เซเลบริตี้กับการเคลื่อนไหวทางการเมือง

Patsaya Jarach | Indepentdent Study | Master Programme | 2014

งานวิจัยนี้เพื่อวิเคราะห์บทบาทของเซเลบริตี้กับการเคลื่อนไหวทางการเมืองไทย มีความสำคัญในการเปิดประเด็นใหม่ทางวิชาการด้านกลยุทธการสื่อสารทางการเมืองในรูปแบบใหม่ โดยการศึกษา กระบวนการสร้างเซเลบในบริบททการเมืองไทย  ช่องทางการสื่อสารทางการเมืองในบริบทความสัมพันธ์ของเซเลบดารากับอุดมการณ์ มายาคติทางการเมืองไทย และบทบาททางการเมืองของเซเลบดาราส่งผลกระทบต่อประชาชน สามารถทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น โดยนํามาศึกษาถึงสภาวการณ และกระบวนการตางๆ ภายใตกรอบทฤษฎี แนวคิด และงานวิจัยต่างๆ

CHAPTER 01 CHAPTER 01 หลักการและเหตุผล

เซเลบ (celeb) เป็นสแลง มาจากคำเต็มที่ว่า เซเลบริตี้ (celebrity - a famous person) ซึ่งหมายถึง คนที่มีชื่อเสียง เซเลบไม่ได้หมายถึงคนที่เป็นไฮโซ หรือชาติตระกูลดีเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงบุคคลที่เป็นที่ี่รู้จักเป็นอย่างดีในแวดวงสังคมนั้นๆ รวมไปถึงเหล่าดารา ศิลปิน นักร้อง ด้วยเช่นกัน Cashmore ได้กล่าวถึงวัฒนธรรมคนดังไว้ว่า กระแสของวัฒนธรรมคนดังเริ่มมีบทบาทในสังคมปัจจุบัน ซึ่งความลุ่มหลงในคนดังนั้นมีมายาวนาน แต่ในปัจจุบันความหมายของมันได้แตกต่างไปจากอดีต วัฒนธรรมคนดังเริ่มถูกจัดการในอุตสาหกรรมวัฒนธรรม (Cultural Industry) เช่น ภาพยนตร์ เพลง หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่พวกเขาสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าเซเลบที่เป็นดารา ประกอบกับปัจจุบันเราเข้าถึงเซเลบดาราได้มากขึ้น และมีปฎิสัมพันธ์กับคนทั่วไป ผ่าน New media ทำให้เซเลบดารานั้นใช้ชีวิตเสมือนเป็น panopticon - a circular prison with cells distributed around a central surveillance station. (Ellis Cashmore, 2006) ส่งผลให้เซเลบดารากลายมาเป็นคุณค่าของความสนใจของคนในสังคมปัจุบัน
    

จากเดิม เซเลบดาราจะถ่ายทอดความคิดเกี่ยวกับเรื่องการแต่งกาย การแสดง ในมุมมองความบันเทิงเป็นส่วนใหญ่ แต่ในปัจจุบันนี้ บางคนก็ปรับบทบาทของตัวเอง แทนที่จะเป็นต้นฉบับถ่ายทอดเรื่องความบันเทิง กลายมาเป็นการถ่ายทอดวิธีคิด เรื่องการเมืองการปกครอง  จากบทความ “เซเลบคนดัง” (อ้างใน ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 2555, : ออนไลน์) เซเลบดารามีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาสามครั้งหลังสุดมาอย่างต่อเนื่อง การออกมาประกาศตัวของเซเลบดาราในการสนับสนุนผู้ลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีนั้น สามารถกำหนดทิศทางชี้ผลชัยชนะการเลือกตั้งได้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา ได้วิเคราะห์ไว้ว่า การใช้เซเลบดาราในการรณรงค์หาเสียงนั้น จะช่วยสร้างความได้เปรียบผ่าน 3 เหตุผลหลักด้วยกัน ประการแรก เซเลบดาราเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลชี้นำสังคมอย่างชัดเจน ประการที่สอง เซเลบดาราสามารถระดมเงินทุนได้ง่าย และรวดเร็วกว่าการระดมทุนโดยพรรคการเมืองเอง และประการสุดท้าย เซเลบดาราสร้างให้เกิดการบอกต่อ และพูดถึงไปในวงกว้าง

ปรากฎการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นนี้กลายเป็นปรากฎการณ์ใหม่ในสังคมไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่สถานกาณ์และท่าทีในการแสดงบทบาทค่อนข้างจะเป็นในทางตรงกันข้าม การเข้ามามีบทบาททางด้านการเมืองของเหล่าเซเลบดาราในไทยเพิ่มมากขึ้นในกิจกรรมทางการเมือง กลุ่มเซเลบดารากลายเป็นกลุ่มคนที่เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนมวลชน เพื่อการสนับสนุนและโจมตีแนวคิดกลุ่มทางการเมือง เซเลบดาราได้เริ่มเข้ามามีบทบาทตั้งแต่การประท้วงของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  แต่ยังไม่เด่นชัดมากนัก ในปี 2554 เกิดเป็นชนวนความขัดแย้งให้ปะทุอีกครั้ง เมื่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้ง และได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์เสนอร่างพรบ.นิรโทษกรรม และมติสภาผ่านร่างพรบ.นิรโทษกรรม วาระ 3 เป็นการเพิ่มความขัดแย้ง และไม่พอใจต่อพรบ. นิรโทษกรรมดังกล่าว กลายเป็นกระแสต่อต้านในกลุ่มคนเป็นจำนวนมาก  รวมทั้งเหล่าเซเลบดารา ซึ่งได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในการต่อต้านครั้งนี้อย่างเต็มตัวผ่านสื่อต่างๆ  และเพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้นผ่านโลกออนไลน์ จนกลายเป็นกระแสอย่างรวดเร็ว โดยการกระจายสารผ่าน new media  เช่น เฟสบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรืออินสตราแกรม จนกลายเป็นเทรนด์แฟชั่นที่ส่งผ่านปุ่มไลค์ และแชร์ในสังคม จนกลายเป็นปรากฎการณ์ต่อเนื่อง ตลอดจนการประท้วงการปฎิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง และการออกมาขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยการเข้าร่วมการประท้วงกับกลุ่ม กปปส. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข) กลายเป็นกระแสการวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้างถึงอุดมการณ์ที่เหล่าเซเลบดาราออกมาแสดงจุดยืนของตน 
  
 
กรณีดังกล่าวของเซเลบดาราที่ออกมาแสดงความคิดเห็นด้านการเมือง รวมถึงการกล่าวโจมตีด้วยคำหยาบคายอย่างดุเดือดนั้น กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ เปรียบเสมือนเป็นม็อบในโลกไซเบอร์ ที่ไม่ต่างจากการประท้วงในโลกจริงอย่างรวดเร็ว เซเลบดารากลายเป็นสื่อชนิดหนึ่งในการสื่อสารทางการเมือง และเป็นกลไกสำคัญในการผลักดัน  และสร้างความเชื่อแทรกซึมเข้าสู่ชีวิตประจำวันของมวลชน อาศัยการผลิตซ้ำทางอุดมการณ์จนผู้คนยอมรับเนื้อหาไปโดยปริยาย ซึ่งอุดมการณ์ที่ส่งผ่านมานั้นในแนวคิดของอัลธูแซร์ คือ “ระบบของความคิดและภาพตัวแทน ซึ่งครอบงำจิตวิญญาณของมนุษย์หรือกลุ่มสังคมระบบคิด และภาพตัวแทนนี้มีที่มาจากกลไกของรัฐ” เซเลบจึงเป็นสื่อใหม่เพื่อเป็นกลยุทธในการสื่อสารทางการเมือง โดยแนวคิดของกรัมซี่ กล่าวว่า  “ในกิจกรรมทางสังคม และการเมืองนั้น ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฎิบัติการไม่อาจแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองจะมีความสัมพันธ์กับจังหวะที่เคลื่อนไหวไปในชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคมเสมอ”  (อ้างใน ลีลา จันสว่าง, 2556)  ประกอบกับเซเลบดารามีทุนเชิงสัญลักษณ์เป็นทุนเดิม ส่งผลให้เซเลบดาราส่งผ่านอุดมการณ์ และมีอิทธิพลชี้นำไปสู่สังคมได้เป็นวงกว้าง
    การเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองของเซเลบดารานั้น ดึงดูดความสนใจจากประชาชนและมักจะได้รับความสนใจจากสื่อมากกว่าประชาชนทั่วไปในฐานะมวลชนซึ่งไร้ใบหน้า (faceless) (อ้างใน อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์, 2556 : ออนไลน์) ซึ่งเซเลบดาราบางคนอาจเข้าร่วมประท้วงแบบฉาบฉวยแต่อาจกลายเป็นผู้นำการประท้วงไป ทั้งที่ไม่มีความสามารถอย่างแท้จริง อันกลายเป็นการกระทำที่ขัดแย้งในตัวเอง การประท้วงที่เรียกร้องความชอบธรรม หรือมองว่าตนเป็นตัวแทนของประชาธิปไตยกลับให้ความสนใจต่อลัทธิเชิดชูบุคคล หรือให้ความสำคัญต่อชนชั้นสูง อุดมการณ์ประชาธิปไตยที่ควรยึดถือนั้นอาจเปลี่ยนแปลงไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน อุดมการณ์เหล่านี้เป็นอุดมการณ์เพื่อสาธารณะ หรือเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อเกาะกระแสในการยึดพื้นที่สื่อ เพื่อขยายตลาดของตนเอง 
  

ปรากฎการณ์เหล่านี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจ ประการแรก หลักการ และกระบวนการสร้างในฐานะเครื่องมือการสื่อสารใหม่ เพื่อให้ได้มาซึ่งความโ่ด่งดัง หรือการได้เข้ามาเป็นเซเลบในบริบททการเมืองไทย ประการที่สอง ความสัมพันธ์ของเซเลบดารากับอุดมการณ์ มายาคติทางการเมืองไทย การนำเสนอตนเองผ่านการเมืองนั้น เป็นอุดมการณ์ที่แท้จริงที่เชื่อมโยงกับผลประโยชน์สาธารณะ หรือเพียงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ผลประโยชน์ทางด้านเศรฐกิจ หรือการใช้เซเลบดาราเพื่อเป็นเครื่องมือของต้นสังกัด ประการสุดท้าย ช่องทางการสื่อสารทางการเมืองของเซเลบดารา และบทบาททางการเมืองของเซเลบดาราส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร ประเด็นดังกล่าวเป็นปรากฎการณ์ใหม่ในสังคม ที่ส่งผลให้เป็นเครือข่ายทางการเมืองที่เชื่อมโยงกัน เสมือนเป็นกลวิธีในการครอบงำแนวความคิดของมวลชน และเป็นการทำงานที่แยบยลผ่านตัวเซเลบดาราที่ทำงานภายใต้การประสานผลประโยชน์ของกลุ่มทุน และชนชั้นปกครองที่ทำงานร่วมกันอย่างซับซ้อน โดยตัวเซเลบได้ใช้การเมืองเป็นตัวช่วยในการสร้างรูปแบบเพื่อถ่ายทอดสัญญะของภาพแทนตัวตนที่ผู้นั้นต้องการฉายออกสู่สาธารณะชน เพื่อช่วยเพิ่มความดัง ความนิยม และแสดงถึงระดับชนชั้นของตน  มายาคติ และอุดมการณ์ทางการเมืองได้ส่งผ่านไปยังกลุ่มคนอย่างรวดเร็ว และกว้างขวาง ด้วยความที่เซเลบมีอิทธิพลในการเป็นต้นแบบ สามารถเป็นศูนย์รวมของโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นทุนเดิมนั้น ยิ่งมีพลังแสดงความคิดที่มีต่อเรื่องการเมืองการปกครองไปด้วย โดยอาจจะเริ่มต้นจากกลุ่มโซเชียลเน็ตเวิร์กที่เป็นทุนเดิมของตนเองก่อน และหากเซเลบดาราหลายคนที่ผนึกกำลังกันกลายเป็นกลุ่มใหญ่ โซเชียลเน็ตเวิร์กเดิมที่ยึดอยู่กับเซเลบแต่ละคน จะหลอมรวมกลายเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กใหญ่จนกลายเป็นปรากฎการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อสังคม
  
 

CHAPTER 02 Riview Literature

ในการศึกษาวิจัยเรื่อง การวิเคราะห์บทบาททางการเมืองของเซเลบริตี้ที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทย ผู้วิจัยได้เรียบเรียงทฤษฎีและแนวคิดที่ใช้เป็นฐานคิดในการวิจัย เพื่อสืบย้อนไปถึงที่มาและสาเหตุของความสัมพันธ์ระหว่างบทบาททางการเมืองของเซเลบและปรากฎการณ์ในสังคมปัจจุบัน ที่เชื่อมโยงอำนาจและหน้าที่อย่างซับซ้อนในหลายๆ มิติ พร้อมกับขับเคลื่อนไปด้วยแรงผลักดันทางสังคมและอุดมการณ์ การนำกรอบแนวคิด ทฤษฎีเหล่านี้มาวิเคราะห์และอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าว เพื่ออธิบายสังคม การเมืองในปัจจุบันได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งสรุปเป็นสาระสาคัญเพื่อนามาประกอบ การศึกษา โดยแบ่งเป็นหัวข้อและรายละเอียดตามลาดับดังนี้
    
1. ประวัติศาสตร์การเมืองไทย (พ.ศ. 2548-ปัจจุบัน)
    
2. ทฤษฎีเรื่องอุดมการณ์ และการครองอำนาจนำ ของอันโตนิโอ กรัมซี่ และหลุยส์ อัลธูแซร์ 
   
3. ทฤษฎีการสื่อสารทางการเมือง
   
4. ทฤษฎีเรื่องทุนเชิงสัญลักษณ์ของบูดิเยอ
   
5. แนวคิดเรื่อง celebrity culture
   
6. แนวคิดเรื่อง Popularize Polictic

1. ประวัติศาสตร์การเมืองไทย (พ.ศ. 2548-2557)
    
การเมืองไทย พ.ศ. 2548-2556 ในช่วงนี้เสมือนเป็นวิกฤตทางการเมือง เป็นชุดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมือง ซึ่งมีความเห็นต่อต้านและสนับสนุนทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งวิกฤตการณ์ดังกล่าว ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับเสรีภาพสื่อ  เสถียรภาพทางการเมืองในไทย ทั้งยังสะท้อนภาพความไม่เสมอภาคและความแตกแยก ระหว่างชาวเมืองและชาวชนบท  และผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งบั่นทอนการเมืองไทยมาเป็นเวลาช้านาน
    ในปี พ.ศ. 2547 เริ่มมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนซึ่งมีความเห็นว่าทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ควรออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากข้อสงสัยในการบริหารประเทศของรัฐบาลที่อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนใน เรื่องต่างๆ รวมทั้งปัญหาทุจริตคอรัปชั่น และได้ขยายตัวเป็นวงกว้างยิ่งขึ้นจากการนำของสนธิ ลิ้มทองกุลในปี พ.ศ. 2548 ในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) แต่หลังจากนั้นก็มีกลุ่มคนที่สนับสนุนนายกรัฐมนตรีออกมาเคลื่อนไหวเช่น เดียวกัน ทำให้เกิดความเห็นต่างทางการเมืองและก่อให้เกิดความแตกแยกอย่างรุนแรงใน สังคมไทย จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร ส่งผลให้ฝ่ายทหารในนามคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นำโดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ก้าวขึ้นสู่อำนาจและเข้ามามีบทบาททางการเมือง
    ต่อมาคณะรัฐประหารได้แต่งตั้งรัฐบาลชั่วคราว ซึ่งมีพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ระหว่าง พ.ศ. 2549-2550 ซึ่งในช่วงดังกล่าว มีกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหารหลายกลุ่ม นำโดยกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) โดยกล่าวหาว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ยึดอำนาจ และต้องการขับไล่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์
    ต่อมา พรรคพลังประชาชน ซึ่งถูกมองว่าเกี่ยวข้องทางการเมืองกับทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2550 และจัดตั้งรัฐบาลผสม ทำให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเคยเคลื่อนไหวต่อต้านทักษิณ ชินวัตร ก่อนเหตุการณ์รัฐประหารมาแล้ว กลับมาชุมนุมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อกดดันให้นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ออกจากตำแหน่ง ก่อนจะยุติการชุมนุม เมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิพากษายุบพรรคพลังประชาชน
    ผลการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 ปรากฏว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมัยรัฐบาลทักษิณ สมัคร และสมชาย ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหรือ นปช. (กลุ่ม นปก.เดิม) กลับมาชุมนุมอีกครั้งในป ีพ.ศ. 2552 และ พ.ศ. 2553 เพื่อกดดันให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ในภายหลังวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 อภิสิทธิ์ประกาศยุบสภา และผลการเลือกตั้งเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2554 ปรากฏว่า พรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากในสภา และยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรีคนถัดมา 
    วิกฤตการณ์การเมืองไทย พ.ศ. 2556–ปัจจุบัน เริ่มขึ้นอีกครั้งหลังจากมีเสถียรภาพมาระยะหนึ่ง โดยการที่สภาผู้แทนราษฎร ลงมติให้ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการ ชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ผ่านการพิจารณาในวาระที่สองและสาม ในเวลาเช้ามืดของวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 เป็นเหตุสำคัญที่มีประชาชนหลายกลุ่มแสดงการคัดค้าน โดยสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้นำการชุมนุม รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งต่อต้านด้วยการอ้างว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะช่วยให้พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พ้นจากความผิดทางการเมือง และสามารถกลับเข้าประเทศไทย ทั้งเชื่อว่า นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรอยู่เบื้องหลังการนี้ สำหรับการคัดค้านของ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มคนเสื้อแดงส่วนหนึ่ง ด้วยเนื่องจากร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว จะล้างความผิดของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสุเทพ ให้พ้นจากข้อหาสั่งสลายการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2553 จนมีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ครั้นวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 วุฒิสภาลง มติไม่เห็นชอบ กับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่การชุมนุมซึ่งนำโดยสุเทพ ยังคงดำเนินต่อไป โดยเปลี่ยนเงื่อนไขเป็นการต่อต้านรัฐบาลแทน (อ้างใน Wikipedia, 2556 : ออนไลน์)


2. ทฤษฎีเรื่องอุดมการณ์ และการครองอำนาจนำ ของอันโตนิโอ กรัมซี่ และหลุยส์ อัลธูแซร
    แนวคิดของกรัมซี่เน้นย้ำว่า “ในกิจกรรมทางสังคมและการเมืองนั้น ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติการไม่อาจแยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิง ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองจะมีความสัมพันธ์กับจังหวะที่เคลื่อนไหวไปในชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคมเสมอ”  แนวคิดของกรัมซี่ชี้ให้เห็นความสำคัญและเข้าใจโครงสร้างส่วนบนที่ยึดกุม ควบคุมความคิดและจิตใจของชนชั้นใต้การปกครองในระดับชีวิตประจำวันและสามัญสำนึก (Common Semse) ให้ยินยอมต่ออำนาจของชนชั้นปกครอง โดยหลักการสร้างเหตุผลของทุนนิยม ที่เข้ามาครอบงำจิตสำนึกของมวลชนผ่านกลไกอุดมการณ์ (กาญจนา แก้วเทพ และ สมสุข หินวิมาน, 2551:166)
    โดยมีสื่อมวลชนเป็นกลไกสำคัญ ในการผลักดันและสร้างจิตสำนึกให้แทรกซึมเข้าสู่ชีวิตประจำวันของมวลชน อาศัยวิธีการแพร่กระจายโดยการตอกย้ำหรือผลิตซ้ำทางอุดมการณ์จนผู้คนยอมรับตัวเนื้อหาไปโดยปริยาย จากนั้นอุดมการณ์ก็จะทำงานของมันได้ด้วยตัวเอง อย่างเช่นความคิดที่ว่า “ถ้าคนส่วนใหญ่ยอมรับว่าจริง เรื่องนั้นก็ต้องเป็นเรื่องจริง” เมื่อความหมายของประโยคดังกล่าวแข็งตัวมากขึ้น ก็จะกลายเป็นกรอบความคิดขังผู้คนไม่ให้คิดแตกต่างไปปฏิบัติการดังกล่าวอาจอยู่ในรูปแบบของปฏิบัติการทางวาทกรรม (Discursive Practise) เช่น การให้คำสั่งสอน การให้ข้อมูลผ่านสื่อต่างๆ หรือปฏิบัติที่ดำเนินอยู่ในรูปแบบของกิจกรรมทางสังคมเป็นต้น
    แนวคิดและทฤษฎีในการวิเคราะห์สังคมของกรัมซี่ นอกจากจะอธิบายภาพรวมของอำนาจนำในสังคมการเมืองแล้ว ยังสามารถประยุกต์มาเพื่อใช้อธิบายการครองอำนาจนำโดยสื่อ (Media Hegemony) ได้หลายประเด็นเช่น แนวคิดเรื่องการใช้กำลังบังคับและการสร้างความยินยอมพร้อมใจ ที่กรัมซี่ได้อธิบายถึงการปกครองหรือการปราบปรามแบบที่ใช้กำลังบังคับว่าเป็นการกระทำที่อาจไดผลเพียงชั่วคราวไม่ถาวร ในขณะเดียวกันหากมีการบังคับปราบปรามมากเท่าใด กระบวนการต่อต้านก็จะเกิดตามมาเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่ชนชั้นปกครองใช้ควบคู่ไปกันไปก็คือการสร้างความยินยอมพร้อมใจ โดยผ่านกลไกของรัฐด้านอุดมการณ์ที่เป็นกลยุทธในการแทรกซึมเข้าสู่ชีวิต (กาญจนา แก้วเทพ, 2553:233)
    
    
อุดมการณ์ในความคิดของอัลธูแซร์ หมายถึง ระบบของความคิดและภาพตัวแทน ซึ่งครอบงำจิตวิญญาณของมนุษย์หรือกลุ่มสังคมระบบคิดและภาพตัวแทนนี้มีที่มา จากกลไกของรัฐทั้งฝ่ายปราบปรามและอุดมการณ์ อัลธูแซร์กล่าวต่อไปอีกว่าในขณะที่อุดมการณ์ประกอบขึ้นจาก ภาพ, สัญญะ, และภาพตัวแทน (representations) แต่ความเป็นเอกภาพรวมทั้งความหมายของสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากตัว ปัจเจกบุคคลกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความหมายของสิ่งต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นอุดมการณ์ไม่ได้มาจากเนื้อหาในตัวเองแต่กลับเกิดขึ้น จากความสัมพันธ์ของ ภาพ สัญญะ และภาพแสดงแทนทั้งหลาย ดังนั้น ความหมายของสิ่งเหล่านี้จึงมีที่มาจากรูปแบบของตัวมันเท่านั้น   กล่าว อีกนัยหนึ่งก็คือ ตัวระบบ หรือสิ่งที่เรียกว่าวิถีแห่งการจัดเรียงตัวและการผสมผสานต่างหากที่เป็นผู้กำหนดความหมายให้กับสิ่งต่างๆ ซึ่งนั่นเท่ากับว่า โครงสร้างเป็นตัวการในการกำหนดทั้งความหมายและหน้าที่ของสิ่งต่างๆ
     ดังนั้นหน้าที่และบทบาททั้งหลายของมนุษย์จึงล้วนเป็นผลผลิตของกระบวนการดัง กล่าวซึ่งมีลักษณะเป็นกระบวนการผลิตซ้ำทางสังคมด้วย เพราะมันจะเป็นเครื่องประกันถึงพันธะทางสังคมของผู้คนทั้งหลาย ให้ยอมรับในระบบความสัมพันธ์ที่ดำรงอยู่รวมทั้งให้ยอมรับในหน้าที่ตามที่ได้ รับมอบหมายจากโครงสร้างสังคม และเนื่องจากอุดมการณ์เป็นระบบโครงสร้างที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในอีกทั้งยังคอย กำหนดทิศทางในการเลือกสรรและผสมผสาน ภาพ เสียง และภาพแสดงแทนต่างๆเช่นนี้แล้ว อุดมการณ์จึงเป็นผู้ “ร้องเรียกหาเพื่อให้สำนึกถึง” รวมทั้งเป็นผู้ผลิต “องค์ประธานทางสังคม” หรือ social subject จนดูเหมือนว่าปัจเจกชนทั้งหลายมีความคิดอิสระตามสัญชาตญาณที่ติดตัวมาตาม ธรรมชาติตั้งแต่เกิดกล่าวนัยหนึ่งก็คือ เราทุกคนต่างพูดผ่านอุดมการณ์ที่เรามีอยู่ทั้งสิ้นในแง่นี้เขาเป็นผู้ที่ต่อต้านมนุษยนิยม (อ้างใน วิชุตา ติ่งต้อย, 2551)
    
จะเห็นได้ว่าแนวคิดเหล่านี้เป็นประโยชน์อย่างมากต่องานศึกษาวิจัยชิ้นนี้ เซเลบดาราทำหน้าที่เป็นเสมือนสื่ออย่างหนึ่ง เปรียบเป็นเครื่องมือการสื่อสารใหม่ในทางการเมือง เนื่องจากเซเลบดารามีอิทธิพลในสังคมเป็นทุนเดิม ทำให้เซเลบดาราสามารถนำเสนออุดมการณ์ และครองอำนาจนำในสังคมได้เป็นอย่างดี โดยผ่านกลยุทธต่างๆ ที่แทรกซึมไปในชีวิตประจำวัน แนวคิดต่างๆ ของกรัมซี่สามารถนำมาวิพากษ์ปรากฏการณ์ของสังคมไทยได้อย่างดี เนื่องจากสังคมไทยเป็นระบบสังคมเก่า ที่ต้องต่อสู้ต่อรองกับอำนาจศักดินา เป็นสังคมที่ปิดกั้นทางความคิด ภายใต้การทำงานของอุดมการณ์หลักของชนชั้นปกครองที่มุ่งช่วงชิงพื้นที่ทางความคิด เพื่อสร้างความหมายให้ชนชั้นที่ถูกปกครองรู้สึกถึงการพัฒนาไปในทางที่ดียิ่งขึ้น เซเลบดาราจึงรวมอุดมการณ์ การครองอำนาจของชนชั้น ในการส่งผ่านอุดมการณ์ที่แฝงมาในรูปแบบความสัมพันธ์ของ ภาพ สัญญะ ที่เหล่าเซเลบดารานำเสนอตัวตนในบริบทการเมืองออกมาสู่สาธารณะชน ดังนั้น ความหมายของสิ่งเหล่านี้จึงมีที่มาจากรูปแบบของตัวมันเท่านั้น   กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ตัวระบบ หรือสิ่งที่เรียกว่าวิถีแห่งการจัดเรียงตัวและการผสมผสานต่างหากที่เป็นผู้กำหนดความหมายให้กับสิ่งต่างๆ ซึ่งนั่นเท่ากับว่า โครงสร้างเป็นตัวการในการกำหนดทั้งความหมายและหน้าที่ของสิ่งต่างๆ เซเลบจึงถูกสร้างความหมายใหม่ กลายเป็นกระบวนการต่างๆ ในฐานะเครื่องมือการสื่อสารทางการเมืองในรูปแบบใหม่



3. ทฤษฎีการสื่อสารทางการเมือง
    ในการพัฒนาทางการเมืองของระบบการเมือง การสื่อสารทางการเมืองเป็นส่วนหนึ่งสำคัญที่จะทำให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจประสบการณ์ต่างๆ ทางการเมือง อันจะนำไปสู่การเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ซึ่งเซเลบดารานั้นเป็นเสมือนสื่อชนิดหนึ่งในการสื่อสารทางการเมือง โดยสื่อสารสอดแทรกไปในชีวิตประจำวัน ผ่านช่องทางสื่อต่างๆ ของตนเอง
  

3.1 ความหมายของการสื่อสารทางการเมือง
    
Rush and Althoff  กล่าวว่า การสื่อสารทางการเมือง คือ การแลกเปลี่ยน อภิปราย ถ่ายทอดข่าวสารทางการเมืองต่างๆ ระหว่างสมาชิกในสังคมการเมืองนั้น ซึ่งทำให้สมาชิกต่างๆ นี้ยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งของสังคมการเมืองนั้นๆ ด้วย ซึ่งการสื่อสารทางการเมืองในแต่ละสังคมการเมืองนั้นจะเป็นเช่นไร ย่อมขึ้นกับบริบททางการเมืองของแต่ละสังคมนั้นด้วย หากเป็นสังคมประชาธิปไตย การสื่อสารทางการเมืองย่อมมีอิสระ และหลากรูปแบบมากกว่าสังคมเผด็จการอย่างแน่นอน (อ้างใน สฤษฎ์รัฐ แจ้งสมบูรณ์, 2542:6)
    Deutsch ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับการสื่อสารทางการเมืองโดย อธิบายถึงโครงสร้างของระบบการเมืองว่ามีลักษณะเป็นเครือข่ายของระบบการสื่อสาร (communication network) ที่มีกระบวนการทำงาน ที่คล้ายคลึงกับการสั่งงานของระบบประสาทมนุษย์และระบบเครื่องกลอัตโนมัติ โดยที่เครือข่าย (network) จะครอบคลุมและเชื่อมโยงทุกๆ ส่วน ส่วนการปฎิสัมพันธ์ระหว่างระบบกับสภาพแวดล้อมนั้นเกิดขึ้นได้ด้วยการมีระบบสื่อสาร ทั้งในระบบกับสภาพแวดล้อม การที่จะทำความเข้าใจกับระบบใดๆ ก็ตามจะต้องทำความเข้าใจต่อระบบทั้งหมดจะขาดหายไปส่วนหนึ่งส่วนใดไม่ได้ และส่วนประกอบต่างๆ ของระบบต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อความเป็นดุลยภาพของระบบ (อ้างใน วิชุตา ติ่งต้อย, 2551 )
    
Almond and Powell กล่าวว่า การสื่อสารทางการเมือง เป็นหน้าที่พื้นฐานหนึ่งของระบบการเมืองเพื่อการดำรงไว้ซึ่งโครงสร้างของระบบการเมือง และเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทางการเมือง ในกระบวนการกล่อมเกลาทางการเมืองแม้จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงทัศนคติทแต่ก็ก่อให้เกิดความร่วมมือและควบคุมจากปัจเจกบุคคล โดยจะเป็นตัวกำหนดความต้องการข้อมูลข่วสารภายใต้บทบาทขององค์กรต่างๆ เนื่องด้วยทุกคนต้องพึ่งพาข้อมูลข่าวสารที่รับ และมีผลต่อข้อมูลข่าวสารที่แปลออกมา อันเป็นปัจจัยในการทำความเข้าใจหน้าที่อื่นของระบบการเมือง โดยเราสามารถเพ่งจุดสนใจไปที่การไหลของข้อมูลข่าวสาร เพราะประชาชนต้องการความรู้เป็นจริงที่เพียงพอต่อการตัดสินใจ ในการอธิบายสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ต้องการทราบว่าผู้นำคนใดมีแนวนโยบายอย่างไร รวมทั้งการทำงานของรัฐบาล เพื่อประเมินและควบคุมการทำงาน รวมทั้งพยายามที่จะมีอิทธิพล และควบคุมผู้นำ ภายใต้บทบาทของกลุ่มต่างๆ และประสานงานกับกลุ่มอื่นๆ เพื่อแสดงความต้องการถึงผู้นำ อย่างมีประสิทธิภาพ (อ้างใน ปักษธร สมิ่นทรปัญญา, 2541:22)
    
จะเห็นได้ว่าการสื่อสารทางการเมืองจึงเป็นตัวกลางหรือเป็นสื่อกลาง ระหว่างสมาชิกระบบการเมือง กล่าวคือเป็นช่องทางในการเสนอข้อมูลข่าวสาร ซึ่งแนวคิดนี้มีความสัมพันธ์กับงานวิจัยนี้ คือ การสื่อสารทางการเมืองในปรากฏการณ์ของสังคมไทยในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไป เป็นการให้ความหมาย และรูปแบบใหม่ในการสื่อสารทางการเมือง โดยการใช้เซเลบดารามาเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร เพื่อขยายฐานอำนาจ และการแจกแจงข้อมูลข่าวสาร แนวคิด อุดมการณ์ในฝ่ายของตน ผ่านตัวตนการนำเสนอของเซเลบดาราคนนั้นๆ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ และเสมือนจริง โดยแทรกซึมผ่านชีวิตประจำวัน เช่น การโพสข้อความ หรือภาพต่างๆ ผ่านอินสตราแกรม เพื่อบ่งบอกจุดประสงค์ และจุดยืนของตน ซึ่งการสื่อสารทางการเมืองเหล่านี้ได้แทรกซึม และเผยแพร่กระจายเป็นวงกว้างในกลุ่มต่างๆ ของสังคม กลายเป็นปรากฎการณ์ใหม่ เสมือนใช้เซเลบดาราเป็นเครื่องมือสร้างความน่าเชื่อถือเพื่อการดำรงไว้ซึ่งโครงสร้างของระบบการเมือง และเป็นการเพิ่มฐานนิยม การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทางการเมืองเหล่านี้ จึงเป็นกระบวนการกล่อมเกลาทางการเมืองแม้จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงทัศนคติทแต่ก่อให้เกิดความร่วมมือ และความสนใจของคนในสังคมปัจจุบันได้เป็นอย่างดี



4. ทฤษฎีและแนวคิดเรื่องทุนเชิงสัญลักษณ์ของบูดิเยอ
  
 “ทุน” สามารถนำไปประกอบสร้างความหมายผ่านรูปของคำศัพท์ใหม่ๆ ได้อย่างมากมาย เช่น ทุนทางเศรษฐกิจ, ทุนทางสังคม, ทุนทางสัญลักษณ์, ทุนมนุษย์, ทุนทางความรู้, ทุนทางปัญญา, ทุนทางทรัพยากร ฯลฯ ซึ่งคำศัพท์ต่างๆ ที่มีคำว่า “ทุน” เป็นส่วนประกอบนั้น ในด้านหนึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า “ทุน” สามารถแทรกตัวเข้าไปมีบทบาทในเกือบทุกๆ วงการ รวมทั้งวงการของเหล่าเซเลบดารา ซึ่งบทบาทของทุน ถือเป็นคุณลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของทุนในแง่ที่ว่า อะไรก็ตามที่จะถือเป็นทุนได้นั้น สิ่งนั้นต้องสามารถที่จะขยายตัวมันเองได้อยู่ตลอดเวลา 
    แนวคิดของบูร์ดิเยอ เขาได้จำแนกบุคคลตามการแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นรสนิยมการบริโภค การแสดงออกในชีวิตประจำวัน ความคิด ค่านิยม ที่เรียกว่า “Habitus” จำแนกคนตามต้นทุนหลัก 2 ประเภทคือ ทุนทางเศรษฐกิจ และทุนทางวัฒนธรรม กล่าวคือ คนเราย่อมมีทั้งทุนทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ฐานะทางเศรษฐกิจ ความร่ำรวย-ยากจน และทุนทางวัฒนธรรม ได้แก่ ภูมิปัญญาความรู้ บารมี ความน่าเชื่อถือ รสนิยมทางศิลปะ ซึ่งเซเลบดารามีทุนที่เพิ่มจากเดิม คือ ทุนสัญลักษณ์ และแน่นอนว่าผู้ที่ครอบครองทุนทางสัญลักษณ์ก็ย่อมเป็นผู้ที่มี “อำนาจเชิงสัญลักษณ์” (symbolic power) ด้วย ซึ่งอำนาจเชิง สัญลักษณ์ เป็นระบบความสัมพันธ์ของคนในสังคมที่แสดงออกมาในเชิงสัญลักษณ์เช่น สถานภาพ ถ้อยคำภาษา อากัปกิริยาท่าทาง การกระทำ การรับรู้กันในใจ ที่สืบเนื่องมาจากทุนทางสัญลักษณ์ (symbolic capital) เช่น ชื่อเสียงเกียรติยศ ยศฐาบรรดาศักดิ์ พละกำลัง บุญบารมี วีรกรรม ฯลฯ เราจะรับรู้ถึงทุนทางสัญลักษณ์ได้นั้น ต้องอาศัยการตีความในหมู่สมาชิกของสังคมที่มีระบบคุณค่าหรือวัฒนธรรม เดียวกัน ต้องอาศัยการยินยอมพร้อมใจและให้ความชอบธรรม (legitimacy) แก่สิ่งนั้น ในแนวคิดของบูร์ดิเยอ สิ่งที่ทำให้กลุ่มคนบางกลุ่มมี “บารมี” ได้เป็นผลจากการมีทุนทางสัญลักษณ์ ซึ่งมิได้เกิดขึ้นเอง แต่ต้องอาศัยการแฝงฝังระบบโน้มเอียงต่างๆ ที่สอดคล้องลงไปในตัวผู้กระทำ โดยผ่านกระบวนการขัดเกลาทางสังคมตั้งแต่วัยเยาว์ ทุนทางสัญลักษณ์เป็นที่มาของการครอบงำเช่นเดียวกับทุนทางเศรษฐกิจ เป็นการเอารัดเอาเปรียบแบบที่ฝ่ายที่อยู่ภายใต้การครอบงำไม่ได้ตระหนักว่าถูกครอบงำ
  
แนวคิดเรื่อง อำนาจเชิงสัญลักษณ์ของบูร์ดิเยอนำมาใช้อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ปัจเจกบุคคลและความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางสังคม ความสัมพันธ์นี้มีส่วนในการกำหนดอัตลักษณ์ของบุคคลและสังคมในมิติที่แตกต่างออกไป กล่าวอีกแง่หนึ่ง หากเราต้องการให้คนอื่นมองเห็นว่าเราเป็นคนในชนชั้นไหน ฐานะเป็นอย่างไร อยู่ในโครงสร้างส่วนไหนของสังคม เราก็ต้องพยายามแสดงออกให้คนอื่นเห็นด้วยสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนของชนชั้น นั้นๆ เช่น การใช้สินค้าแบรนด์เนม การใช้อุปกรณ์การสื่อสารรุ่นใหม่ล่าสุด การอ่านหนังสือแฟชั่นหรือหนังสือวิชาการ การฟังเพลงคลาสสิคหรือเพลงลูกทุ่ง ฯลฯ การแสดงออกของบุคคลจึงถูกประกอบสร้างตามฐานะทางสังคม ชนชั้น ต้นทุนทางวัฒนธรรมหรือต้นทุนทางสัญลักษณ์ที่คนคนนั้นครอบครองอยู่ (อ้างใน เอกรัฐ เลาหทัยวาณิชย์, 2556:ออนไลน์)
  
 จะเห็นได้ว่า เซเลบดารามีทุนที่เพิ่มจากเดิม คือ ทุนสัญลักษณ์ และแน่นอนว่าผู้ที่ครอบครองทุนทางสัญลักษณ์ก็ย่อมเป็นผู้ที่มี “อำนาจเชิงสัญลักษณ์” (symbolic power) ด้วย ซึ่งอำนาจเชิงสัญลักษณ์ เป็นระบบความสัมพันธ์ของคนในสังคมที่แสดงออกมาในเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งการที่เซเลบดาราออกมาแสดงบทบาททางการเมืองนั้นซึ่งเป็นผลจากการมีทุนทางสัญลักษณ์อยู่เดิม ซึ่งต้องอาศัยการแฝงฝังระบบโน้มเอียงต่างๆ โดยผ่านกระบวนการขัดเกลาทางสังคม การที่เซเลบดาราใช้ทุนทางสัญลักษณ์ของตนนั้น เป็นที่มาของการครอบงำสังคม เป็นการเอารัดเอาเปรียบแบบที่ฝ่ายที่อยู่ภายใต้การครอบงำโดยไม่ได้ตระหนักว่าถูกครอบงำ อำนาจเชิงสัญลักษณ์ของบูร์ดิเยอนำมาใช้อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่าง เซเลบดารา และความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางสังคม ความสัมพันธ์นี้มีส่วนในการกำหนดอัตลักษณ์ของบุคคลและสังคมในมิติที่แตกต่างออกไป  กล่าวอีกในหนึ่ง การออกมาแสดงบทบาททางการเมืองของเซเลบดารานั้นเพื่อให้คนอื่นมองเห็นว่าตนนั้นเป็นชนชั้นไหนในสังคม และอยู่ในโครงสร้างส่วนไหนของสังคม ซึ่งเซเลบดาเราได้ใช้ทุนทางสัญลักษณ์ที่มีอยู่เดิมในการสร้างตัวตนในบริบทใหม่ โดยการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง หรือในทางตรงข้างเซเลบดาราได้ใช้ระบบการเมืองที่อยู่ในกระแสปัจจุบันเป็นตัวช่วยเสริมแรงในการสร้างทุนทางสัญลักษณ์ที่มีอยู่เดิมให้เพิ่มมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน
  

 5. แนวคิดเรื่อง celebrity culture
    
ปัจจุบันเราใช้เวลามากขึ้นในการติดตามกระแสของเหล่าคนดัง ไม่สามารถยืนยันได้ว่าความสำคัญของวัฒนธรรมคนดังนั้นมีความสำคัญน้อย แต่สิ่งที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น คือ ความลุ่มหลงของเรากับบุคคลที่มีชื่อเสียงที่มีชีวิตไม่เคยตัดขาดจากตัวเรา และมีความมั่งคั่งที่มีความแตกต่างจากเรา สิ่งที่น่าสนใจในตอนนี้คือ การที่เราเอาชีวิตความเป็นอยู่ไปติดอยู่กับรูปแบบของบุคคลสาธารณะ อย่างที่เห็นกันอย่างแพร่หลาย คือ การเพิ่มขึ้นของอุตสาหกรรมการประกวด ซึ่งแม้กระทั่งคนธรรมดา ที่กระหายชื่อเสียงก็สามารถมีชื่อเสียงได้ ซึ่งกลายเป็นสังคมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงให้ทุกสิ่งเป็นสินค้า คนสามารถเข้ามาเป็นสินค้า และสามารถขายได้เช่นเดียวกับเป็นซุปเปอร์มาเกต ดูเหมือนสิ่งเหล่านี้กลายเป็นคุณค่าของความสนใจของคนในสังคม    
    
วัฒนธรรมคนดังเป็นส่วนหนึ่งของความลุ่มหลงในความดังความมีชื่อเสียง ซึ่งมันมีมายาวนาน วัฒนธรรมคนดังกลายเป็นคุณลักษณะของชีวิตทางสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วในช่วงทศวรรษที่ 1990 และยื่นออกไปในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความบันเทิงและการกีฬา
    เรื่องราวของเหล่าคนมีชื่อเสียงนั้นเริ่มต้นในทศวรรษที่ 1960 เริ่มเห็นจุดเริ่มต้นของความลุ่มหลงใหม่ของเรา ความรู้สึกของเราได้รับการจัดการโดยสื่อใหม่ มันได้จัดการชีวิตจริงเบื้องหลังภาพนั้นๆ แน่นอนว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำ คือการส่งมอบภาพใหม่ที่จะมาแทนที่ภาพเก่า แต่ปัจจุบันนั้นมีความแตกต่างกันออกไป วัฒนธรรมคนดังในปัจจุบัน เริ่มถูกจัดการในตลาดภาพยนตร์, เพลงหรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่พวกเขาสนับสนุนคนดังได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ คนดังกลายเป็นสินค้า ทุนนิยม ได้เข้ามาครอบครองสังคมผู้บริโภค และวางแผนจัดการความคิดของการเปลี่ยนแปลงบุคคลที่มีชื่อเสียง โดยการย้ายตำแหน่งเป็นเพียงเครื่องมือในการโฆษณาสินค้า     
  
เนื่องจากการเกิดโลกาภิวัฒน์ ทำให้ดคนดังใช้ชีวิตในแบบเสมือนเป็น Panopticon การที่ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วม หรือได้เข้าใกล้ การได้รับรู้ข่าวของคนดังมากขึ้นๆ ส่งผลให้กลุ่มผู้ติดตามมีความสนุกมากขึ้นที่จะมีส่วนร่วมในความสุขของวัฒนธรรมคนดัง และการนำเอาคนดังมาเป็นเครื่องมือของระบบทุนนิยม เห็นได้จากหนังในอเมริกาสะท้อนถึงวัฒนธรรมการหลงตัวเอง เนื่องจากเราเบื่อหน่ายกับชีวิตประจำวัน ซึ่งวัฒนธรรมคนดังนั้นมันเป็นวัฒนธรรมที่ตรงกันข้าม มันช่วยรองรับความจริง และส่งผลให้เราติดอยู่กับความเพ้อฝัน ส่งผลให้คนในสังคมกลายเป็นคนหมกมุ่นอยู่กับความก้าวหน้าการติดตามคนดัง แต่ไม่ค่อยมีพวกเราถามว่า "ทำไมฉันต้องการทราบเกี่ยวกับบุคคลนี้" หรือ "ทำไมสมาชิกคนๆ นี้ถึงที่มีชื่อเสียง" ในท้ายสุด “famous for being famous”  กลายเป็นคำอธิบายที่เหมาะสมของคำตอบนี้ (Ellis Cashmore, 2006, p.1-16)



6. แนวคิดเรื่อง Popularize Polictic
    
คนในยุคหลังสมัยใหม่นี้ ไม่อาจต่อต้านการเมืองได้ เนื่องจากเราอยู่ในยุคที่ผสมผสานระหว่างการเมืองและ popular culture การเมืองถูกจัดในกระบวนการต่างๆ ผ่านสื่อ ที่มาควบคู่กับความเป็น popular culture ร่วมถึงการวางตัวของนักการเมือง หรือแม้กระทั่งการออกแบบสื่อต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ในแนวคิดนี้กล่าวไว้ว่า จุดมุ่งหมายของตำแหน่ง และการแสดงบทบาทของนักการเมืองนั้น กลายเป็นความสำคัญเนื่องความเชื่อมโยงของการเมืองและการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรม 3 ประการ ประการที่หนึ่ง การเพิ่มขึ้นของ entertainment text และ image นักการเมืองถูกจัดการให้กลายเป็นข้อมูลสั้นๆ เพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสาร เพราะปัจจุบันเป็นยุกของ entertainment culture นอกจากให้ข้อมูลที่สั้นกระชับแล้ว ยังต้องให้ความเพลิดเพลินอีกด้วย ประการที่สอง  entertainment มันช่วยจัดการกรอบวัฒนธรรมที่มีอำนาจครอบครองในการรับรู้เรื่องการเมือง ประการสุดท้าย นักการเมืองต้องสับเปลี่ยนบทบาทระหว่างความต้องการที่แตกต่างกันของการเมืองและความบันเทิง เพื่อรักษาตำแหน่ง และสถานภาพทางการเมือง และรักษาความสัมพันธ์เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของระบบประชาธิปไตย จากที่กล่าวมาข้างต้นส่งผลให้เป็นการพัฒนาเป็นการเมืองร่วมสมัย กลายเป็นความเข้าใจของคนในปัจจุบัน นักการเมือง และประชาชนถูกครอบงำพฤติกรรม และความสามารถทางร่างกายและจิตใจของปัจเจกชน ซึ่งกระบวนการนี้กลายมาเป็นหัวใจหลักของการเมืองอย่างสมบูรณ์ (Liesbet van Zoonen, 2005)
    การผสมผสานระหว่างการเมือง และความบันเทิงเป็นความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกัน การเมือง หรืออุดมการณ์ทางการเมืองนั้นถูกเปลี่ยนความหมายไปในช่วงหลังสมัยใหม่ การเมืองกลายเป็นวัฒนธรรมมวลชน และถูกเปลี่ยนฐานะ กลายเป็นสินค้าที่มวลชนเข้าถึง และสามารถเลือกได้ เซเลบดาราจึงเปรียบเสมือนความบันเทิงที่ถูกหลอมรวมกับการเมือง เพื่อให้เข้าถึงมวลชน เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งความโด่งดังเพิ่มมากขึ้น


CHAPTER 03 Framework

APPENDIX



created by Z Axis IT Solution