The other

Nattaporn Akepootorn | MY ACADEMICS PROJECTS | Master Programme | 2014

ภาพ Digital retouch นี้ เป็นภาพสื่อสาร ที่แสดงถึงความไม่เท่าเทียมของเพศหญิงและชาย และการโฆษณาที่ใช้สรีระผู้หญิงเป็นเครื่องมือ ในระบบทุนนิยม ที่นายทุนและผู้มีอำนาจ มองผู้หญิงไม่ต่างจากสินค้า และตัวช่วยขายสินค้าเพียงเท่านั้น การใช้สรีระเพศหญิง ขายความเซ็กซี่ และผลิตซ้ำๆ จนกลายมาเป็นค่านิยมทางสังคม เกิดการเลียนแบบเอาอย่างกัน จึงนำภาพของผู้หญิงที่เปลือยเปล่าถูกนำเสื้อผ้าจริง ๆ มาสวมทับ ซิปด้านหน้าสามารถเลื่อนลงให้เห็นถึงภายในได้ เล่นกับความอยากรู้ของมนุษย์ เเละใช้ไฟช่วยขับภาพให้เด่นออกมา

CHAPTER 01 BACKGROUND AND RATIONALE

จากการวิเคราะห์ปัญหาของสังคมในระบบทุนนิยม จนมาถึงการแบ่งชนชั้นความไม่เท่าเทียมของเพศหญิงและชาย งานที่นายทุนมองว่าผู้หญิงสามารถทำได้ เป็นเพียงทางด้านเพศ และสรีระร่างกายเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ถึงถูกนำมาเป็นเครื่องในการโฆษณาตามมา ผู้หญิงที่มีโอกาสมากกว่าผู้หญิงอื่นๆ จะต้องมีรูปร่างที่สวยงาม หน้าอกใหญ่หุ่นดี และนำมาใช้ดึงดูดเพศชาย โฆษณาในเชิงทางเพศ และรูปร่างที่เกินมนุษย์ มักจะมีให้เห็นเสมอ และมีการผลิตซ้ำๆบ่อยๆ จนเป็นค่านิยมทางสังคม ดังนั้นสรีระผู้หญิงที่นำมาโฆษณาสามารถดึงดูดได้ การการบิดเพี้ยน เพิ่มเติมซ้ำๆ มากกว่าปกติ ของ สรีระผู้หญิงจะยังมีผลต่อการดึงดูดกับเพศชายได้อีกหรือไม่  ภาพโฆษณาที่เป็นหญิงเป็น Presenter นำมาทำซ้ำในส่วนของหน้าอกที่ใช้ดึงดูดเพศชาย เพื่อให้เกิดความเกินจริงในแนวความคิดของเพศชายที่มองผู้หญิงเป็นสัตว์ ซึ่งเหมาะไว้สำหรับสืบพันธุ์เท่านั้นเหมือนกับแม่วัวและเลือก ใช้สีสรรและแสงสีให้ดึงดูด เหมือนแสง สีที่ดึงดูดผู้ชายตามสถานบันเทิง และอาบอบนวดต่างๆ เพื่อสร้างความหมายเชิงสัญลักษณ์ในเรื่องของการแบ่งชนชั้นความไม่เท่าเทียมของเพศหญิงและชาย และการโฆษณาที่ใช้สรีระผู้หญิงเป็นเครื่องมือ

 

CHAPTER 02 REVIEW LITERATURE

แนวคิดสตรีนิยม  (Feminism)

ในช่วงประมาณสองร้อยปีที่ผ่านมา สังคมของมนุษย์ได้มีการเปลี่ยนแปลงหลายประการ การก่อเกิดและการยอมรับในเรื่องสิทธิมนุษยชน การให้ความสำคัญกับความเป็นประชาธิปไตย การเปลี่ยนแปลงการผลิตแบบเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรม ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ได้ทำให้ผู้หญิงส่วนหนึ่งได้รับโอกาสการศึกษาเช่นเดียวกับผู้ชาย ผู้หญิงได้ทำงานนอกบ้านมากขึ้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามต่อความเชื่อเดิมๆ ที่เสนอว่าผู้หญิงมีสถานะที่ด้อยกว่าชาย และความแตกต่างของผู้หญิงและผู้ชายเป็นเรื่องตามธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ รวมทั้งการพยายามหาคำตอบว่าทำไมความเชื่อเช่นว่านี้เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้มาเป็นเวลานาน การเกิดการตั้งคำถาม การหาคำอธิบาย และการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อเปลี่ยนแปลงความเชื่อตลอดจนสภาพแห่งความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศนี้ ได้มีการเรียกรวม ๆ ว่าสตรีนิยม (Feminism) สตรีนิยมได้เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 40 ปีหลังของศตวรรษที่ 20 นำไปสู่การศึกษาเกี่ยวกับผู้หญิงในมิติต่าง ๆ โดยให้ความสำคัญในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเพศ และได้ใช้ความคิดรวบยอดในเรื่องความเป็นเพศ (Gender) เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ที่สำคัญความเหลื่อมล้ำทางเพศได้ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวเรียกร้องความเท่าเทียมกันระหว่างเพศมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา ในช่วงเวลาดังกล่าวยังได้เกิดการศึกษาและคำอธิบายหรือแนวคิดเกี่ยวกับความเป็นรองของผู้หญิงในด้านต่าง ๆ อย่างมากมายอีกด้วย
 

คำอธิบายหรือแนวคิดทางสตรีนิยมที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่พัฒนาขึ้นจากแนวคิดกระแสหลัก ๆ ที่มีอยู่ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเสรีนิยม (Liberalism) ลัทธิมาร์กซ์ (Marxism) จิตวิเคราะห์(Psychoanalysis) หรือแนวคิดหลังสมัยใหม่ (Postmodernism) นักสตรีนิยมได้นำแนวคิดเหล่านั้นมาขยายความ ปรับแต่งให้กลายเป็นกรอบทฤษฎีที่กว้างขึ้นและใช้อ้างอิงได้ (Arneil 1999) ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นหลายสำนักคิดด้วยกัน  และในปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยอมรับประเด็นที่นักสิทธิสตรีนำเสนอ  โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเพศ  เรื่องความเสมอภาค  ประเด็นเหล่านี้ได้มีสื่อออกไปไม่เฉพาะแต่ประเทศในตะวันตกเท่านั้น  แต่ยังมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิสตรีในประเทศอื่นๆ  ด้วยเช่นกัน  และเป็นประเด็นปัญหาที่ควรจะหยิบยกมาพิจารณาในการแก้ไขปัญหาครอบครัว  และปัญหาสังคมของผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าว   ทั้งนี้สตรีนิยมมีประวัติความเป็นมาในประเทศต่างๆ  ดังนี้
สตรีนิยมในประเทศสหรัฐอเมริกาและอังกฤษถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการสิทธิสตรีทั้งประเทศตะวันตกและตะวันออก   

 

สตรีนิยมในประเทศสหรัฐอเมริกา  เป็นความพยายามที่จะกำจัดการใช้อำนาจระหว่างเพศ  และเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม  สิทธิสตรีเกี่ยวข้องทั้งทางวัฒนธรรม  กฎหมาย  สังคม   และเศรษฐกิจ  หนังสือเกี่ยวกับผู้หญิงที่ไม่ได้รับความเสมอภาคถูกค้นพบเมื่อคริสต์วรรษที่ 18  โดยแมรี่  แอสเทลล์ (Mary Astell)  เรื่อง Some Refletion upon Marriage  เป็นการเปิดประเด็นของดสิทธิความเสมอภาคของทั้งหญิงชาย  ทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ  และได้นำไปสู่การจัดเป็นองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับผู้หญิง  ในช่วงประมาณปี  ค.ศ.  1840  สิทธิสตรีมีเรื่องที่สำคัญคือ  การกดขี่  (oppression)  และได้มีการเคลื่อนไหวเรื่องการข่มขืน   การทำร้ายเด็ก การทำแท้ง   ในปี  ค.ศ.  1991  และในคริสต์วรรศที่  19  และ  20   มีขบวนการสิทธิสตรีที่มีการเคลื่อนไหวมากในเรื่องความเสมอภาคและโอกาสของผู้หญิง
 

สตรีนิยมในประเทศอังกฤษ   เริ่มเป็นที่รู้จักโดย  โจเซฟีน  บัตเลอร์ (Josephine Butler)  ได้มีขบวนการรณรงค์ในปี ค.ศ.  1864   เรื่องการติดโรคของผู้หญิง  ซึ่งเป็นผู้ทำการรักษาพยาบาลให้กับผู้หญิงโดยรักษาโรคติดต่อทางเพศ  โดยเฉพาะผู้หญิงโสเภณี  และยังได้เป็นสาระสำคัญในเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงที่ทำให้ผู้หญิงตกต่ำกว่าผู้ชาย   และจากนั้นภาคประชาชนหรือองค์กรต่างๆ   ก็ได้หันมาให้ความสนใจกับสิทธิสตรีและได้ตั้งองค์กรต่างๆ  เกี่ยวกับสิทธินิยมขึ้นมาก  และที่สำคัญคือในปี ค.ศ.  1913  ได้มีการเสนอแนวคิดเกี่ยวกับผู้หญิงในแถบเอเชีย    เพื่อปลดปล่อยให้ผู้หญิงเป็นอิสระและเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง  ได้มีการจัดตั้งสมาคมระดับชาติเกี่ยวกับผู้หญิงขึ้น   สภาวสตรีใน  16  ประเทศ  ในกลุ่มโลกที่สาม   ซึ่งในระยะแรกของศตวรรษที่  20  ได้มีการเยี่ยมผู้หญิงในโลกที่สามจากกลุ่มสิทธิสตรียุโรปผู้มีบทบาทสำคัญ  ได้แก่ เอลลีย์  คีย์  (Elley Key)  แอนนี  บีแซนต์ (Annie Besant)   และมาร์กาเรต  แซนเกอร์  (Margaret Sanger)   ซึ่งก่อให้เกิดกิจกรรมหลายลักษณะและขบวนการเคลื่อนไหวของผู้หญิงในเรื่องต่างๆ  แต่แนวคิดของตะวันตกอาจนำมาใช้ไม่ได้ทั้งหมดกับผู้หญิงในโลกที่สาม  เช่น  ชนชั้นทางสังคมระหว่างเพศและเรื่องผู้หญิงอยู่ในขบวนการพรรคการเมืองของแต่ละประเทศ
 

ในส่วนของสิทธิสตรีในประเทศไทยนั้น  จะเห็นได้ว่าขบวนการเคลื่อนไหวของสตรีไทยได้มีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงบทบาทและสถานภาพตั้งแต่ระบบการเมืองการปกครอง   ในการเปลี่ยนแปลงนั้นเริ่มจากระบบการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข  ซึ่งเริ่มปรากฎเด่นชัดในสมัยรัชกาลที่  4  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่ากฎหมายเก่าไม่ยุติธรรม  เช่น  การขายเมีย  หรือการบังคับให้ลูกสามแต่งงานโดยไม่เต็มใจ  จึงโปรดเกล้าให้เลิกเสีย  และต่อจากนั้นก็ได้มีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความเสมอภาคระหว่างหญิงและชายมาโดยตลอด  โดยเฉพาะกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัว  นับได้ว่าสตรีไทยไม่ได้มีความยากลำบากในการต่อสู้เพื่อความเสมอภาค  แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าสตรีไทยส่วนใหญ่ได้รับการพัฒนา ได้รับโอกาสทางกฎหมายหลายๆ  ด้าน   แต่ในทางปฏิบัติก็ยังมีการกีดกันและการปิดกั้นโอกาสผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย   ซึ่งสมควรที่จะได้รับการพัฒนาเรื่องนี้ให้ดียิ่งขึ้น  เพื่อเป็นการให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชน  ซึ่งผู้หญิงก็เป็นกลุ่มหนึ่งในเรื่องสิทธิมนุษยชน  เช่นกันแม้ว่าการเรียกร้องสิทธิสตรีจะมีพัฒนาการมายาวนานและนานาประเทศให้ความสนใจในประเด็นสิทธิสตรีมากขึ้น  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการเรียกร้องนี้ควรจะยุติ  และในบางสังคมความเสมอภาคที่แท้จริงยังไม่ได้เกิดขึ้นและยังต้องมีการค้นหาต่อไปว่า  ความเสมอภาคระหว่างผู้ชายและผู้หญิงที่แท้จริงคือจุดใด   และจะทำอย่างไรเพื่อที่จะขจัดความเป็นเพศออกไปได้

 

สตรีนิยมสายมาร์กซิสต์  เป็นอีกแนวคิดหนึ่งเกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 ได้รับอิทธิพลทางความคิดของคาร์ล มาร์กซ์ และเฟรดเดอริกค์ เองเกลส์ (Frederick Engels) โดยเชื่อว่าการกดขี่ที่ผู้หญิงได้รับเป็นผลจากระบบเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะในระบบการผลิตแบบทุนนิยม สตรีนิยมสายนี้เชื่อว่าระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมทำให้เกิดการแบ่งการทำงานออกเป็น งานบ้านที่ถือว่าเป็นงานที่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิต ไม่มีคุณค่าและไม่มีค่าตอบแทน และงานนอกบ้านซึ่งเป็นงานที่ก่อให้เกิดผลผลิตมีค่าตอบแทน ระบบทุนนิยมพยายามที่จะให้เก็บผู้หญิงไว้ทำงานบ้าน การกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อทุนนิยมเพราะผู้ชายสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่โดยไม่เสียเวลาในการทำงานบ้านหรือทำอาหาร และนายทุนไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าแรงงานสูงขึ้นเพื่อนำมาจ่ายให้กับคนทำงานบ้านเพราะมีผู้หญิงหรือภรรยาทำให้ฟรีอยู่แล้ว   ในกรณีที่ผู้หญิงได้มีโอกาสทำงานนอกบ้าน ภายใต้ระบบทุนนิยมที่เป็นอยู่ งานที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ทำถูกถือว่าเป็น "งานของผู้หญิง" เช่น งานพยาบาล งานเย็บผ้า งานเลขานุการ ซึ่งเชื่อว่าเป็นงานที่คล้ายคลึงกับงานที่ผู้หญิงทำที่บ้าน จึงทำให้งานเหล่านั้นได้รับค่าตอบแทนต่ำเมื่อเทียบกับงานที่ผู้ชายส่วนใหญ่ทำ เพราะงานบ้านถูกตัดสินว่าเป็นค่าที่ไม่มีคุณค่าในระบบทุนนิยม ระบบเศรษฐกิจโดยเฉพาะเศรษฐกิจแบบทุนนิยมจึงถือว่าเป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดของความเป็นรองของผู้หญิง   ดังนั้นการต่อสู้ของผู้หญิงสำหรับสตรีนิยมสายนี้ คือต้องเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมที่เป็นอยู่ การเสนอดังกล่าวทำให้สตรีนิยมสายมาร์กซิสต์ถูกวิจารณ์ว่ามองไม่เห็นการกดขี่ผู้หญิงในรูปแบบอื่น ๆ ที่สำคัญ เช่นการกดขี่ที่ผู้หญิงได้รับในโลกส่วนตัว หรือภายในครอบครัว มองไม่เห็นว่าการกดขี่ผู้หญิงมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากการกดขี่ทางชนชั้น ข้อวิจารณ์นี้นำไปสู่การเกิดขึ้นของสำนักคิดสตรีนิยมสายถอนรากถอนโคน (Radical Feminism)

APPENDIX



created by Z Axis IT Solution