Oniamania

Nattaporn Akepootorn | MY LAB PROJECTS | Master Programme | 2014

เป็นงาน Installation ที่ใช้สิ่งของที่มี Function การใช้งานจริงอยู่เเล้ว มาใช้ในการสร้างงานศิลปะกระบวนการคิดเเละการตั้งคำถาม เเละการสวมทับกันของเสื้อผ้าจนทำให้สรีระของ่างกายดูเกินขนาดจริงคล้ายคนอ้วนที่บริโภคอย่างไม่เคยพอ

 

ABSTRACT

อุตสาหกรรมแฟชั่นได้ใช้กลยุทย์ในการชี้นำผู้บริโภคให้เกิดการบริโภคเกิดความจำเป็น โดยการสร้าง รสนิยมไม่ได้บริโภคจากความจำเป็นหรือจาก Function อีกต่อไป เป็นแต่เป็นเพียงการบริโภคสัญญะ ภาพลักษณ์ที่ถูก  

Fashion industry convinces their clients to consume excessively by creating new tastes. And, fashion and its functions. It has suddenly become a symbolic consumption. These deceiving images have <span style="\\&quot;letter-spacing:" 0px;\\"="">been increasing the demand continuously.

 

CHAPTER 01 BACKGROUND AND RATIONALE

ความสำคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย (Background and Rationale)ในปัจจุบันการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรมเเละเทคโนโลยี ได้เป็นปัจจัยในการส่งเสริมการครอบงำโดยระบบทุนนิยม ที่การบริโภคได้กลายเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนสังคม การทำหน้าที่ของมายาคติที่อยู่เบื้องหลังได้ขยายกว้างมากขึ้น กลายเป็นการครอบงำวิถีชีวิตเเละรสนิยมการบริโภค เกิดกระเเสการบริโภคเเละการผลิตซ้ำ มีอิทธิพลครอบงำรสนิยม การบริโภค วิธีคิด เเละการดำเนินชีวิต หรือ ไลฟ์สไตล์ของผู้คนโดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นชนชั้นกลาง ตามเเนวคิดของ บูดิเยอร์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นชนชั้นที่มีศักยภาพในการบริโภคที่ไม่ใช่เพียงเเค่ตอบสนองต่อการดำรงชีวิต หรือประโยชน์จากการใช้งานสิ่งของที่เราบริโภคเท่านั้นเเละมีความพยายามที่จะสร้างความเเตกต่างทางสัญญะให้ตนเองอยู่เสมอ ผ่านทางสัญญะต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อให้เกิดความปรารถนาเเละความกระหายที่จะครอบครองที่ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งนับวันจะยิ่งเเทรกซึมเข้าไปในชีวิตประจำวันของผู้คนได้อย่างเเนบเนียนมากยิ่งขึ้น จนส่งผลให้ผู้บริโภคขาดความสามารถ ในการเเยกเเยะเเละใช้วิจารณญาณในการไตร่ตรองเลือกรับสื่อเเละเลือกบริโภคนั้น กลับมีประสิทธิภาพลดน้อยลง ส่งผลให้กลไกการเเยกเเยะระหว่างความจำเป็น เเละประโยชน์ใช้สอยออกจากความปรารถนา (dedire) เกิดเป็นการบริโภคเเละการผลิตซ้ำที่ไม่มีวันสิ้นสุดภายใต้กลไกของสังคมเเห่งการบริโภคเชิงสัญญะ

 

ซึ่งการสร้างตัวตนหรือสร้างอัตลักษณ์ของบุคคลสามารถสร้างผ่านการบริโภคสินค้า โดยมี รสนิยม(taste) เป็นตัวบ่งบอกอัตลักษณ์ของปัจเจกบุคคล และอัตลักษณ์ทางสังคม สินค้าเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มนั้นจะเป็นตัวสะท้อนรสนิยมที่เด่นชัดที่สุด เพราะเป็นปัจจัย 4 เเละมองเห็นได้ง่ายที่สุด เสื้อผ้าจึงเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูง และมีความต้องการอยู่ตลอดเวลา เสื้อผ้ามีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ๆ ทำให้ผู้บริโภคจำเป็นที่จะต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่ ๆ ตามสมัยนิยมอยู่เป็นประจำซึ่งเเฟชั่นคือการสร้างเเบบเเผนการครอบงำทางวัฒนธรรม

 

ซึ่งถูกกำหนดโดยอุตสาหกรรม เพื่อก่อให้เกิดมายาคติที่นำเสนอทางเลือกหรือความต้องการใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความปรารถนาของผู้บริโภคที่ไม่มี ที่สิ้นสุด ก่อให้เกิดการผลิตเเละการบริโภคสินค้าสำเร็จรูปในปริมาณมาก (Mass consumption) และวัฒนธรรมประชานิยม (Popular culture) เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่สร้างความบันเทิง ความเย้ายวนให้เเก่ผู้คนจนทำให้ผู้คนขาดความสนใจที่จะโค่นล้มหรือต่อต้านระบบทุนนิยม สร้างความต้องการปลอมๆ ซึ่งโปรโมทผ่านการตลาด การโฆษณา เเละอุตสาหกรรมสื่อ เป็นวิธีที่สร้างความสัมพันธ์ทางสังคม เเละประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ในตัวเงิน ผลิตภัณฑ์เเละสื่อแบบ Popular ถูกกำหนดให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน(Standardization) และสร้างความเเตกต่างเเบบเทียมๆ (Pseudo individualization) พยายามจะเเสดงให้เห็นว่า มันมีความเเตกต่างหลากหลาย ซึ่งแท้ที่จริงแล้วความแตกต่างที่ถูกสร้างขึ้นนั้น ก็เป็นเพียงตัวเลือกที่ถูกเลือกสรร ทั้งหมดเกิดขึ้นจากมายาคติ ที่พยายามมุ่งหมายว่าจะสร้างความเเตกต่าง เเละเเละอิสระจากการบริโภค เเต่เเท้จริงเเเล้ว กลับเป็นส่วนหนึ่งของวงจรการตอบสนองความปรารถนาที่ไม่มีที่สิ้นสุด

CHAPTER 02 REVIEW OF RELATED LITERATURE

เเนวคิดเรื่องภาพเเทนเเละอัตลักษณ์

อัตลักษณ์คืออะไร อัตลักษณ์คือความรู้สึกนึกคิดต่อตนเองว่า "ฉันคือใคร" ซึ่งจะเกิดขึ้นจากการปฏิสังสรรค์ระหว่างตัวเรากับคนอื่น โดยผ่านการมองตัวเองและคนอื่นมองเราในขณะนั้น และในขณะเดียวกันมโนทัศน์อัตลักษณ์ จะถูกกล่าวควบคู่ไปกับเรื่องของอำนาจ นิยามความหมายหรือการสร้างภาพแทนความจริง (Representation) เมื่ออัตลักษณ์ไปสัมพันธ์กับแนวคิดที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ดูจะมีความหมายที่แตกต่างจากความหมายที่เข้าที่เข้าใจกันโดยสามัญสำนึกมาก

 

Kath Woodward อธิบายความเชื่อมโยงของภาพแทนกับอัตลักษณ์ ในหนังสือ Understand-ingIdentity ไว้ว่า ภาพแทนถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์ ทั้งการผลิตการรับรู้ รวมไปถึงการใส่ความหมายในอัตลักษณ์ ผ่านระบบของการสร้างภาพแทน โดยผ่านภาษาสัญญะหรือพิธีกรรมการปฎิบัติการต่าง ๆ ที่จะช่วยแยกแยะตัวตนความเหมือนและความแตกต่างสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกจากกัน โดยภาพแทนถูกขยายความด้วยการแปรสภาพจากภาษาไปสู่บริบททางวัฒนธรรม ที่ประกอบด้วยวาทกรรมต่าง ๆ ภาพและการมองเห็น ประสบการณ์ การรับรู้สัมผัส ที่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันภายใต้บริบทของวัฒนธรรมทางสายตาความเกี่ยวโยงสัมพันธ์ระหว่างลักษณะของตัวบุคคลกับสภาพสังคม เป็นหัวใจหลักของการสร้างอัตลักษณ์ตั้งแต่ในส่วนของการใช้ระบบสัญญะ และภาพแทนมากำหนดขอบเขตความเป็นตัวตน อัตลักษณ์ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จนไปถึงใช้โครงสร้างของระบบสัญญะ มาอธิบายความหมายของภาพแทนของสิ่ง ๆ นั้น ซึ่งความหมายนั้นไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา มีการผสมผสานเปลี่ยนรูปหรือว่าบุคลิกที่ไม่แน่นอน ภายใต้บริบทของสังคมหลังสมัยใหม่ นำไปสู่ความสัมพันธ์ของบุคคลหรือ สังคมกับอัตลักษณ์ต่าง ๆ ที่ต้องมีการศึกษาทำความเข้าใจตามบริบทของวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลานี้ดังนั้นการสร้างอัตลักษณ์และรักษาอัตลักษณ์ ให้มีเสถียรภาพที่จะสามารถสื่อสารความเป็นตัวตนได้ นั้นจึงจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์และเข้าใจระบบภาพแทน ผ่านกระบวนการที่เกี่ยวข้องในระบบวัฒนธรรมและสัญญะต่าง ๆ สร้างตัวตนผ่านการเชื่อมโยงความหมายเฉพาะ

 

แนวความคิดที่เกี่ยวกับแฟชั่น

เฟรเดริก ม็องนีรอง (Frédéric Monneyron) นักสังคมวิทยากล่าวว่า เสื้อผ้ามีบทบาทสำคัญในการแสดงเอกลักษณ์ทางสังคมและทางเพศ โดยมีหน้าที่แบ่งแยกความแตกต่างของชนชั้นทางสังคม ในสมัยก่อนจนถึงศตวรรษที่18 ต่อมาเกิดการปฏิวัติระบบการปกครองในฝรั่งเศส พลเมืองมีสิทธิ์เท่าเทียมกันในการแต่งตัวจากนั้นการแต่งกายของผู้ชายและผ้หู ญิงมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ในศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของชนชั้นกลาง ผู้หญิงเท่านั้นที่มีสิทธิ์สวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีสัน ส่วนผ้ชู ายต้องเลือกใช้สีดำ แต่ในศตวรรษที่ 20 ผู้หญิงหันมาสวมเสื้อผ้าของผู้ชายอย่างกางเกงและเนคไท ส่วนผ้ชู ายเริ่มสวมเสื้อผ้าที่มีสีสันมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างเสื้อเชิ้ตสีชมพูและเสื้อแจ๊กเก็ตสีเขียว และหันมาใช้เนื้อผ้าที่อ่อนนุ่มมากขึ้น อย่างที่ใช้ตัดเย็บเสื้อผ้าผู้หญิงรวมถึงการใส่เครื่องประดับ การที่ผู้หญิงสวมใส่เสื้อผ้าแบบผ้ชู าย เผยให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ผู้หญิงมีสิทธิ์เท่าเทียมผู้ชายแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เสื้อผ้าสามารถกำหนดพฤติกรรมของเรา เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าพฤติกรรมก็เปลี่ยน เสื้อผ้ายังเป็นตัวกำหนดอากัปกิริยาและการแสดงออกของผู้สวมใส่ เสื้อผ้าเป็นเหมือนภาพลักษณ์ที่เราต้องการแสดงให้ผู้อื้นเห็นและกำหนดเอกลักษณ์ของเรา แต่เป็นไปได้น้อยมากที่เราจะมองการแต่งตัวของคนคนหนึ่งแล้วเข้าใจถูกต้องตามที่เราคิดไว้แต่เราสามารถเข้าใจสังคมได้โดยผ่านเครื่องแต่งกายของผ้คนในสังคมนั้น ๆ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและแฟชั่น เป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม (Cultural Phenomena) ที่มันได้ถูกอธิบายความหมายในฐานะเป็นการประกอบสร้างกลุ่มทางสังคม และเป็นการสื่อสารถึงอัตลักษณ์ของตัวมันเอง ซึ่งคุณค่าและอัตลักษณ์จะถูกสื่อสารไปยังสมาชิกในกลุ่มและสมาชิกของกลุ่มอื่น ๆ ในรูปแบบของอวัจนภาษา (Non-Verbal) ที่ความหมายและคุณค่าของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และแฟชั่นถูกผลิตและถูกแลกเปลี่ยนซึ่งสามารถอธิบายได้ว่าวัฒนธรรม และการสื่อสารเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด วัฒนธรรมจึงถูกเรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร ดังนั้นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและแฟชั่น จึงถูกอธิบายในฐานะที่เป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม และการสื่อสารในปริมณฑลที่อิทธิพล และสถานะของมันถูกแนะนำและอธิบายในขอบเขตของอุดมคติแฟชั่นกับองค์ประกอบควบของแฟชั่น คือการเป็นที่ยอมรับในหมู่ชนกับการเปลี่ยนแปลง เปิดโอกาส

ให้คนแสดงอาการสมยอม และแสดงความเป็นตัวของตัวเองได้ในขณะเดียวกัน แฟชั่นยังคงเป็นตัวขับดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการแต่งกายอยู่ต่อไปในปีค.ศ.2000 อย่างไรก็ตาม บรรดาสไตล์ที่ยอมรับกันกว้าง

ขวางนั้น มักถูกแบ่งส่วนการตลาดออกไปตามปัจจัยที่หลากหลาย เช่น อายุ ชนชั้นทางสังคมหรือเศรษฐกิจเผ่าพันธุ์อาชีพ รสนิยมในการใช้เวลาว่าง หรือรสนิยมทางดนตรี ภาพอาจสลับซับซ้อนยิ่งไปกว่านั้น เพราะแฟชั่น

อาจขยับจากตลาดส่วนหนึ่งไปสู่อีกส่วนหนึ่ง อันเป็นแนวร่วมที่สิ่งตีพิมพ์ด้านแฟชั่นและสื่ออื่นๆ เป็นตัวเกื้อหนุนมนุษย์ดำเนินชีวิตโดยที่มีเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย เป็นเครื่องนุ่งห่มมาเป็นเวลานานแล้ว เพราะทำให้ร่างกายอบอุ่น ปกปองความร้อนความหนาว ปกปิดส่วนซ่อนเร้นอันไม่พึงประสงค์ให้ผ้อู ื่นเห็น แต่เมอื่ เวลาผ่านไปผู้คนในสังคมไม่เพียงแต่งกายตามหน้าที่พื้นฐานของเสื้อผ้าเท่านั้น แต่ยังแต่งกายเพื่อแสดงสถานภาพและ

บทบาท ทางสังคมของตน เช่น การแต่งกายเพื่อแสดงถึงความภูมิฐาน การแต่งกายเพื่อแสดงถึง หน้าที่การงานทางธุรกิจ การแต่งกายเพื่อแสดงถึงความเป็นไทย การแต่งกายเพื่อแสดงถึงความเป็นคนที่มีรสนิยมดีเป็นต้น

การศึกษาแฟชั่นในฐานะการสื่อสารแบบต่าง ๆ เราสามารถพิจารณาเรื่องแฟชั่น ที่ไม่ว่าจะมาจากนิยามใดก็ตามได้จากกรอบของการ สื่อสารในแบบต่างๆ ดังนี้

 

1.การพิจารณาแฟชั่นในแง่การสื่อสารเพื่อการโน้มน้าวใจ (Persuasive Communication) แฟชั่นเป็นเรื่องที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการสื่อสารโดยตรง เริ่มตั้งแต่การสื่อสารเพื่อการโน้มน้าวใจ (Persuasive Communication) ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ชมได้มองเห็นนางแบบสวม ใส่เสื้อผ้าออกมาหน้าเวทีรันเวย์ และจะซื้อชุดที่นางแบบสวมใส่ทันทีรวมไปจนถึงกระทั่งวิธีการ สอนการแต่งตัวเพื่อสร้างภาพลักษณแบบต่างๆ เช่น แตงตัวภูมิฐาน น่าเชื่อถือ และการที่สังคมได้สร้างสรรค์ความเชื่อแบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการแต่งตัว เช่นการแต่งตัวไปวัดต้องให้เหมาะสมเพื่อเป็นการเคารพสถานที่ ความเชื่อในเรื่องการใส่ชุดยูนิฟอร์ม เมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อหาและรูปแบบของการสื่อสารแบบต่างๆ แล้วต้องนับว่าแฟชั่น เป็นการสื่อสารเพื่อการโน้มน้าวใจที่มีประสิทธิภาพอย่างสูงมาก ทั้งนี้ดัชนชี้วัดที่ดีคือความสามารถในการขายผลิตภิณฑ์ ที่แฟชั่น เป็นตัวนำทิศทางในการแต่งกายของผู้คนในแต่ละช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดโทนสีกำหนดสไตล์และรูปแบบเป็นต้น

 

2.การพิจารณาแฟชั่นในแง่การสื่อสารเพื่อการแสดงออก (Expressive Communication) การแต่งตัวเป็นการแสดงออกที่แสดงให้เห็นความเป็นตัวตนของบุคคลนั้นอย่างมาก (Personalized & Self Expression) เพราะเวลาที่บุคคลเลือกเครื่องแต่งกายนั้น ก็เพื่อที่จะบอกคนอื่นๆ ว่า “ตนเองเป็นอย่างไร” เช่น คุณจำลอง ศรีเมือง ใส่ชุดม่อฮ่อมเพื่อจะแสดงว่าตนเองเป็นคนธรรมะธรรมโม ประหยัดเรียบง่าย แต่เมื่อต้องการจะแสดงว่าตนเองไม่ได้มีทัศนคติที่ ปฏิเสธความทันสมัย คุณจำลองก็จะใส่เสอนอกไปพบปะแขกต่างประเทศ เป็นต้น3.การพิจารณาแฟชั่นในแง่เป็นรูปแบบหนึ่งของการสื่อสารแบบอวัจนะภาษา (Non-Verbal Communication) ไม่ว่าผู้แต่งกายหรือบุคคลอื่นที่มองเห็นการแต่งกายจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่องค์ประกอบ ทุกอย่างของแฟชั่นนั้นล้วนแล้วแต่เป็นการสื่อความหมายที่บุคคลในวัฒนธรรมเดียวกันจะเข้าใจสารต่าง ๆ ได ้ เช่นเดียวกับรูปแบบอวัจนะภาษาแบบ อื่นๆ เช่น การแสดงสีหน้า การใช้อากัปกริยา ระยะห่างระหว่างการสนทนา ฯลฯ ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายที่สุดคือผู้หญิงที่เปลี่ยนเสื้อผ้าที่ใส่อย่ทู ี่ไม่ได้มาจากเหตุผลว่าเก่าแล้วแต่เปลี่ยนชุดใหม่ตามแฟชั่นที่กำลังนิยม เป็นการสื่อสารแก่บุคคลรอบข้างว่าเป็นผ้ทู ันสมัยไม่ตกยุคแฟชั่นเป็นต้น

 

4. การพิจารณาแฟชั่นในแง่เป็นกระบวนการสื่อสารเพื่อการสร้างภาพลักษณ์ (Image Building) เนื่องจากแต่งกาย การแต่งหน้า การทำผม การใช้เครื่องประดับ แม้กระทั่งการใช้น้ำหอมกลิ่นต่าง ๆ ล้วนเป็นข่าวสารส่วนเสี้ยวเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งที่ทำให้ผ้รู ับสารไปตีความว่าบุคคลที่ใช้แฟชั่นนั้น เป็นคนประเภทใดอันเป็นความหมายและกระบวนการเดียวกับการสร้างภาพลักษณ์ ตัวอย่างเช่น เมื่อประธานาธิบดีคลินตัน ต้องการจะนำเสนอภาพลักษณ์ของตนเอง ว่าเป็นประธานาธิบดีของคนรุ่นใหม่ ที่มองไปสู่โลกอนาคต และสนใจเรื่องคุณภาพชีวิต สุขอนามัยของประชาชนยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เราจึงได้เห็นภาพของประธานาธิบดี คลินตัน ในเครื่องแต่งกายที่เป็นกันเองแบบลำลอง และในชุดกีฬามากกว่าประธานาธิบดีคนก่อน ๆ เป็นต้น

 

5. การวิเคราะหแฟชั่นจากมุมมองของกระบวนการสื่อสาร หากเปรียบเทียบองค์์ประกอบย่อย ๆ ของการสื่อสารทั้ง 4 องค์ประกอบกับเรื่องแฟชั่นเราอาจเทียบองค์ประกอบต่างๆ ได้ดังนี้ ผ้สู ่งสาร (Sender) ได้แก่ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ผู้ตัดเย็บ ผู้จำหน่าย สิ่งของที่เกี่ยวข้องกับแฟชั่นต่างๆ เช่นเสื้อผ้ารองเท้ากระเป๋า เครื่องสำอางค์ ฯลฯ ช่องทาง (Channel) มีความหลากหลายมากตั้งแต่นางแบบที่สวมใส่เสื้อผ้า เวที เดินแบบ หนังสือนิตยสารต่าง  ๆที่มีคอลัมน์หรือรูปภาพที่ เกี่ยวกับแฟชั่น รวมไปถึงวิธีการตกแต่งหน้าร้าน การจัดวางเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายในห้างสรรพสินค้าเป็นต้น เนื้อหาสาระ (Message) ได้แก่ความหมายต่าง ๆ ที่บรรจุอยู่ในแฟชั่น เช่นการใช้สีของเสื้อผ้าในแต่ละปี หรือการสวมใส่ชุดประจำชาติในวันแต่งงาน เป็นต้น ผ้รูับสาร (Receiver) ได้แก่ผ้ทู ี่ไปนั่งดูแฟชั่นโชว์จากเวทีโดยตรง ผู้ที่รับข่าวสาร ผ่านสื่อมวลชนต่าง ๆ รวมทั้งผู้ที่จัจ่ายซื้อเครื่องแต่งกายที่ห้างร้านโดยตรง ผ้รู ับสารในเรื่องแฟชั่นนั้นมักจะมีความ เกี่ยวข้องกับการบริโภค (ตัดสินใจซื้อและใช้) แฟชั่นโดยตรงการบริโภคแฟชั่นมิใช่เป็นเพียงการนำเอาเงินไปแลกกับสิ่งของเท่านั้น หากแต่เป็น เรื่องของการตัดสินใจเลือก เกณฑ์การ เลือกความเชื่อถือในผู้ส่งสาร ฯลฯ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

 

APPENDIX



created by Z Axis IT Solution