INDEPENDENT STUDIES

Thanavorn Chaivarakij | MY LAB PROJECTS | Master Programme | 2014

Media cultural Ethnography

thanavorn chaivarakij : 549932112

IS : Independent studies

ABSTRACT

การวิเคราะห์วาทกรรมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กรณีศึกษา  นิทรรศการศิลปะร่วมสมัยไทย  ณ  หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 

 An Analysis of  Contemporary Art and Cultures Discourse. :  A Case Studies of Thai Contemporary   Art Exhibitions at  Bangkok Art and Culture Centre. 

รูปแบบวาทกรรมการช่วงชิงความหมายได้ส่งผลต่อวาทกรรมที่เกิดขึ้น  ในแต่ละนิทรรศการศิลปะที่ต่างกันออกไป  ชุดความรู้ที่แตกต่างกัน  คล้ายคลึง  หรือโต้แย้ง  ช่วงชิงความหมาย  ทั้งในรูปแบบสัญญะหรือแนวคิดการสร้างผลงาน พื้นที่แสดงนิทรรศการศิลปะ ศิลปะไม่อาจตัดขาดจากเรื่องการเมืองทั้งในระดับปัจเจกส่วนบุคคล และระดับโครงสร้างที่ควบคุมความหมายในสังคม  ศิลปะแต่ละยุคสมัยของไทยถูกใช้เป็นเครื่องมือของชนชั้นทางสังคม  หรือเพื่อเป็นช่องทางในการนำเสนอของศิลปินผ่านงานศิลปะในประเด็นต่างๆ ที่ศิลปินต้องการนำเสนอด้วยเทคนิคต่างๆ เช่น  จิตรกรรม  ประติมากรรม  ภาพพิมพ์  สื่อผสม  จัดวาง ฯลฯ แรงจูงใจในการผลิตงานรู้แบบการนำเสนอ และประเด็นที่ต่างกันออกไป  บ้างก็ใช้ประเด็นที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ละช่วงต่างกันผ่านความหมายเชิงสัญญะ  หรือความหมายในตัวงานศิลปะแนวคิดที่ผลิตออกมาสู่ผู้ชม  บ้างก็ตัดขาดจากประเด็นทางสังคม  ล้วนแล้วแต่ศิลปินต้องการนำเสนอ  เพื่อสร้างการต่อรองความหมายทางสังคมในพื้นที่สาธารณะ  ที่ล้วนเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจทั้งสิ้น  วาทกรรมชุดต่างๆกัน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่มีแรงจูงใจ  ตามแต่ละช่วงเวลาที่ศิลปินผลิตตัวงาน  ในส่วนของนิทรรศการศิลปะที่เกิดขึ้นจากอดีตถึงปัจจุบัน   ได้รับการยอมรับจากสังคมมากขึ้น จากอดีตมีพื้นที่การแสดงออกที่ปรากฏให้เห็นในนิทรรศการมากยิ่งขึ้น   นิทรรศการรูปแบบต่างๆ ที่นำเสนอทั้งจากในส่วนของภาครัฐและเอกชน   มีประเด็นต่างกันออกไปหลายรูปแบบ เช่น   ศิลปะแบบประเพณีนิยม  ศิลปะเพื่อศิลปะ  ศิลปะเพื่อชีวิต  ศิลปะเพื่อประชาชน   พื้นที่แสดงอัตลักษณ์ได้มากขึ้นจากโลกาภิวัฒน์ทางเทคโนโลยีหลัง สมัยใหม่   เช่น  Gallery  Social network  Public areas  Cyber space  Art  museum  ที่มีมากขึ้น­­­ ด้วยเหตุผล ข้างต้นทำให้ผู้วิจัยมีความสนใจในการศึกษาเรื่อง  การวิเคราะห์วาทกรรมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยกรณีศึกษา  นิทรรศการศิลปะร่วมสมัยไทย  ณ  หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ที่การแสดงออกของผลงานศิลปะร่วมสมัย  ในชุดวาทกรรมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยไทยในปัจจุบัน  ที่งานศิลปะเป็นมากกว่างานศิลปะ 

CHAPTER 01

การวิเคราะห์วาทกรรมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กรณีศึกษา  นิทรรศการศิลปะร่วมสมัยไทย  ณ  หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 

 An Analysis of  Contemporary Art and Cultures Discourse. :  A Case Studies of Thai Contemporary   Art Exhibitions at  Bangkok Art and Culture Centre. 

CHAPTER 02 chapter 2 ความสำคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย

พัฒนาการของศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย : ประเพณีนิยมในด้านที่กลับกัน บริษัทธุรกิจผู้อุปถัมภ์ศิลปะเริ่มแสดงตัวออกมาให้ปรากฏ  อย่างเช่น  แหล่งเงินทุนไทยและบริษัทซื้อขายหุ้นต่างๆ  อาทิ  ธนาคารกรุงเทพ  ธนาคารกสิกรไทย  ธนาคารแห่งประเทศไทย  และบริษัทอีกหลายๆแห่งได้จัดการประกวดและสนับสนุนเงินจัดนิทรรศการศิลปะ  นักธุรกิจเริ่มซื้อขายและว่าจ้างให้ศิลปินสร้างผลงาน ศิลปะกระแสหลัก  เริ่มสมาคมยุ่งเกี่ยวกับธนศิลป์   เพราะสามารถจะสร้างชื่อเสียงที่โด่งดังได้อย่างรวดเร็วด้วยการเป็นผู้ชนะในการประกวดเหล่านี้   สำหรับศิลปินจำนวนมาก   นี่เป็นวิถีทางไปสู่ความเป็นดาราที่ดีกว่าการต่อสู้อย่างอดอยาก   เขาไม่สนใจว่างานของพวกเขาจะถูกวิจารณ์ว่าไม่ก้าวหน้า  และซ้ำๆซากๆ ตราบใดที่พวกเขายังมีตลาดรองรับอยู่   และความสำเร็จก็มักจะถูกวัดด้วยการขายมากกว่าเนื้อหาสาระซึ่งผลก็ คือ  นิทรรศการที่มีธนาคารเป็นผู้อุปถัมภ์  ได้รับความสำคัญเหนือกว่ากิจกรรมอื่นๆ   เช่น การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ   งานแนวประเพณี  และงานร่วมสมัย  ดูเหมือนจะผสมผสานกันเป็นอย่างดีในบริบทของความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ชาติ  และศาสนา   ความเป็นไทยร่วมสมัยถูกบรรยายเป็นภาพอย่างดี เพื่อปลุกเร้าพระราชประเพณีแห่งสถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้  พระบรมเดชานุภาพของราชวงศ์จักรี ความปรารถนาอย่างเพ้อฝันที่เทิดทูนบูชาวีรบุรุษราวกับเทพ   และอดีตอันรุ่งเรืองเป็นแนวเรื่องที่พอเหมาะพอเจาะกับความรักชาติ  และลัทธิชาตินิยม   เราถูกดึงให้ตกอยู่ในภวังค์ครุ่นคิดต่อสัญลักษณ์ของชาติ   เช่น พระพุทธรูป  ธงชาติไทย  และของใช้ในพระราชพิธี  ภาพลักษณ์เช่นนี้ดูเหมือนจะเหมาะเจาะอย่างยิ่ง สมกับที่เป็นศิลปะเชิดชูสถาบัน  พุทธศาสนาและเอกลักษณ์ของความเป็นชาติ

               ศิลปะร่วมสมัยของประเทศไทยนั้นเต็มไปด้วยพลังของจินตนาการที่กระตุ้นด้วยความร่ำรวย   และมีเบื้องหลังอันซับซ้อนจากแก่นของประเพณีที่สืบทอดกันมาของตัวเอง   พอๆกับที่ขอยืมมาจากต่างประเทศ การตามรอยพัฒนาการของศิลปะร่วมสมัยของไทยก็คือการรับประสบการณ์ทางด้านจิตวิญญาณและวัฒนธรรมของยุคสมัย   ทุกสิ่งอยู่ในความยุ่งเหยิงอย่างแท้จริง   แต่ก็เต็มไปด้วยความสนุกสนานมีชีวิตและความสั่นสะเทือนใจ  ถ้าหากจะพูดกันว่า  หลังจาก  60 ปีผ่านไปแล้ว   ประชาธิปไตยของไทยก็ยังคงเหมือนเด็กคนหนึ่งที่เริ่มหัดเรียนที่จะเดิน ถ้าเช่นนั้นศิลปะร่วมสมัยของประเทศไทยก็คงคล้ายๆกับทารกคนหนึ่งในเปลที่ร้องอยากจะดูดนมจากอกแม่ ( จักรพันธ์  วิลาสินีกุล : ผู้แปล )

               โลกาภิวัฒน์ทางวัฒนธรรมส่งผลต่อ  อำนาจทางการเมือง  การปกครอง  และผลประโยชน์ด้านเศรฐกิจกับมิติทางวัฒนธรรมเป็นส่วน สำคัญ  ซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมปัจจุบัน  ที่มีผลต่อประชาชนทั้งประเทศกำลังพัฒนาและชาติที่พัฒนาแล้ว   ต่างมิอาจมองข้ามความเชื่อมโยงผูกพันกันได้  จากการแลกเปลี่ยนความรู้  วิถีชีวิต  และวัฒนธรรม  ปรากฏการณ์ลักษณะ  ดังกล่าวยิ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้น   ในยุคที่การติดต่อสื่อสารสามารถกระทำได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วดังเช่นปัจจุบัน ผลกระทบที่เกิดขึ้นของโลกาภิวัฒน์ทางวัฒนธรรมและอุดมการณ์เสรีนิยม  ที่มีบทบาทต่อการช่วงชิงความหมายในงานศิลปะร่วมสมัย ช่วงหลังสงครามเย็นศิลปะถูกดูดเข้ากับอุดมการณ์ทุนนิยมภาคการตลาด  วัฒนธรรมบริโภคในสังคงทุนนิยม  ที่เราปฎิเสธไม่ได้ว่าไม่ได้รับอิทธิพลแนวคิดตะวันตกเลย  นิทรรศการศิลปะร่วมสมัยไทยให้ความสำคัญกับงานที่แสดงมากกว่าผู้ชมงานโดยศิลปะตัดขาดจากพื้นที่ความจริง  ยกตัวเองอยู่บนพื้นที่พิเศษ   กลุ่มศิลปินก็มีการเรียกร้องพื้นที่การแสดงออกจากภาครัฐบาล    เพื่อเป็นพื้นที่เฉพาะเพื่อควบคุมสัญลักษณ์  ชุดความหมายในพื้นที่ของตนได้   บางกลุ่มใช้พื้นที่สาธารณะในการแสดงออกให้ศิลปะทำงานกับพื้นที่ในชีวิตประจำวัน   นิทรรศการศิลปะร่วมสมัยไทยที่อิงค์กับผู้ชม  ให้อำนาจในการบริโภคงานแก่ผู้ชม  ในการตัดสินใจศิลปินแค่ผลิตงานศิลปะ  แค่โน้มน้าวเท่านั้น  ไม่สามารถบังคับ  ควบคุม  ให้ผู้ชมคิดตามที่ศิลปิน   ( ผู้ผลิต )  ต้องการนำเสนอ   เป็นเพียงแค่ผลิตความหมายเชิงสัญลักษณ์   ศิลปะร่วมสมัยควบรวม  ศิลปะและพื้นที่เข้าด้วยกัน   เพราะงานศิลปะเป็น  ประเด็นที่ไม่สามารถตัดขาดจากสังคมได้ ศิลปะเลยเป็นเรื่องสาธารณะ  ทั้งในประเด็นการผลิตงานและพื้นที่แสดงนิทรรศการ  ที่ต้องการผู้ชมเป็นตัวละครอันสำคัญ  เพื่อขยายความหมายที่ศิลปินต้องการถ่ายทอด  นำเสนอสู่สาธารณะ   อำนาจในการตัดสินใจชุดความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ศิลปินต้องการถ่ายทอด  ขึ้นอยู่กับผู้ชม  และพื้นที่  รวมกันเป็นบรรยากาศนิทรรศการศิลปะ  

 

 

รูปแบบวาทกรรมการช่วงชิงความหมาย

วาทกรรมการช่วงชิงความหมายที่ปรากฎอยู่บนงานศิลปะ  การแสดงออกของศิลปิน  ศิลปะไม่

สามารถแยกขาดจากการเมืองได้    ศิลปะกับการเมือง :  ภาพลวงตาภายใต้ความงามแบบอุดมคติ

หลังจากที่การสร้างสรรค์งานศิลปะได้พัฒนาสูงขึ้นจนกลายเป็นศาสตร์ชั้นสูง ผู้ปกครองทั่วทุกมุม

โลกและทุกยุคทุกสมัยในอดีต ซึ่งมักจะเป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปะรายใหญ่ที่สุดของประเทศได้มองเห็นช่องทางในการนำศิลปะมาตอบสนองประโยชน์ทางการเมืองเชิงโฆษณาชวนเชื่อของตน  ดังจะเห็นได้จากภาพจิตรกรรม ประติมากรรมนูน และประติมากรรมลอยตัว ที่พบในอารยธรรม อียิปต์ เมโสโปเตเมีย เปอร์เซียและโรมัน รวมทั้งประเทศต่างๆ ทั้งในทวีปยุโรปและเอเชีย ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเทิดพระเกียรติ การสรรเสริญบุญญาบารมี คุณความดี หรือความเก่งกล้าสามารถทางการศึกของกษัตริย์หรือองค์จักรพรรดิ เพื่อเป็นการป่าวประกาศให้มหาชนยอมรับสิทธิและความชอบธรรมในการปกครองแผ่นดินเหนือมนุษย์ทุกผู้ซึ่งถือว่าเป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของตน

ความต้องในการปกครองคนหมู่มากให้อยู่ในความสงบและการป้องกันกระแสต่อต้านจากฝูงชนที่

อยู่ภายใต้การปกครอง นำไปสู่การปลูกฝังความเชื่อที่ว่า ผู้ปกครองได้สิทธิอันชอบธรรมในการปกครองมวลมนุษย์จากพระเจ้า หรือผู้ปกครองคือโอรสแห่งเทพเจ้า หรือมีสถานะเป็นสมมุติเทพ แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การสร้างภาพผู้ปกครองให้งดงามแบบอุดมคติราวกับเทพเจ้า รวมทั้งการสรรเสริญบุญญาธิการให้สูงเลิศลอยเกินจริงและปิดบังความจริงบางอย่างเพื่อความสมบูรณ์แบบทางสุนทรียภาพ ดังเช่นภาพจักรพรรดินโปเลียนนำกองทัพข้ามภูเขาแอลป์ที่ช่องเขาเซ็นต์เบอร์นาร์ด ของ ฌาคส์ หลุยส์ ดาวิด์ ( Jacques-Louis David / 1748 –  1825 )

 

ในประเทศไทยพื้นที่การแสดงออกของศิลปินที่ผลิตงานศิลปะยังไม่เปิดกว้างด้านความความคิดและการแสดงออกที่หลากหลาย งานศิลปะที่ถูกจัดแสดงส่วนใหญ่จัดอยู่ในภาคการประกวดระดับประเทศ ที่เป็นพื้นที่เฉพาะกลุ่ม จึงเกิดการเรียกร้องพื้นที่จากรัฐบาล  เพื่อแสดงออกสู่สาธารณะที่ไม่ใช้ประเด็นการประกวดเพียงอย่างเดียว จึงเกิดการจัดสร้างหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครในเวลาต่อมาก  ประวัติความเป็นมาของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร  โครงการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 โดยกลุ่มศิลปินร่วมสมัยแห่งประเทศไทยนับพันคนได้จัดแสดงผลงานที่ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  โดยหวังให้สังคมเห็นว่า มีศิลปินมากพอที่ควรจะมี หอศิลป์ มาเป็นพื้นที่รองรับในการแสดงออกผลงาน และเก็บรักษาผลงานในอดีตและประวัติศาสตร์ เป็นที่รวมกลุ่มศิลปิน เพื่อพบปะแลกเปลี่ยนความคิด แนวการทำงาน ผลก็คือการผลักดันให้เกิดการพัฒนาของวงการศิลปะในบ้านเมืองนี้   สมัยของ ดร.พิจิตต รัตตกุล ได้รับตำแหน่งเป็นผู้ว่า กทม. มีการผลักดันจนกระทั่ง กทม. มีนโยบายที่จะสร้างหอศิลป์ขึ้น มีการกำหนดพื้นที่ตั้งหอศิลป์ที่บริเวณ สี่แยกปทุมวัน  และผู้ชนะจากการประกวดแบบหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ได้แก่ บริษัท Robert G. Boughey & Associates (RGB Architects) ความพร้อมทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2539  แต่ในสมัยของนาย  สมัคร สุนทรเวช  ผู้ว่า กทม. คนต่อมา โครงการหอศิลป์กรุงเทพมหานครถูกรื้อถอนโครงการความคืบหน้าเดิมทิ้งทั้งหมด โดยเปลี่ยนเป็นพื้นที่การค้าตามรูปแบบการใช้พื้นที่แถบนั้น และมีส่วนแสดงศิลปะไว้เล็กน้อย ซึ่งบรรดาศิลปินและคนทำงานศิลปะในหลายแขนงต่างไม่พอใจในการยุบโครงการนี้เป็นอย่างมาก และได้เคลื่อนไหวเรียกร้องมาตลอดสมัยของนายสมัคร สุนทรเวช   จากการเคลื่อนไหวเรียกร้องต่อสู้เพื่อให้มีหอศิลป์โดยเครือข่ายประชาชนและกลุ่มศิลปินที่ยาวนาน จนกระทั่งกรุงเทพมหานคร โดยผู้ว่าราชการฯ นาย อภิรักษ์ โกษะโยธิน  ได้เล็งเห็นความสำคัญของศิลปวัฒนธรรม และได้วางนโยบายด้านศิลปวัฒนธรรมเป็นนโยบายหลัก โดยมุ่งเน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจ ของเด็ก เยาวชน และประชาชนในสังคม ให้ตระหนักถึงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรม สภาแห่งกรุงเทพมหานครจึงได้อนุมัติงบประมาณดำเนินการก่อสร้างหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 509 ล้านบาท  เพื่อผลักดันให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรม ซึ่งหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (Bangkok Art and Culture Centre or bacc) ได้เริ่มก่อสร้างในที่ดินของกรุงเทพมหานคร บริเวณสี่แยกปทุมวัน และได้มีการเปิดโครงการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการ เมื่อวันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม 2548

  

พัฒนาการทางประชาธิปไตยในทวีปเอเชีย  เป็นชนวนให้เกิดการเรียกร้องประชาธิปไตย   รวมถึงสิทธิพลเมืองและเสรีภาพในการแสดงออกในประเทศกึ่งเผด็จการหลายประเทศใน  อุษาคเนย์  และหนึ่งในวิกฤตทางการเมืองของยุค  “พฤษภาทมิฬ”  พ.ศ.  2535  ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดแนวคิดการร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนฉบับปี  2540  ซึ่งเป็นที่น่าสนใจ   ในขณะที่ประชาชนไทยต่างก็เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในกลไกการเมืองมากยิ่งขึ้น  กลุ่มเคลือข่ายศิลปินร่วมสมัยแห่งประเทศไทยก็ได้  จัดการชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้เกิดการสร้างพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยแห่งประเทศไทยขึ้นในปี พ.ศ. 2537  ซึ่งต่อมาแรงผลักดันดังกล่าวทำให้ภาครัฐเข้ามาช่วยดำเนินการ จัดตั้งมูลนิธิหอศิลปะแห่งรัชกาลที่ 9 และโครงการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพ (ซึ่งเคยเป็นโครงการเดียวกันมาก่อน)  โครงการทั้งสองได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการทำให้ศิลปินมี “พื้นที่แสดงงาน” และพิพิธภัณฑ์ที่  “เก็บสะสม”  ผลงานซึ่งยังคงแสดงให้เห็นถึงทัศนคติของศิลปินที่ยังคงเอา  “งานศิลปะ” เป็นที่ตั้งมากกว่าผู้ชม 



 

 

CHAPTER 03 chapter 3 วัตถุประสงค์ของการศึกษา

วิเคราะห์วาทกรรมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยไทยได้นำเสนอผลการศิลปะต่อสังคมร่วมสมัยไทย วิเคราะห์วาทกรรมของศิลปินร่วมสมัยไทยต้องการนำเสนองานศิลปะต่อสาธารณะ ที่จัดแสดงนิทรรศการในพื้นที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร วิเคราะห์ปรากฏการณ์สังคมที่ให้การยอมรับผลงานศิลปะไทยในปัจจุบัน

CHAPTER 04 chapter 4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

การวิเคราะห์รูปแบบระบบอุปถัมภ์งานศิลปะขององค์กรธุรกิจ(ปี พ.ศ.2550) โดย วิทวัส ธีระวิกสิต การให้คุณค่าในงานศิลปะเพื่อเรื่องของการตลาดเป็นกลไกลที่ทำให้ธุรกิจเติบโต เพื่อยกระดับขององค์ โดยยกตัวอย่างมา 3 องค์กร ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย บริษัทปตท เป็นหน่วยงานเอกชนที่จัดการประกวดงานศิลปะเป็นการอุปถัมภ์ โดยใช้การประกวดให้เป็นกลยุทธ์ในการฐานการตลาด โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ห้างร้านจะได้รับในแบบรูปธรรมที่เห็นผลอย่างชัดเจน หน่วยการวิจัยการอุปถัมภ์ศิลปะขององค์กร งานวิจัยเป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ วิเคราะห์รูปแบบการอุปถัมภ์งานศิลปะในระดับองค์กรนำเสนอความสัมพันธ์ของงานศิลปะ ภาคการตลาดที่ล้วนแล้วเป็นเรื่องของธุรกิจ มีผลประโยชน์ตอบแทนไม่ทางตรงก็อ้อม ใช่สูตรการวิจัยเชิงปริมาณหาค่ากลุ่มตัวอย่าง ( Taro Yamane ) ในเขตกรุงเทพ เพื่อผลตอบรับความพึงพอใจของหน่วยงานตน ห้างร้านจับมือกับศิลปะเพื่อความมั่นคงในตัวองค์ภาคธุรกิจ เพื่อสร้างความเข้าใจในสังคมให้คุณค่ากับงานศิลปะวัฒนธรรมที่มีกรอบความเชื่อแฝงอยู่ เพื่อการบริโภคที่ไม่ใช่แค่การบริโภคศิลปะกับการตลาด การอุปถัมภ์จากภาคเอกชนเข้าสนับสนุนอุดมการณ์ศิลปะแบบประเพณีนิยม ควบคุมอำนาจความชอบธรรมในการตัดสิน โดยใช้กลุ่มศิลปินที่มีชื่อเสียงในวงการศิลปะไทย แฝงความเชื่อเชิงอุดมคติในศิลปะร่วมสมัย เพื่อคงเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ไทย ความเชื่อทางวัฒนธรรม ศาสนา การอุปถัมภ์ศิลปะ เพื่อคงอำนาจการต่อรองในตัวองค์กรตราสินค้า ของตนเพื่อสร้างความสนใจจากผู้บริโภค โดยที่ตัวศิลปินรับเอาแนวคิดวัฒนธรรมองค์กรมาโดยไม่รู้ตัว ศิลปะเป็นเพียงแค่ตัวสินค้า รับอิทธิพลตะวันตกมาปรับใช่ในรูปแบบไทย ศิลปะแบบตีกรอบ จริง ดี งาม ควบคุมวิถีชีวิต ศิลปะที่ผลิตขึ้นเป็นเพียงการบันทึกอำนาจทางประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์นิพนธ์แนวคิด “ศิลปะเพื่อชีวิต” (ปี พ.ศ.2548) โดย สมิทธ์ ถนอมศสสนะ ศิลปะเพื่อชีวิตเป็นงานวิจัยรูปแบบวรรณกรรมที่เรียกร้องความเท่าเทียบในสังคม ในทศวรรษ 2490 ที่แฝงไปด้วยแนวคิด และการเคลี่อนไหวทางการเมือง ที่ปัญญาชนไทยได้รับอิทธิพลจากแนวคิด Marxism เป็นหัวฝ่ายซ้ายยุค 2475 และจากเหตุการณ์การประท้วง เพื่อประชาธิปไตยของหลายกลุ่มในประเทศไทย วิทยานิพนธ์ กล่าวถึงแนวคิดสังคมนิยม ได้อ้างถึงงานเขียนทางการเมืองในยุคนั้น วิทยานิพนธ์ศึกษาในเชิงประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์นิพนธ์ แบ่งนักคิด ได้สามมิติ คือ มิติทางวรรณกรรม การเมือง ส่วนตัว วิทยานิพนธ์ฉบับนี้แบ่ง ออกได้เป็นสองส่วน ส่วนแรก การศึกษาที่มาพัฒนาการของศิลปะเพื่อชีวิต ช่วง 2490 จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ส่วนสองเปรียบเทียบภาพจากหลักฐานที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ แนวคิดศิลปะเพื่อชีวิต ในทศวรรษ 2490 เป็นรากฐานของแนวคิด เพื่อชีวิต แบบต่างๆ เช่น วรรณกรรมเพื่อชีวิต เพลงเพื่อชีวิต วิทยานิพนธ์ให้ความสำคัญกับวรรณกรรมมากกว่าศิลปะแขนงอื่นๆ และให้ความสำคัญไปที่ตัวบุคคลในวงการวรรณกรรม และความขัดแย้งของวรรณกรรมน้ำเน่าเดิม กับวรรณกรรมทางการเมือง ขอบเขตการศึกษา ศึกษาวรรณกรรมเพื่อชีวิตในสังคมไทย ด้านเวลาและหลักฐาน 1) ด้านเวลาแบ่งเป็น ช่วงการเข้ามาของแนวคิดสังคมนิยมสู่สังคมไทย ช่วงความเคลื่อนไหว เติบโตของแนวคิดสังคมนิยม ถูกเข้าใจและให้ความสำคัญอย่างไรต่อการพัฒนาการความสำคัญของประวัติศาสตร์วรรณกรรมและการเมือง 2) ด้านหลักฐาน วิเคราะห์เนื้อหาของงานเขียนประเภทวรรณกรรมว่าวรรณกรรมต้องการวิจารณ์ อะไรในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าในเชิงการอธิบาย สนับสนุน คัดค้าน ไม่ได้ให้ความสำคัญไปที่การถูกหรือผิดของแนวคิด เพื่อศึกษาภายใต้บริบทของประวัติศาสตร์ และนำไปสู่ความเข้าใจทางประวัติศาสตร์ความคิดของไทย เป็นการเปรียบเทียบของอดีตจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์กับอดีตในประวัติวรรณกรรมว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกับมากน้อยเพียงใดเกิดขึ้นจากสาเหตุใด ระดับการวิเคราะห์ วิเคราะห์สังคมไทยที่มองวรรณกรรมเพื่อชีวิตและให้ความสำคัญตามพื้นที่และเวลา เป็นวิธีวิทยาที่เห็นถึงปรากฏการณ์ของการเปลี่ยนแปลงความหมาย ส่งผลต่อการเมืองภายในประเทศ มองภาพของประวัติศาสตร์ในอดีตของกลุ่มปัญญาชนไทยหัวก้าวหน้า การที่แนวคิดได้รับการยอมรับหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับคำอธิบายของ ชนชั้นนำไทย เพราะแนวคิดที่นำมาใช้เป็นแนวคิดที่ขัดแย้งกับรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบสมบูรณาญาสิทธิราช ประชาธิปไตยครึ่งใบ แนวคิด Marxism มีปัญหาเป็นแนวคิดสมัยใหม่ ที่นำมาใช้เพื่ออธิบาย การเมืองในสังคมไทยเพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมของชนชั้น ในตัวแนวคิดมองในระดับโครงสร้างวิจารณ์ทุนนิยม ชนชั้นกระฎุมพี ( นายทุน ) มองไม่ถึงประดับปัจเจกชน ในประเทศไทยตัวแนวคิดก็กลับไปสนับสนุน ประชาธิปไตยแบบสมบูรณาญาสิทธิราช เพราะท่าทีของการเมืองในยุคสมัยนั้นเริ่มจะเปลี่ยนไปทางการปกครองแบบคอมมิวนิส ( เป็นการคานอำนาจการปกครองของสองมหาอำนาจใหญ่ของโลก ) ในไทยเป็นการจัดสรรอำนาจของชนชั้นนำที่มีการเปลี่ยนผ่านการปกครอง เพื่อคงสถานะที่ตัวเองมีอยู่ไว้ สร้างประชาธิปไตยในรูปแบบไทยที่ประชาชนมีสิทธิออกเสียงได้กึ่งหนึ่ง วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ไม่ได้กล่าวถึงการเมืองในปัจจุบันและแนวคิดหลังสมัยใหม่ ต่อจากแนวคิด Marxism เพื่ออธิบายปรากฎการณ์ ทางการเมือง จัดการสิทธิความชอบธรรมทางการเมืองเศรษฐกิจอย่างชัดเจน สังคมหลังสมัยใหม่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบที่มากกว่าแค่ชนชั้นนายทุนหรือชนชั้นนำ กลับให้ความสำคัญไปที่ชนชั้นกลางที่มีบทบาทต่อรองความหมายในสังคมมากกว่าเดิมในกระแสโลกาภิวัฒน์ การประทะกับคลื่นอำนาจเก่ากับอำนาจใหม่ การสมยอมแบ่งรับแบ่งสู่กับคลื่นอำนาจใหม่ โลกาภิวัฒน์เสรีนิยมใหม่กับความพ่ายแพ้ของรัฐไทย (ปี พ.ศ.2550) โดย วินัย ผลเจริญ รัฐไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 เป็นต้นมาได้ดำเนินนโยบายเสรีนิยมใหม่มาอย่างต่อเนื่องเริ่มด้วยการเปิดเสรีทางการเงินในยุคก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ และการแปรรูปกิจการของรัฐให้เป็นของเอกชน ในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจมาจนถึงการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนในปัจจุบัน เป็นตัวอย่างของแนวนโยบายที่โดดเด่นของเสรีนิยมใหม่ เสนอว่านโยบายเสรีนิยมใหม่นั้นมีพลังมากเพราะถูกผลักดันโดยทุนข้ามชาติที่ได้ใช้ประโยชน์ จากกระบวนการโลกาภิวัฒน์ที่ขับเคลื่อนโดยพลังของเทคโนโลยีสารสนเทศ นโยบายเสรีนิยมใหม่ที่รัฐไทยรับมาใช้นั้น เอื้อต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะทุนข้ามชาติจึงสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั้งรัฐไทยและสังคมไทย เสนอข้อถกเถียงว่ารัฐไทยนั้นประสบกับความพ่ายแพ้ เพราะไม่สามารถที่จะต้านทานพลังของเสรีนิยมใหม่ได้ และไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาผลกระทบเชิงลบที่เกิดจากการดำเนินนโยบายเสรีนิยมใหม่ได้ โลกาภิวัฒน์เสรีนิยมใหม่นั้นเป็นพลังที่เกิดจากการประสานกันของกระบวนการโลกาภิวัฒน์ซึ่งมีทุนและเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นตัวขับเคลื่อน กับแนวนโยบายแบบเสรีนิยมใหม่ที่เน้นความสำคัญตลาดในฐานะที่เป็นธุรกิจ งานวิจัยนิยาม โลกาภิวัฒน์ว่าเป็น การเปลี่ยนแปลงเชิงปฏิวัติของระบบทุนนิยม โดยมีทุนและเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญซึ่งส่ง ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ ทางสังคมของผู้คน และเข้มข้นรุนแรงในหลากหลายมิติของชีวิต แต่ขบวนการขับเคลื่อนให้แนวคิดเสรีนิยมใหม่ เป็นนโยบายที่นำไปใช้อย่างกว้างขวางก็เกิดขึ้นในคริสต์ทศวรรษ 1970 โดยผ่านขบวนการเคลื่อนไหวของนายทุนนักธุรกิจที่พยายามชูแนวคิดนี้โดยเฉพาะ ของฮาเย็กและฟรีดแมน ให้เข้าไปอยู่ในนโยบายของผู้นำประเทศ โดยประสบผลสำเร็จอย่างมากในอังกฤษและสหรัฐอเมริกาก่อนที่แพร่หลายไปยังประเทศอื่นๆ และประเทศในแถบลาตินอเมริกา โดยผ่านการผลักดันของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าและองค์กรดังเช่นธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เสรีนิยมใหม่จึงมิได้เป็นเพียงแค่แนวนโยบายทางเศรษฐกิจเท่านั้น หากแต่เป็นลัทธิเศรษฐกิจการเมืองที่นักธุรกิจ นายทุนผลักดัน ผ่านชนชั้นปกครองของรัฐ เพื่อให้ถือเป็นแนวนโยบายของรัฐ แนวนโยบายเช่นนี้จะเอื้อให้ทุนสามารถแทรกตัวเข้าไปในพื้นที่ต่างๆ ได้มากขึ้นเพื่อสะสมกำไร แม้ในทางทฤษฎีของเสรีนิยมใหม่จะบอกว่ารัฐไม่ควรเข้าไปแทรกแทรงตลาด แต่ในทางปฏิบัตินั้นนายทุนข้ามชาติต้องการให้รัฐเข้าไปช่วยเหลือในการเปิดหรือสร้างตลาดใหม่ๆ มีเหตุปัจจัยที่ซับซ้อนมากกว่าปรากฏการณ์ของรัฐบาล แต่ละช่วงประสบปัญหา งานวิจัยพยายามทำให้การเมืองไทยในประเทศเป็นแบบอนุรักษ์นิยม การที่เกิดความล้มเหลวก็เพื่อรัฐบาล แต่ละยุคนำแนวคิดตะวันตกมาปรับใช้ เพื่อให้เกิดความสอดคล้องและกลมกลืนกับพื้นที่ แต่ประเทศไทยการเมืองภายในยังไม่เป็นประชาธิปไตยแบบเต็มตัว อย่างยุโรปก็จะเห็นได้จากการยึดอำนาจทางการเมืองจากอดีต จริงแล้วโลกาภิวัฒน์เสรีนิยมใหม่ที่มีปัจจัยจากนายทุนข้ามชาติไม่ได้สร้างความสั้นสะเทือนมากนัก แต่ชนชั้นนำภายในประเทศมากกว่าที่มีผลทางการเมือง โลกาภิวัฒน์เสรีนิยมใหม่มันเป็นผลผลิตจากแนวคิด Modern ที่มีการยุบรวมให้เป็นเอกภาพเดียวกัน ยุโรปหลังสงครามเย็นสิ้นสุด สร้างมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งทวีป Moderndotic การเปลี่ยนของสังคมเกิดการจัดการ เนซาธิบาล ที่เห็นเป็นโครงสร้าง Modernizer เปลี่ยนแนวคิดเชิงปรัชญาตะวันตกที่เปลี่ยนสันฐานเมือง คริสต์ทศวรรษที่ 19 สถาปัตยกรรมคล้อยตาม Modernism เปลี่ยนแนวคิดคือการเปลี่ยนแปลงของ ระบบการผลิตปฏิวัติอุตสหกรรมเปลี่ยนการปกครอง คำอธิบายที่ว่าอยู่ที่พื้นฐานที่มียุโรปเป็นศูนย์กลาง modern สะท้อนความเป็นมาตรฐานที่มีหลักการของยุโรปเป็นศูนย์กลางมีความเป็นศูนย์กลางของชาตพันธุ์นั้น ethnocentric ทำให้เราไม่เข้าใจพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่ในภาคพื้นยุโรป แล้วความหลากหลายของการแสดงออกในงานศิลปะมีกว้างขึ้น เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท เข้าถึงได้ง่ายตอบสนองประเด็นการทำงาน มายาคติของผู้หญิงในภาพถ่ายของนิตยสารแนวอิโรติกไทย (ปี พ.ศ.2551) โดยนาย วิโรจน์ สุทธิสีม การศึกษามายาคติของผู้หญิงในภาพถ่ยของนิตยสารแนวอิโรติกไทย วิจัยเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์ตัวบทเป็นเครื่องมือเข้าไปสู่ปัญหา ได้วิเคราะห์ภาพถ่ายจาก magazine สำหรับผู้ชายที่มีขายทั่วไป งานวิจัยกล่าวแม้จะมีความเชื่ออยู่บ้างว่าภาพทางเพศเป็นความงดงาม แต่ส่วนใหญ่จะถูกมองในแง่ของความเป็นศิลปะผ่านเรือนร่างอิสตรีและคุณประโยชน์ของภาพในแง่ของการพักผ่อนหย่อนใจ มากกว่าจะหาสาระจริงจังทางสังคมวัฒนธรรม ซึ่งอันที่จริงแล้วภาพทางเพศก็เป็นสื่อชนิดหนึ่ง และสื่อเหล่านี้ย่อมผ่านการหมักบ่มและติดตั้งค่านิยมทางสังคมวัฒนธรรมเอาไว้ จนเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นเพราะภาพทางเพศเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต และถือเป็นสื่อชนิดหนึ่งในสังคม ภาพดังกล่าวจึงน่าจะเป็นมากกว่ากิจกรรมสันทนา-การ หรือการใช้เวลาว่างอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ในทางตรงกันข้าม ภาพเหล่านี้ที่เรามองเห็นจนชาชิน สามารถทำการสื่อสารคติและความคิด ไปจนถึงปลูกฝังทัศนคติบางอย่างจากตัวภาพถ่ายนั่นเอง ที่น่าสนใจคือวัฒนธรรมการบริโภคภาพทางเพศเกิดขึ้นอย่างปกติ แนบเนียน จนกระทั่งคนส่วนใหญ่ไม่ทันสังเกต งานศึกษาเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ โดยเฉพาะความโป๊เปลือย มักจะถูกจับจ้องมองดูอย่างไม่เป็นมิตรจากผู้คนในสังคม ได้แบ่งแนวทางงานวิจัยสื่อทางเพศออกเป็น 3 แนวทาง ได้แก่ 1) แนวอนุรักษ์นิยม มองว่าสื่อทางเพศจะทำให้สังคมเสื่อมทรามลง 2) แนวสตรีนิยม มองว่าสื่อทางเพศเป็นการกดขี่ผู้หญิง และสนับสนุนการล่วงละเมิดทางเพศ 3) แนวเสรีนิยม มองว่าสื่อทางเพศไม่เป็นพิษเป็นภัย และยังปลดปล่อยจินตนาการทางเพศให้แก่ ผู้อ่าน จุดที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยคือ โรล็องด์ บาร์ตส์ เคยกล่าวถึง “ความลึกซึ้ง” ของภาพทางเพศเอาไว้ โดยศึกษาภาพที่สื่อความหมายโดยตรงอย่างเดียว ( Unary Photography) เขาได้ยกตัวอย่างถึงภาพข่าวต่างๆ ซึ่งยังรวมไปถึงภาพโป๊เปลือย ( Pornography - ซึ่งหลายครั้งโลกวิชาการจะใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษคำนี้ในความหมายซ้ำซ้อนกันระหว่าง “สื่อทางเพศ” กับ “ภาพโป๊เปลือย” ขึ้นอยู่กับบริบทที่กล่าวอ้างถึง ) เห็นว่าภาพที่สื่อความหมายตรงอย่างเดียวได้เพียงบันทึกภาพในห้วงเวลา ขณะเกิดเหตุเอาไว้ แต่ไม่ได้มีอะไรให้ขยายความมากไปกว่านั้น นอกเหนือจากที่เห็น กันอยู่ ( ผู้หญิงเปล่าเปลือย ก็คือ ผู้หญิงเปล่าเปลือย ) ภาพโป๊เปลือยเฉยๆ จะไม่มีแง่มุมบางอย่างของศิลปินหรือความสร้างสรรค์อยู่เท่าใดนัก ดังนั้น ภาพโป๊เปลือย คือภาพอันไร้เดียงสา ( Naïve ) อย่างไรก็ตาม ภาพอิโรติก ( Erotic ) ถือเป็นภาพที่มีการใส่ความคิดและบิดเบือนบางอย่างออกไปจากความบริสุทธิ์ดั้งเดิม ( ผู้หญิงเปล่าเปลือย เป็นมากกว่า ผู้หญิงเปล่าเปลือย หรือเป็นสัญญะชนิดหนึ่ง ) ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่น่าสนใจศึกษา สำหรับบาร์ตส์ แล้ว ภาพอิโร-ติก นั้นเป็นรูปแบบทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งกว่าภาพโป๊เปลือยล้วนๆ เพราะภาพดังกล่าวเรียกร้องการตีความได้หลากหลาย และออกมาจากความสร้างสรรค์ และความเป็นศิลปินของช่างภาพอีกด้วย ( Kidd, 2003, Abstract ) สำหรับในประเทศไทย ลักษณะของสื่อแนวอิโรติกปรากฏให้เห็นมานานแล้วในรูปแบบของจิตรกรรมฝาผนัง จนกระทั่งเมื่อเปลี่ยนผ่านยุคสมัยมาจนถึงปัจจุบัน สื่อแนวอิโรติกได้ขยายของเขตไปสู่ “ภาพถ่าย” ซึ่งภาพถ่ายถือเป็นสื่อที่เกิดขึ้นหลังจากมีเทคโนโลยีด้านการถ่ายภาพ และเป็นสื่อชนิดหนึ่งที่มีพลังอำนาจในการสื่อสาร กระทั่งมีคำกล่าวที่ได้ยินกันบ่อยครั้งว่า “ภาพเดียวแทนคำนับพันคำ” การที่บาร์ตส์ แยกให้เห็นว่า “ภาพโป๊เปลือย” ว่าต่างจาก “ภาพอิโรติก” นั้น ทำให้ผู้วิจัยเกิดความสงสัยใน “ภาพอิโรติก” ว่าจะเป็สถานที่ซุกซ่อนคติทางสังคมวัฒนธรรมอันมีพลังอำนาจเอาไว้ และมีกระบวนการ แสดงออกผ่านองค์ประกอบต่างๆ ของภาพซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่าสงสัย และน่าศึกษามากในโลกวิชาการ จากแนวคิดเรื่อง “มายาคติ” ของ โรล็องด์ บาร์ตส์ เราจะเห็นว่า สิ่งต่างๆในสังคมล้วนปรุงแต่งและแฝงคติความเชื่อเอาไว้ เมื่อเรานำมาสัมพันธ์กับเรื่อง “ภาพอิโรติก” แล้วจะพบถึงความน่าสงสัยใคร่รู้ประการสำคัญ เพราะภาพอิโรติกคือการถ่ายภาพเรือนร่างของหญิงสาว ซึ่งถือเป็นเรือนกายตามธรรมชาติที่ไม่น่าจะมีอะไรมาปรุงแต่ง แต่ถึงแม้เป็นการถ่ายภาพ “ธรรมชาติของมนุษย์” ก็ตาม “มายาคติ” ก็ยังไหลเข้าไปทำงานในสิ่งที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุดนี้ได้ หรือกล่าวอีกอย่างได้ว่า กระทั่งร่างกายหญิงสาวที่น่าจะเป็นธรรมชาติที่สุด มายาคติก็ยังเข้าไปทำงานจนกระทั่ง ภาพหญิงสาวเปล่าเปลือยถูกปรุงแต่งและไม่เป็นธรรมชาติอีกต่อไป นักวิชาการด้านภาพอย่าง จอห์น เบอเกอร์ เชื่อว่าภาพต่างๆ ได้นำพาเอา “อุดมการณ์” ( Ideology ) ของตัวของมันมาด้วย โดยเรื่องของเพศสภาพหรือชนชั้นทางสังคมถือเป็นเงื่อนไขและปัจจัยสำคัญในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับการจ้องมองรูปภาพทั้งหลาย เช่น เพศสภาพ และ ชนชั้นเข้าไปซุกซ่อน มายาคติ งานวิจัยในกรอบความคิดเรื่องเพศนั้น มีการกำกับความหมายของสังคมด้วย ศาสนาศีลธรรมที่ควบคุมสื่อในสังคมไทย ที่มีอุดมการณ์ความเชื่อของศาสนาแฝงอยู่ และในนิตยสารอิโรติกนั้นก็สะท้อนถึงสังคมที่ชายเป็นใหญ่ แม้กระทั้งการโฆษณาสินค้าต่างๆ ที่เกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวของกับเพศชายก็ตาม แล้วการที่มีการเปิดกว้างของการบริโภคนิตยสารสิ่งพิมพ์ต่างๆ ในช่วงหลังนิตยสารประเภทนี้มรการบริโภคอย่างเปิดเผย งานวิจัยได้มองข้ามเรื่องกระแสโลกาภิวัฒน์และทุนนิยม คือ ก่อนหน้านี้การบริโภคภาพเขียนนู้ด นั้นเป็นรสนิยมของชนชั้นนำเป็นการเสพภาพงานศิลปะหรือแทนภาพถ่าย และเมื่อการเปลี่ยนไปของเทคโนโลยี เข้ามาของภาพถ่ายก็เป็นเรื่องง่ายต่อการบริโภคที่เปิดกว่าทะลายความหมายของชนชั้น รสนิยมที่สูงส่ง แล้วก็เกิดการตั้งทำถามว่าเป็นสื่อลามกในกระแสโลกาภิวัฒน์ และทุนนิยมนั้น ไม่ใช้แต่ผู้หญิงในนิตยสารที่นุ่งน้อย แต่ในชีวิตจริงก็ไม่ต่างกันมากเท่าไรนั้น การที่ผู้หญิงแต่งตัวเปิดเผยมากยิ่งขึ้น เป็นผลของกระแสวัฒนธรรมร่วมสมัย ที่ได้รับจากภายนอก เข้าถึงได้ง่าย ในหลายรูปแบบ มิวสิควีดีโอ หนัง ภาพยนตร์โฆษณาต่างๆ ที่เป็นกระแสแฟชั่น ในการแต่งกาย เป็นสิทธิในการเลือกบริโภค และในการที่ผู้หญิงแต่งตัวเปิดเผยมากขึ้นนั้น เป็นการดึงดูดความสนใจจากผู้หญิงที่เป็นผู้ถูกกระทำเรื่องเพศ เป็นการที่ไม่สนใจต่อการมองจากเพศตรงข้างเป็นกาสมยอมที่ว่าเพศหญิงมีสิทธิที่จะเลือกผู้ชาย ไม่ใช้แค่ผู้ชายเป็นผู้เลือกฝ่ายเดียว เช่นการแต่งตัวในสถานบันเทิง งานแสดงสินค้า ที่มีการเปิดเผยมากขึ้น เป็นการสมยอมจากการถูกกระทำ เรื่องเพศเป็นเรื่องที่ธรรมดา เป็นการพึงพอใจของสองฝ่าย ที่ต่างจากความเชื่อในวัฒนธรรมไทยเดิม ตัวนางแบบที่ปรากฏในนิตยสารนั้น ก็แบ่งชนชั้นจากชื่อเสียงอย่างชัดเจน จากตัวนิตยสาร มีการจัดสรรความสำคัญ ของนางแบบที่มีชื่อเสียงจะถูกถ่ายและปกปิดมากหน่อย แต่ถ้าไม่มีชื่อเสียงก็จะต้องเปิดเผยมากกว่า มายาคติที่เกิดขึ้นในงานภาพถ่ายนั้นยังมี Hierarchy กำกับ

CHAPTER 05 chapter 5 conceptual framework

APPENDIX

วิทวัส ธีระวิกสิต. (2550). การวิเคราะห์รูปแบบระบบอุปถัมภ์งานศิลปะขององค์กรธุรกิจ วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณทิต สาขาการบริหารงานวัฒนธรรม วิทยาลัยนวัตกรรมอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมิทธ์ ถนอมศาสนะ. (2548). ประวัติศาสตร์นิพนธ์แนวคิด ‘ศิลปะเพื่อชีวิต’ (พ.ศ. 2492-2501) หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณทิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วินัย ผลเจริญ.(2550). โลกาภิวัฒน์เสรีนิยมใหม่กับความพ่ายแพ้ของรัฐไทย วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิโรจน์ สุทธิสีม.(2551). มายาคติของผู้หญิงในภาพถ่ายของนิตยสารแนวอิโรติกไทย วิทยานิพนธ์หลักสูตรวารสารศาสตรมหาบัณฑิต (สื่อสารมวลชน) คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



created by Z Axis IT Solution