นพื้นฐานในการพัฒนาและดำรงชีวิต โดยหนึ่งในนั้นคือความต้องมีประสบความสำเร็จส่วนตัว โดยอธิบายว่ามนุษย์ทุกคนมีความทะเยอทะยานในตัวตนที่ได้ตั้งเป้าหมายล่วงหน้าไว้เพื่อไปให้ถึงดังคำพูดที่ว่า “ฝันให้ไกล ไปให้ถึง” โดยมีพื้นฐานส่งผลกับความต้องการความภาคภูมิใจและความเชื่อมั่นในตนเองต่อภาพลักษณ์และความเป็นตัวตน ซึ่งลักษณะดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดของบูร์ดิเยอ (Pierre Bourdieu) โดยมองว่า “มนุษย์ใช้ทรัพยากรทางวัฒนธรรมเป็นทุนในการดิ้นรนต่อสู้แข่งขัน เอาชนะ เพื่อผลิตซ้ำความแตกต่างทางชนชั้นโดยมิให้ผู้ถูกครอบงำทันสำนึกหรือรู้ตัว โดยผ่านระบบสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม (Symbolic System) ไม่ว่าจะเป็น รสนิยม ความคิด ความเชื่อ หรือปฏิบัติการทั้งหมดเหล่านี้ ล้วนทำหน้าที่ในการผลิตซ้ำความแตกต่างทางสังคม (Social Distinction) ทั้งสิ้น” มาก ร่างกายจึงยังคงถูกมองว่าเป็นที่มาของ”อัตลักษณ์”และการแบ่งหน้าที่ในสังคม ส่งผลให้ร่างกายกลายเป็นวัตถุทางการศึกษา เพื่อทำความเข้าใจปัจเจกบุคคลและสังคม เมื่อเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้มีการพัฒนาก้าวหน้าขึ้นตามลำดับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 ทำให้ความเชื่อมต่อความคิดและค่านิยมในเรื่องการเปลี่ยนแปลงร่างกายให้เป็นไปตามอุดมคติ มีความเป็นจริงมากยิ่งขึ้นมนุษย์เราแทบทุกคนมีร่างกายสมบูรณ์ที่ถูกประกอบสร้างตั้งแต่เส้นผม-จรดปลายเท้า จะแตกต่างกันไปก็เพราะเรื่องเพศเข้ามาเป็นส่วนสำคัญต่ออวัยวะที่ต้องใช้งานต่างกัน

ในปัจจุบันความต้องการด้านวาทกรรมดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องส่วนบุคคลเท่านั้นแต่ยังส่งผลไปถึงภาพลักษณ์โดยรวมขององค์กรหรือสังคมที่ดีอีกด้วย ซึ่งความขาวนั้นได้ถูกสร้างและผลิตความหมายอยู่ตลอดเวลาจนกลายเป็นภาพตัวแทนที่ชัดเจนของผู้หญิง รวมถึงความนิยมผลิตภัณฑ์ สินค้าและบริการ ที่ไม่เพียงแค่ผู้หญิงหรือกลุ่มที่ให้ความเฉพาะเข้าถึงได้เท่านั้นแต่ยังรวมถึงผู้ชายที่หันมาให้ความสนใจการบำรุงดูแลผิวของตนเองโดยเฉพาะความขาวกระจ่างใสของสีผิวที่ได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น จากสภาวะทางการตลาดในประเภทผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเมื่อปีที่ผ่านมามีการเติบโตขึ้นมากจากปีก่อนๆ อย่างมากทำให้เห็นถึงความนิยมในการดูแลและบำรุงผิวมากขึ้นของคนในปัจจุบัน โดยภาพรวมตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวรวมทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ในช่วงเดือนมกราคมจนถึง เดือนพฤศจิกายน ปี 2554 มีมูลค่ากว่า 7,600 ล้านบาท มีการเติบโต 6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 แบ่งเป็นตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวผู้หญิง กว่า 6,700 ล้านบาท เติบโตเพียง 3% ขณะที่ตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวผู้ชาย มูลค่ากว่า 880 ล้านบาท เติบโตถึง 34% มีการเติบโตทั้งปี มากกว่า 35 หากดูแนวโน้มส่วนแบ่งระหว่างผลิตภัณฑ์บำรุงผิวผู้ชายกับผู้หญิงในช่วงระหว่าง 3 ปีผ่านมา พบว่าผลิตภัณฑ์บำรุงผิวผู้ชายเติบโตขึ้นต่อเนื่อง จากปี 2552 ที่มีสัดส่วนเพียง 7% ของตลาดบำรุงผิวโดยรวม เพิ่มเป็น 9% ในปี 2553 และล่าสุดในปี 2554 เพิ่มเป็น 12% เช่นเดียวกับอัตราการเติบโต โดยเฉพาะในปี 2553 ที่เติบโตถึง 37% ขณะที่ตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวผู้หญิงเติบโตคงที่ (ประชาชาติธุรกิจ. 2555 : ออนไลน์)

ด้วยการสื่อสารของสินค้าและบริการประเภทผลิตภัณฑ์บำรุงดูแลผิวมีกระแสเป็นที่นิยมและมีภาวะการแข่งขันสูงมากขึ้น ทั้งการโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์กระแสหลักและกระแสรอง สื่อตามป้ายโฆษณา สื่อออนไลน์หรืออินเตอร์เน็ต เป็นต้น ทั้งแบรนด์ในระดับที่เป็นที่ยอมรับในตลาดบนจนถึงแบรนด์ในระดับสินค้าโอท็อป อีกทั้งยังมีการผลิตในรูปแบบที่หลากหลายเพื่อง่ายต่อการเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม แต่ละประเภท เช่น แบบทาภายนอก แบบรับประทานทั้งชนิดเม็ดและชนิดน้ำ แบบฉีดเข้าเซลล์ผิวหนัง หรือแม้แต่แบบลอกเซลล์ผิวหนังชั้นนอก เป็นต้น ซึ่งเป็นการยากที่ผู้ศึกษาจะกล่าวถึงประเภทและยี่ห้อของสินค้าและผลิตภัณฑ์ได้หมดทีเดียว เนื่องจากปริมาณที่มีในท้องตลาดเป็นจำนวนมาก ซึ่งปัจจัยหลักของค่านิยมดังกล่าวในปัจจุบันเกิดจากกระแสสังคมวัฒนธรรมการบริโภคนิยมที่ได้เปลี่ยนแปลงระบบความต้องการหลายๆด้านในยุคโลกาภิวัตน์อย่างรวดเร็ว โดยเปลี่ยนทุกอย่างให้กลายเป็นสินค้าโดยมีผลกำไรและรายได้เป็นปัจจัยสูงสุดที่เป็นที่ต้องการภายใต้เศรษฐกิจแบบทุนนิยม ท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายด้วยการแสวงหาอำนาจและโอกาสทางสังคมด้วยหน้าที่การงานตลอดถึงการเป็นเจ้าของครอบครองวัตถุเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการต่อรองทางสังคมเรียกว่า “การบริโภคเชิงสัญญะ” ที่ส่งผลถึงการสร้างตัวตนให้มีอำนาจแห่งความมั่งคั่งด้วยเครื่องหมายหรือสัญญะที่สัมผัสได้ด้วยผัสสะแบบไฮเปอร์เรียล (Hyper Real) มนุษย์จึงถูกผูกติดกับสิ่งของ วัตถุ เครื่องมือ ซึ่งเมื่อเอ่ยถึงภาพรวมแล้วกระแสบริโภคนิยมอาจพูดได้อีกแบบว่า”ลัทธิบริโภคนิยม” ที่ทำให้เกิดความสามารถในการเสพย์ การซื้อ การอุปโภค-บริโภค วัตถุสิ่งของที่จำเป็นและไม่จำเป็นในเวลาเดียวกัน โดยเพิ่มพูนความสามารถในการเข้าถึงสิ่งของอุปโภค-บริโภคต่างๆได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และง่ายดาย โดยมีระดับที่เป็นองค์ประกอบหลักทางวัฒนธรรมการบริโภคหรือรสนิยมเป็นตัวกำหนด ซึ่งกล่าวได้ว่าปัจจุบันหมดยุคของ Mass Media อย่างไร้ซึ่งข้อครหาต่างๆและส่งผ่านไปสู่ยุคแห่งการสื่อสารที่เน้นเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจง และส่งไปจนถึงรากถึงโคนของกลุ่มผู้บริโภค อีกทั้งไม่ใช่เพียงแค่การส่งผ่านจากผู้ผลิตหรือผู้สร้างเพียงทางเดียวเท่านั้นแต่ยังสร้างจินตภาพให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการสร้าง Production ในลักษณะโต้ตอบไปมา (2 Way) ได้อีกด้วย เช่น การส่งรหัสหรืออักษรที่อยู่ภายใต้บรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์เพื่อลุ้นรางวัลและของสมนาคุณ เป็นต้น อาจกล่าวได้ว่าปัจจุบัน Media Text อยุ่ในมือทุกคนอย่างง่ายดายและมีเสรีภาพในการเป็นผู้สร้างวัฒนธรรมขึ้นมาได้ ใช่เพียงแต่เป็นผู้รับจากการส่งมอบเพียงทางเดียว

ปัจจัยด้านสรีระ (Physiological Condition) เป็นสิ่งหนึ่งที่กำหนดพฤติกรรมการซื้อและการใช้ภายใต้ความต้องการทางด้านร่างกายที่เป็นตัวส่งผลให้เกิดความต้องการสินค้าและผลิตภัณฑ์ในการบริโภค เช่น  ความต้องการแว่นสายตาเนื่องมาจากมีสายตายาว เป็นต้น  ลักษณะทางสรีระถูกกำหนดโดยสภาพทางด้านจิตวิทยา (Psychological Condition) ซึ่งเป็นตัวกำหนดความต้องการภายนอกภาวะความจำเป็น เพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจตอบสนองความต้องการในด้านความรู้สึกและมองเห็นคุณค่าที่แอบซ่อนและแน่นอนว่าสภาพจิตใจมีบทบาทสำคัญกว่าสรีระทางกายภาพ เช่น การต้องการน้ำดื่ม โดยทั่วไปก็เพียงแค่ให้ดื่มกระหาย แต่เมื่อมีความต้องการถึงประเภทของน้ำ ยี่ห้อของน้ำ หรือขนาดบรรจุภัณฑ์สิ่งเหล่านั้นจึงจะถูกจัดเป็นความต้องการทางด้านจิตวิทยา ดังนั้นเราจึงเห็นระดับและรูปแบบที่หลากหลายในความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยถูกบ่มเพาะจากสภาวะทางครอบครัว (Family) อันเป็นการปลูกฝังและสร้างประสบการณ์จากบุคคลทั้งลักษณะนิสัยและค่านิยมต่างๆ ซึ่งมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจในการบริโภค เช่น การถูกสอนให้รู้จักประหยัดอดออมไม่ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย รสนิยมและความต้องการบริโภคสินค้าก็เน้นไปในระดับที่ถูกและคุ้มค่ากับการใช้จ่าย เป็นต้น แน่นอนว่าลักษณะทางครอบครัวถูกแวดล้อมโดยสภาวะทางสังคม (Social Group) ที่สร้างกรอบกฏเกณฑ์และบรรทัดฐานประพฤติปฏิบัติอันถูกแบ่งแยกเป็นระดับชนชั้นต่างๆ ซึ่งมีความแตกต่างกันในการเข้าถึงสินค้าและผลิตภัณฑ์ในการบริโภค โดยถูกแบ่งแยกตามระดับต่างๆ เช่น ราคาสินค้า แบรนด์หรือยี่ห้อ สถานที่ เป็นต้น  วัฒนธรรม (Culture) เป็นอิทธิพลอีกประเภทหนึ่งที่ล้อมรอบสภาวะที่กล่าวมาทั้งหมดไว้โดยมีแบบแผนความเหมาะสมและขอบเขตที่ถูกสร้างขึ้นจากบุคคลอันเป็นแนวปฏิบัติตามที่เป็นที่ยอมรับและพึงปฏิบัติในสังคม ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา (ณัฐวดี กิจแสงทอง, 2550: 26-27)

วาทกรรมและค่านิยมเรื่องผิวขาวเป็นอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับการแพร่ขยายออกไปเป็นวัฒนธรรมมวลชนและทวีความนิยมขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความนิยมดังกล่าวได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับวงการต่างๆในสังคม เช่น วงการบันเทิง วงการการเมือง รวมถึงวงการทางการแพทย์ โดยความขาวกระจ่างของสีผิวนั้นสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการงามถูกตีเส้นห่างสวนทางกันเนื่องจาด้วยความทันสมัยของเทคโนโลยีทางการแพทย์ ในการผลิตรูปแบบของยาและวิธีทางการต่างๆในการบริโภค ได้แก่ อาหารเสริมแบบแคปซูลกระตุ้นสีผิวให้ขาว การฉีดกลูตาไธโอนปรับสีผิวให้ขาว การลอกผิวหนังกำพร้าปรับสภาพผิว เป็นต้น ทำให้การปรับเปลี่ยนสีผิวในปัจจุบันเป็นเรื่องที่หลายๆคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย สะดวกและรวดเร็วตามความต้องการ ซึ่งไม่เพียงแค่ให้มีผิวขาวเฉพาะในส่วนที่เราสามารถมองเห็นได้ทั่วไปเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงส่วนดำคล้ำของจุดซ่อนเร้นต่างๆตามร่างกายที่ต้องการปรับให้ขาว เช่น รักแร้, ร่องอก, ปานนม, หัวนม, ร่องก้น, ขาหนีบ เป็นต้น จึงมีผลิตภัณฑ์ทั่วไปตามท้องตลาดทั้งแบบรับประทาน แบบทา แบบพอก แบบขัด ฯลฯ โดยมีการโฆษณาตามสื่อต่างๆ ทั้งสื่อกระแสหลักและกระแสรองมากมาย อีกทั้งมีคุณสมบัติที่โดดเด่น เห็นผลอย่างชัดเจน รวดเร็วและหาซื้อได้อย่างง่ายดาย ทั้งที่ผ่านการรับรองทางการแพทย์และหน่วยงานจากสถาบันต่างๆที่ทำให้ผู้ซื้อเกิดความมั่นใจ รวมถึงหน่วยงานหรือผู้ประกอบการที่ไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานหรือสถาบันใด ซึ่งสิ่งนี้เองทำให้เกิดช่องโหว่ของกลุ่มผู้แสวงหาผลประโยชน์ในการเอารัดเอาเปรียบและกอบโกยผลประโยชน์ได้เป็นอย่างมาก โดยกลุ่มคนดังกล่าวไม่คำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับผู้ใช้ในเวลาต่อมา ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาหรือผลค้างเคียงและเป็นมูลเหตุทำให้เสียชีวิตตามมาภายหลังจากการใช้สินค้าหรือบริการนั้นๆ โดยปัญหาดังกล่าวมีปรากฏให้พบเห็นทั่วไปตามสื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงการขาดจรรยาบรรณ จริยธรรมและวินัยที่ดีในสังคมปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง จึงมีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางหลายท่านออกมาอธิบายและให้ความรู้และย้ำเตือนในการใช้ผลิตภัณฑ์ปรับสภาพผิวให้ขาวเป็นจำนวนมาก โดยอธิบายให้ผู้ใช้ทราบถึงอันตรายของการใช้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความประมาท การขาดประสบการณ์ความรู้ของผู้ใช้และสถานให้บริการ รวมถึงสรรพคุณและความสำคัญในการใช้ยาทางการแพทย์ เป็นต้น

APPENDIX



created by Z Axis IT Solution