Lab De-sign : ONLINE PHYCHOSIS

ILL SOCIAL

Monton Onwanna | MY LAB PROJECTS | Master Programme | 2014

งาน Installation ประเภท Conceptual Arts เมื่อผู้ชมได้เขามาชมผลงาน คอมพิวเตอร์จะทำการ Interactive ถ่ายทอดสดออนไลน์ ผู้เข้าชมทันที่โดยไม่รู้ตัว จนกว่าจะได้อ่านข้อความบนหน้าจอ เพื่อให้ผู้ชมงานได้ตระหนักถึงการคุกคามพื้นที่ส่วนตัวจากโลกออนไลน์ ตัวงานประกอบไปด้วย ส่วน Visual แนว Minimal art ใช้คอมพิวเตอร์รูปทรงร่วมสมัยเป็นตัวแทนของโลกออนไลน์ที่เข้าไปแทนอุปกรณ์ในห้องน้ำที่เป็นภาพแทนพื้นที่ส่วนตัว ทำให้เกิดการผิดที่ผิดทางและ Interact กับผู้ชมตามคำอธิบายข้างต้น

ABSTRACT

Internet has benefit for people to share their opinion freely. In the other hand,
safety in sharing such opinion is reduced. Many harmful disadvantages,
which can threaten one life's safety.

CHAPTER 01 Hypotheses

ปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในโลกออนไลน์ หรือพื้นที่สาธารณะ (public space) ซึ่งเชื่อมโยงมิติทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม อันเนื่องมาจากเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ทำให้สังคมมีช่องทางการรับข้อมูลข่าวสาร และแสดงความคิดเห็นกัน สังคมได้รับประโยชน์การการเปิดกว้างของเสรีภาพแต่มีรอยประเด็นเรื่องการปกป้องคุ้มกันความเป็นส่วนตัวก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน คือเสรีภาพในการสื่อสารมีมาก แต่ความปลอดภัยในการสื่อสารมีน้อย ภัยคุกคามค่อนข้างเยอะการพูดและการแสดงความคิดเห็นสามารถส่งผลถึงชีวิตได้เลยทำสังคมบางกลุ่มเริ่มถามหาพื้นที่ส่วนตัว (private space) ในโลกออนไลน์ และออฟไลน์ ที่แทบไม่เหลืออยู่แล้วไม่ว่าเราจะทำอะไร
 

CHAPTER 02 review literature

จอร์จ ออร์วอลล์ (George Orwell) ในมุมมองของการสื่อสารและมุมมองของสื่อจะมองออกเป็นคลื่นสามลูก
 คลื่นลูกที่หนึ่ง คนเราพูดคุยกันอย่างเห็นหน้าค่าตาโดยไม่ต้องมีสื่อใดเป็นตัวกลาง คลื่นลูกที่สอง สื่อมวลชนเกิดขึ้นมา มีหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ก็คือยุคสื่อสารมวลชน mass media มีอิทธิพลหรือ พลานุภาพสูงในสังคม มันสะท้อนมาด้วยคำกล่าวว่า "Big brother is watching you" หมายความว่า ประชากรพลเมืองทั้งหลาย ที่อยู่ในสังคมถูกจับตามองทุกฝีก้าว ไม่ว่าคุณจะทำอะไร ในสภาพสถาบันทางสังคมได้ ก่อตัวเป็นรัฐ มีหน่วยงานองคาพยพของรัฐที่มีอำนาจมาก สื่อมวลชนก็เช่นเดียวกันกับภาคสังคมที่ล้อกันไปกับการเติบโตแบบนี้ ก็คือว่า องค์กรสื่อมีโอกาสคัดกรองว่าคนในสังคมควรจะรู้หรือไม่ควรรู้อะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หน่วยงานที่มีอำนาจสูงอย่างหน่วยงานของรัฐก็สามารถที่จะเอาบทบาทของสื่อมวลชนมาผนวกกับอิทธิพลของตนได้ในในสภาพ แบบนี้ก็เหมือนกับว่า ในมุมของพี่ใหญ่ พี่ใหญ่ก็สามารถบอกได้ว่า คุณควรจะรู้และเชื่ออะไร ในมุมมองกลับกันประชากรพลเมืองเอง ก็แทบจะไม่มีสิทธิมีเสียง เพราะแทบจะไม่มีชองทางรับหรือไม่มีชองทางในการพูดออกไปนี่คือสภาพการณ์ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เป็นยุคของสื่อสารมวลชนจริงๆ คลื่นลูกที่สาม ยุคของข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศ สื่อใหม่หรืออินเตอร์เน็ตเป็นปรากฏการณ์ที่กำลังสั่นสะเทือนและเขย่าการรับรู้ของสังคม รวมทั้งมีการใช้ประโยชน์จากความเข้าใจต่างๆการมีสื่อใหม่หรือสื่อออนไลน์ แน่นอนว่ามันเป็นโอกาส และเป็นพัฒนาการของมนุษยชาติด้วยซ้ำไป ที่สามารถพัฒนาเครื่องมือโดยใช้ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อให้เรามีช่องทางในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และแสดงความคิดเห็นกันออกไป สังคมจะได้รับประโยชน์จากการเปิดกว้างของเสรีภาพ

แนวคิดเกี่ยวกับมณฑลสาธารณะ (Public Sphere)
กาญจนา แก้วเทพ (2543, น. 171) ได้กล่าวถึงความหมายของคำว่า "มณฑลสาธารณะ" ประกอบด้วยคำ 2 คำ คือคำว่า
"มณฑล" และคำว่า "สาธารณะ" คำว่า "มณฑล" นั้นประกอบไปด้วยรูปธรรมและนามธรรม ในแง่รูปธรรม "มณฑล"หมายถึงอาณาบริเวณแห่งใดแห่งหนึ่ง (area) ที่มีการแบ่งเขตเอาไว้อย่างแน่นอน (boundary) เช่น พื้นที่ในโรงงานพื้นที่ในบ้านพื้นที่ในบริเวณวัด พื้นที่ในห้างสรรพสินค้าฯลฯ นอกจากความหมายของรูปธรรมดังกล่าวแล้ว "มณฑล" ยังมีความหมายทางสังคม การเมือง วัฒนธรรม ที่มีลักษณะเป็นนามธรรม เช่น หมายถึงเวที (นามธรรม) ทางสังคม ที่มีการช่วงชิงอำนาจ เช่นมณฑลวัฒนธรรมในสื่อสารมวลชน คำว่า "สาธารณะ" นั้นหมายถึง "ส่วนรวม" (public) ซึ่งมักจะถูกนิยามเปรียบเทียบกับคู่ตรงข้าม คือ "ส่วนตัว" (private) คำว่า "สาธารณะ" สามารถแสดงออกได้ 2 ลักษณะ คือ ลักษณะรูปธรรม เช่นสวนสาธารณะคือสวนของส่วนรวม และความหมายเชิงนามธรรมเช่น ผู้นำชุมชนที่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมโดยไม่คำนึงถึงความสุขส่วนตัวเลย เจ ฮาเบอร์มัส (j. Habermas, 1976) เป็นนักวิชาการในสายแฟรงเฟิร์ตที่มีความสนใจในเรื่องบทบาทของการสื่อสาร หรือสื่อสารมวลชนกับการสร้างมณฑลสาธารณะ (public sphere) ฮาเบอร์มัส ให้คำนิยามเรื่อง "มณฑลสาธารณะ" ว่าแนวความคิดเรื่องมณฑลสาธารณะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ "ความรู้สึกเป็นส่วนรวม" (sense of public) อยู่ในภาคประชาสังคม (civil society)มีการพูดคุยถกเถียงกันอย่างมีอิสระเสรีภาพและใช้เหตุผลในเรื่องกฎหมาย การเมือง การปกครองต่างๆ ของรัฐ การโต้แย้งนี้จะเป็นหลักความเสมอภาคเท่าเทียมกัน "สื่อสาธารณะ" จึงสามารถกระทำการ "ในนาม" หรือเป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ได้

มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) ได้เสนอให้เลือกในการศึกษาและวิเคราะห์ด้วยการมองไปที่ “จุดปะทะ” ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีอำนาจบางอย่างมาประชันแข่งขันกันอยู่ เช่น เสรีภาพของปัจเจกชนปะทะกับอำนาจของรัฐในการควบคุมประชาชน เป็นต้น ซึ่งเป็นการมุ่งมองไปที่ปัญหา ณ จุดวิกฤต มากกว่าการศึกษาในสิ่งธรรมดาทั่วไปที่ไม่มีปัญหา เช่นเดียวกับ ฌาคส์
ร็องซิแยร์ (Jacques Ranciere) ที่เสนอว่า การศึกษาการเมืองต้องพินิจไปยัง “ความต่าง” หรือ “ความไม่สรอดคล้องกัน” เพื่อให้เกิดข้อถกเถียง  กติกาถือเป็นโครงสร้างที่ยึดโยงหน่วยต่างๆ ทางสังคมให้มีวิธีทางที่สัมพันธ์กันภายใต้กรอบคุณค่าที่สังคมนั้นกำหนดขึ้น กฎหมายเป็นผลผลิตของผู้มีอำนาจในระบบเศรษฐกิจการเมืองของสังคมนั้น จึงมิได้ปลดจากความอคติและมิได้มีความเป็นกลางอย่างบริสุทธ์ จึงควรสร้างการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางของกลุ่มคนที่หลากหลาย

APPENDIX

นฤมล กล้าทุกวัน, (2555), อินเตอร์เน็ต การเมือง วัฒนธรรม กรุงเทพฯ : เครือข่ายพลเมืองเน็ต
กาญจนา แก้วเทพ, (2543), สื่อสารมวลชน : ทฤษฎีและแนวทางการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์



created by Z Axis IT Solution