ไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอ

Nattaporn Akepootorn | MY ACADEMICS PROJECTS | Master Programme | 2014

จากการมีสังคมออนไลน์ทำให้ เราสามารถมีอีตลักษณ์ได้หลายแบบ คนหนึ่งคนสามารถมีได้หลายบทบาท และบทบาทเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องมีบทบาทที่เหมือนความเป็นจริง การสร้างตัวตนเหล่านี้ เป็นการสร้างตัวตนแฝงเพื่อให้มีอำานาจในการอธิบาย หรือสร้างอำนาจในการล้อเลียนมากกว่าความเป็นจริง สะท้อนถึงสังคมไทยที่ถูกตีกรอบข้อบังคับบางอย่าง วิธีการสร้างแฟนเพจในรูปแบบตลกร้ายจึงเป็นตัวแทนในสิ่งที่เราพูดกับสังคมไม่ได้ เป็นทางออกในการแสดงความคิดเห็นบนพื้นที่สาธารณะอีกทางหนึ่ง ส่งผลให้เข้าใจถึงวัฒนธรรม การเมือง และการเคลื่อนไหวทางการเมืองใน เฟสบุ๊กแฟนเพจ เข้าใจความเชื่อมโยงของการเคลื่อนไหวระหว่างออฟไลน์และออนไลน์ผ่านเครือข่ายสังคมของพลเมืองในเฟสบุ๊ก และรู้ถึงข้อจากัดในสภาพสังคมปัจจุบันที่จะเป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพ ในการเคลื่อนไหวด้วยอินเทอร์เน็ต

CHAPTER 01

เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ ทำให้เกิดชุมชนออนไลน์หรือสังคมไซเบอสเปซ โดยพื้นที่จำลองเหล่านั้นได้กลายเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ทุกคนสามารถท่องไปยังเว็บต่างๆ ได้ ซึ่งทำให้เกิดการตีความ สื่อใหม่ถูกมองว่าทำให้พื้นที่ส่วนบุคคลมาเป็นพื้นที่สาธารณะ เกิดเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ ซึ่งเปิดโอกาสให้คนธรรมดาได้สื่อสารแสดงความคิดเห็น แต่ยังมีความกังวลต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ดังทัศนะที่ว่า อินเทอร์เน็ตเป็นเหมือนดาบสองคม หากถูกใช้ไปในทางไม่ดีก็จะเป็นโทษ หรือทัศนะแง่ลบต่อการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อความบันเทิง การเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวการส่งต่อภาพที่สะท้อนความรุนแรง หรือขัดต่อศีลธรรม

 

ปัจจุบันเฟสบุ๊กมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งรวมถึงการใช้เพื่อการขับเคลื่อนมวลชน ระดมทรัพยากร และเพื่อการสื่อสารสนับสนุน และโจมตีแนวคิด หรือกลุ่มทางการเมือง โดยการสร้างแฟนเพจเฉพาะกลุ่มคนตามความสนใจ ให้กดไลท์ และมีการแสดงความคิดเห็น

เป็นวงเครือข่าย ที่กระจายอย่างรวดเร็ว โดยมีการสร้างตัวตนในลักษณะบันเทิง ล้อเลียนเสียดสีสังคม เปรียบเสมือนตลกร้ายในรูปแบบแฟนเพจ ซึ่งแฟนเพจตลกร้ายเหล่านี้จะมีอุดมการณ์บางอย่างที่แฝงไว้ภายใน เพื่อเป็นการต่อรองต่อสังคมผ่านเรื่องราวความตลก ซึ่งทำให้เกิดความเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างค่อยเป็นค่อยไป และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

 

สิ่งเหล่านี้เป็นผลจากการมีสังคมออนไลน์ เราสามารถมีอีตลักษณ์ได้หลายแบบ คนหนึ่งคนสามารถมีได้หลายบทบาท และบทบาทเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องมีบทบาทที่เหมือนความเป็นจริง การสร้างตัวตนเหล่านี้ เป็นการสร้างตัวตนแฝงเพื่อให้มีอำานาจในการอธิบาย หรือสร้างอำนาจในการล้อเลียนมากกว่าความเป็นจริง สะท้อนถึงสังคมไทยที่ถูกตีกรอบข้อบังคับบางอย่าง วิธีการสร้างแฟนเพจในรูปแบบตลกร้ายจึงเป็นตัวแทนในสิ่งที่เราพูดกับสังคมไม่ได้ เป็นทางออกในการแสดงความคิดเห็นบนพื้นที่สาธารณะอีกทางหนึ่ง ส่งผลให้เข้าใจถึงวัฒนธรรม การเมือง และการเคลื่อนไหวทางการเมืองใน เฟสบุ๊กแฟนเพจ เข้าใจความเชื่อมโยงของการเคลื่อนไหวระหว่างออฟไลน์และออนไลน์ผ่านเครือข่ายสังคมของพลเมืองในเฟสบุ๊ก และรู้ถึงข้อจากัดในสภาพสังคมปัจจุบันที่จะเป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพ ในการเคลื่อนไหวด้วยอินเทอร์เน็ต

CHAPTER 02 REVIEW LITERATURE

เเนวคิดพื้นที่สาธารณะ (Public sphere)

พื้นที่สาธารณะ คือ พื้นที่(Sphere) หากอธิบายอย่างหยาบคือ “อาณาบริเวณที่ซึ่งสมาชิกในสังคมสามารถสรรสร้าง หรือแลกเปลี่ยนความคิด” แต่หากจะอธิบายอย่างละเอียดยิ่งขึ้นก็ต้องเริ่มท้าวความว่าเป็นความคิดที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย Jürgen Harbermas นักปรัชญาชาวเยอรมัน ในหนังสือชื่อ “การเปลี่ยนผ่านทางโครงสร้างของพื้นที่สาธารณะ : การสืบสาวราวเรื่องเกี่ยวกับลำดับชั้นของสังคมกระุมภี โดยใช้ฐานความคิดที่มีข้อบกพร่องเล็กๆ (flaw) ในเรื่องการรวมตัวของสังคมที่ปรากฏอยู่ในงานของ Karl Marx ข้อบกพร่องดังกล่าวคือ มาร์กซ์กล่าวว่า “หลังจากกลียุคอันเกิดขึ้นจากความเติบโตของทุนนิยมจบลง สังคมก็สามารถจะสร้างรูปแบบด้วยตนเองให้กลายเป็นสังคมนิยม และนี่คือการเกิดขึ้นของคอมมิวนิสม์” ฮาเบอร์มาสสงสัยว่าสิ่งที่มาร์กซ์กล่าวไว้นั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมนั้นจะสร้างอำนาจให้ตัวเอง และให้กับระบบการเมืองอย่างไร

 

ฮาเบอร์มาสได้รับอิทธิพลทางความคิดของมาร์กซ์ในด้านความเชื่อที่ว่าสังคมที่มีความคิดประชาธิปไตยแบบตัวแทนนั้นมีความจุดบกพร่องบางอย่างที่ก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันอยู่ ด้วยเหตุนี้สาธารณะ (public - หรือก็คือคนในสังคม) จึงควรสามารถที่จะสร้างทางเลือกในทางความคิดเกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง ซึ่งฮาเบอร์มาสได้กล่าวว่าจะเกิดขึ้นได้ด้วยอาณาบริเวณพิเศษแบบหนึ่งเรียกว่าพื้นที่สาธารณะ ว่าคือ “โครงข่ายในการสื่อสารข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงมุมมอง, แง่คิด และความเห็น และโครงข่ายนี้อนุญาตให้สังคม(สาธารณะ)เข้าถึงอย่างอิสระ” ซึ่งฮาเบอร์มาสอธิบายได้อย่างน่าสนใจว่าการแยกความเป็นส่วนตัวกับความเป็นสาธารณะแต่เดิมในสังคมศักดินา (feudal) ไม่มีแต่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคเริ่มต้นของเศรษฐกิจแบบพาณิชยกรรมและทุนนิยม เนื่องด้วยชุมชนในรูปแบบประชาสังคม (civil society) ได้แยกตัวออกจากรัฐ เพราะความขัดแย้งกับผู้มีอำนาจเดิม การนิยาม “พื้นที่ส่วนตัว” คือ รัฐไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยว ส่วน “พื้นที่สาธารณะ” คือ พื้นที่อื่นๆ ที่เป็นของรัฐแต่ “พื้นที่สาธารณะ” ในความหมายของฮาเบอร์มาสที่ผูกกับสังคมทุนนิยมนั้น ยังผูกติดกับการเกิดขึ้นของชนชั้นกระุมภี เพราะเป็นชนชั้นที่ก้าวผ่านกรอบทางชนชั้นเดิมๆ ออกมาสร้างอำนาจในสังคมผ่านเศรษฐกิจแบบตลาด (market economy) ด้วยเหตุนี้พื้นที่สาธารณะจึงมักก่อร่างสร้างรูปมาจากสังคมเมืองที่เต็มไปด้วยชนชั้นกลาง ที่เปิดให้ผู้คนเข้ามาแลกเปลี่ยน หรือแสดงความคิดเห็นในทางสังคม และการเมืองกันได้ การที่พื้นที่สาธารณะแบบนี้มีความเป็นอิสระ (autonomous) ใน 2 ความหมาย (sense) คือ การมีส่วนร่วมในพื้นที่ดังกล่าวเกิดโดยสมัครใจ ซึ่งต่างมีเหตุผลที่อิสระและความเท่าเทียมในการพูดคุย และผู้คนในพื้นที่ดังกล่าวมีความเป็นอิสระจากระบบเศรษฐกิจ และการเมืองซึ่งผู้คนนี้ไม่ได้มีความคิดในการแสวงหากำไรแบบปัจเจกชน (individual profit) สิ่งที่เป็นผลลัพธ์ในพื้นที่คือการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ทั้งยังสามารถพัฒนารูปแบบของวัฒนธรรมนั้นได้ จากวัฒนธรรมส่วนตัว หรือของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ให้กลายเป็นวัฒนธรรมที่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนร่วม (common good) ในอีกทางหนึ่งวัฒนธรรม, ความคิด, ความเห็นใดๆ นั้นที่เกิดในพื้นที่สาธารณะก็จะถูกเสนอ/สนอง/คัดกรอง/ละทิ้งเพื่อที่จะรวบยอด (conceptualized) ออกเป็นประโยชน์ส่วนร่วมที่เกิดขึ้นจากพื้นที่สาธารณะนั้นๆ ฮาเบอร์มาสกล่าวว่าแม้การก่อร่างของพื้นที่สาธารณะอาจดูไม่แข็งแกร่ง (fragile) เนื่องด้วยมีการต่อสู้แข่งขันกันภายในตลอดเวลา แต่กระนั้นมันก็เป็นดังร่มไม้ชายคาให้กับการเกิดขึ้นของวาทกรรมที่ทรงพลัง อนึ่งพื้นที่สาธารณะที่เข้มแข็ง, กระตือรือร้น และเปิดกว้างพอนั้นต้องประกอบด้วย 1.อิสระในการพูด ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิพื้นฐาน 2.มีความอิสระจากการเมือง และสื่อที่หลากหลายสามารถเข้าถึงได้ 3.มีจารีตทางการเขียนในระดับสูง อาจรวมถึงความสามารถทางเทคโนโลยีสารสนเทศ 4.สามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลของรัฐอย่างอิสระ

 

 แนวคิดการสร้างภาพแทน (Representation)

ภาพแทน (Representation) คือ ผลผลิตความหมายของสิ่งที่คิด (concept) ในสมองของเราผ่านภาษา เป็นการเชื่อมโยงระหว่างความคิดและภาษา ซึ่งทำให้เราสามารถอ้างอิงถึงโลกวัตถุจริง ๆ ผู้คน เหตุการณ์ หรือจินตนาการถึงโลกสมมุติ ผู้คน และเหตุการณ์สมมุติได้การสร้างภาพแทนนั้น ประกอบไปด้วยกระบวนการ 2 กระบวนการ หรือ ระบบการสร้างภาพแทน 2 ระบบ ด้วยกัน คือระบบแรก ทำให้เราสามารถให้ความหมายกับโลกผ่านการสร้างชุดของความสัมพันธ์หรือห่วงโซ่ของการเปรียบเทียบระหว่างสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้คน วัตถุ เหตุการณ์ ความคิดทางนามธรรมต่างๆ กับระบบความคิดหรือแผนที่ความคิดของเราระบบที่สอง ขึ้นอยู่กับการสร้างชุดของความสัมพันธ์ระหว่าง”แผนที่ความคิดของเรา”กับ”ชุดสัญญะ” โดยการจัดการหรือรวบรวมมันเข้าสู่ภาษาที่หลากหลาย ซึ่งแทนที่หรืออ้างอิงถึงความคิดเหล่านั้น. ความสัมพันธ์ระหว่าง “สิ่งต่างๆ” ความคิด และสัญญะ วางอยู่บนแก่นกลางของการผลิตความหมายในภาษา กระบวนการที่เชื่อมโยงองค์ประกอบทั้ง 3 ส่วนนี้เข้าด้วยกัน คือ สิ่งที่เราเรียกว่า “ภาพแทน” แนวทางการศึกษาในเรื่องภาพแทนนั้นสามารถแบ่งเป็นแนวทางหลักๆ ได้ 3 แนวทาง ด้วยกัน ซึ่งได้แก่ 

1). ภาพสะท้อน (reflective approach) แนวทางการศึกษาภาพแทนที่เชื่อว่าภาพแทน คือ “ภาพสะท้อน” (reflective approach) แนวทางนี้เชื่อว่า ความหมายอยู่ในวัตถุ ผู้คน ความคิดหรือเหตุการณ์ที่อยู่บนโลกแห่งความจริง และภาษาทำหน้าที่เหมือนกับกระจก เพื่อสะท้อนความหมายที่แท้จริงซึ่งปรากฏบนโลก

2). เจตจำนง (intentional approach) แนวทางการศึกษาภาพแทนที่เชื่อว่าภาพแทนคือ “ความตั้งใจหรือเจตจำนง” (intentional approach) แนวทางนี้เชื่อว่า ผู้แต่ง ผู้พูด เป็นคนกำหนด ความหมายต่างๆ บนโลก ผ่านภาษา คำต่างๆ จึงมีความหมายตามที่ผู้แต่งตั้งใจที่จะให้มีความหมาย

3). การประกอบสร้าง (constructionist approach) แนวทางการศึกษาภาพแทนที่เชื่อว่าภาพแทน คือ “การประกอบสร้าง” (constructionist approach) ความหมายผ่านภาษา แนวทางนี้เชื่อว่า ไม่มีสิ่งใด หรือแม้กระทั่งปัจเจกผู้ใช้ภาษาคนใดสามารถจะคงความหมายต่างๆ ในภาษาไว้ได้ สิ่งต่างๆ ไม่ได้มีความหมายใดๆ แต่เป็นเราที่สร้างความหมายขึ้นมา โดยการใช้ระบบภาพแทนซึ่งได้แก่ ความเข้าใจ (concept) และสัญญะ (sign) ต่าง ๆ การศึกษาตามแนวทางนี้ เราจะต้องไม่สับสนกับโลกวัตถุ ที่ซึ่งสิ่งของและผู้คนดำรงอยู่ต้องไม่สับสนกับปฏิบัติการเชิงสัญญะ (symbolic practice) ใดๆ ที่ทำงานผ่านภาพแทน ความหมาย หรือระบบภาษา แนวทางการศึกษานี้ไม่ได้ปฏิเสธการมีอยู่ของโลกวัตถุ แต่โลกวัตถุนั้นไม่ได้มีความหมายใดๆ บรรจุอยู่ มันคือระบบภาษาหรือระบบใดๆ ก็ตามที่เรานำมาใช้เพื่อเป็นตัวแทนความคิดของเรา มันคือ เรา ในฐานะผู้กระทำในทางสังคม (social actor) ซึ่งใช้ระบบความคิดที่สัมพันธ์กับวัฒนธรรม ภาษา และระบบภาพแทนอื่นๆ ในการสร้างความหมายขึ้นมา ทำให้โลกมีความหมายและทำการสื่อสารโลกแห่งความหมายนี้ให้กับผู้อื่น

 

วาทกรรม และปฏิบัติการ

วาทกรรมหมายถึง โครงข่ายอันเกิดจากการสื่อความระหว่างกัน โดยไม่คำนึงว่าการแสดงออกและการสื่อความระหว่างกันนั้นจะมีระบบคิดหรืออุดมการณ์ที่ชัดเจนเป็นรากฐานอยู่เบื้องหลังหรือไม่ อีกทั้งโครงข่ายดังกล่าวก็ไม่จำเป็นต้องมีความสอดคล้องต้องกันอย่างเป็นระบบ มีตรรกะที่เป็นระเบียบ หรือมีระบบความเชื่อหรืออุดมการณ์ที่เป็นชุดเดียวกันเป็นรากเหง้า ไม่จำเป็นต้องเป็นโครงข่ายที่แหล่งกำเนิดจากนักคิดคนใดคนหนึ่งหรือสกุลความคิดใดสกุลความคิดหนึ่งโดยเฉพาะแต่โครงข่ายดังกล่าวอาจเป็นผลมาจากการแสดงออกและการสื่อความของคนจำนวนมากจนไม่อาจที่จะสืบค้นให้รู้ถึงแหล่งที่มาที่แน่ชัดได้ จนอาจกล่าวได้ว่า “ ไม่มีใครสามารถอ้าง

ความเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้ให้กำเนิดวาทกรรมนั้นได้” แม้ในปริมณฑลของวาทกรรมจะดูซับซ้อน เกี่ยวพัน และสับสน แต่สำหรับชุดของ วาทกรรม แต่ละชุดที่ปรากฏออกมาจะมีลักษณะที่ “แสดงถึงระบบแลกระบวนการในการสร้าง (constitute) เอกลักษณ์ (identity) และความหมาย (significance) ให้กับสรรพสิ่งต่าง ๆ ในสังคมไม่ว่าจะเป็นความรู้ ความจริง อำนาจ หรือตัวตนของเราเอง” (ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, 2540: 90) วาทกรรมจึงเป็นผู้สร้าง/ผลิตสรรพสิ่งขึ้นมาในสังคมภายใต้กฎเกณฑ์ที่ชัดเจนชุดหนึ่ง (Foucault, 1972b: 126-131) และกฎเกณฑ์นี้ก็จะเป็นตัวกำหนดการดำรงอยู่ การเปลี่ยนแปลง หรือการเลือนหายไปของสรรพสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น จึงกล่าวได้ว่า ควบคู่ไปกับสรรพสิ่งที่วาทกรรมสร้างขึ้น การสร้างและการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ถูกกล่าวถึงโดยวาทกรรมก็เกิดขึ้นด้วยในขณะเดียวกัน จากวาทกรรมที่มีลักษณะเป็นชุดของส่วนเสี้ยวที่ไม่มีความต่อเนื่องสัมพันธ์กันมาอยู่รวมกันอย่างขาดซึ่งความเป็นเอกภาพและความมั่นคง เป็นการมารวมกันในลักษณะชุดของ วาทกรรมที่แตกต่างหลากหลาย โดยแต่ละชุดของวาทกรรมก็มียุทธศาสตร์ในการมาอยู่รวมกันที่แตกต่างกันออกไป ทำให้เราแทบไม่มีโอกาสที่จะศึกษาเพื่อทำความเข้าใจในระบบหรือกฎระเบียบของวาทกรรมจากการปรากฏตัวของวาทกรรมนั้นได้โดยตรง เราจึงทำได้เพียงศึกษาจากโอกาสและ/หรือเงื่อนไขที่วาทกรรมนั้นเปิดโอกาสให้กับเราในการสื่อความและเป็นที่เข้าใจกันภายใต้อาณาบริเวณของช่องทางและ/หรือโอกาสอันเป็นปฏิบัติการของวาทกรรม (discursive practice) การวิเคราะห์วาทกรรมจึงต้อง “กระทำผ่านการศึกษาและสืบค้นถึงกระบวนการ ขั้นตอน ลำดับเหตุการณ์ และรายละเอียดปลีกย่อยของการสร้างเอกลักษณ์และความหมายให้กับสรรพสิ่งในสังคมที่ห่อหุ้มเราไว้ในรูปของวาทกรรม ตลอดจนภาคปฏิบัติการ ของวาทกรรม” (ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, 2540: 97 - 98) อันเป็นปริมณฑลย่อยที่มีสภาวะของ “ปฏิสัมพันธ์ในหลากหลายรูปแบบทั้งปะทะ ประสาน แทนที่ต่อสู้แย่งชิง ผนวกรวม และขจัดออกจากพื้นที่เดิม” (ธงชัย วินิจจะกูล, 2534: 30) ภาคปฏิบัติการของวาทกรรนอกจากจะแสดงผ่านการพูดของบุคคลในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการพูดด้วยวาจา ตัวหนังสือ สัญลักษณ์ และ/หรืออากัปกิริยา และไม่ว่าจะเป็นการสื่อในระดับใดแล้ว ยังปรากฏตัวผ่านจารีตปฏิบัติ ความคิด ความเชื่อ ค่านิยม แลสถาบันในสังคมที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นอีกด้วย

 

เมื่อการศึกษาอำนาจต้องกระทำผ่านวาทกรรมโดยการขุดคุ้ย และแกะรอยเพื่อเปิด ช่องทางและสร้างพื้นที่ให้แก่วาทกรรมชุดอื่นที่มีความแตกต่าง แต่ถูกกดทับไว้จากวาทกรรมกระแสหลักของสังคมให้ได้มีโอกาสปรากฏตัวออกมา การวิเคราะห์วาทกรรมจึงต้องกระทำไป บนรากฐานความเชื่อมโยงระหว่างอำนาจและความรู้ เพราะวาทกรรมไม่สามารถที่จะดำรงอยู่ได้อย่างอิสระโดยปราศจากการค้ำจุนของอำนาจ และในทางกลับกันอำนาจก็จะไม่สามารถสถาปนาตัวเองขึ้นมาได้หากขาดซึ่งวาทกรรมในการสร้างชุดความรู้เพื่อการสยบยอมและปฏิบัติตามอำนาจ หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่า อำนาจวาทกรรม และความรู้เป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ในลักษณะของการมีผลกระทบถึงกันและกัน ซึ่งการเกิดขึ้น มีอยู่ หรือการสูญหายของสิ่งใดสิ่งหนึ่งล้วนเกิดจากและส่งผลกระทบต่ออีกสิ่งหนึ่งเสมออย่างไรก็ตาม อำนาจไม่ได้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของความรู้ แต่อำนาจเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ โดยความรู้ที่ถูกสร้างขึ้นมาก็จะเข้าไปทำหน้าที่รับรองอำนาจในชุดเดียวกับตนให้สามารถยึดครองพื้นที่ เบียดไล่ และ/หรือแย่งชิงพื้นที่จากอำนาจในชุดอื่นที่แตกต่างไปจากตน อำนาจและความรู้จึงแสดงให้เห็นถึงกันและกันในฐานะที่ดำรงอยู่ด้วยกัน หาได้เป็นอิสระต่อกันแต่อย่างใด นั่นคือ ไม่มีความสัมพันธ์ทางอำนาจใดที่ปราศจากการสร้างระบบความรู้และไม่มีความรู้ใดที่อยู่ได้โดยปราศจากอำนาจ ในทางกลับกัน ย่อมไม่มีอำนาจใดที่อยู่ได้โดยปราศจากการรับรองความถูกต้องจากระบบความรู้ และไม่มีระบบความรู้ใดที่สามารถดำรงอยู่ได้โดยปราศจากความสัมพันธ์ทางอำนาจ ความรู้จึงมิได้ ใสซื่อปลอดจากการถูกครอบงำโดยอำนาจและความรู้ก็มิได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการปลดปล่อยมนุษย์สู่ชีวิตแห่งเสรีภาพ แต่ความรู้เป็นพันธนาการที่คอยรัดรึง เข้มงวด วางกฎระเบียบ และครอบงำมนุษย์ให้สยบยอม

 

 แม้อำนาจและความรู้จะเป็นสิ่งที่ต้องดำรงอยู่คู่กัน แต่กระนั้นก็มิได้หมายความว่าจะเป็นการดำรงอยู่ในลักษณะของการเกาะเกี่ยวสัมพันธ์กันโดยตรงในรูปของ “อำนาจ-ความรู้” หรือ“ความรู้-อำนาจ” แต่จะเป็นการดำรงอยู่ร่วมกันโดยมีวาทกรรมเป็นตัวเชื่อม ภาระหน้าที่ของวาทกรรมไม่ได้เป็นเพียงตัวเชื่อมต่อระหว่างอำนาจและความรู้โดยปราศจากบทบาทที่สำคัญอื่นใด เพราะแม้พื้นที่ในสังคมจะเต็มไปด้วยเส้นใยของความสัมพันธ์เชิงอำนาจ แต่ก็เป็นความสัมพันธ์ที่มีลักษณะของการกระจัดกระจายไปในแต่ละพื้นที่ ซึ่งนั่นย่อมหมายถึง ลักษณะของอำนาจที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในสังคม อำนาจที่มีอยู่ในความสัมพันธ์จึงขาดการรวบรวม สะสม และจัดเรียงให้เห็นถึงความต่อเนื่อง ส่งผลให้อำนาจในความสัมพันธ์เหล่านั้นไม่สามารถสถาปนาตนเองขึ้นได้อย่างมั่นคง ช่องว่างตรงนี้เองที่ทำให้วาทกรรมได้มีโอกาสและช่องทางในการเข้าไปทำให้เกิดการผลิต สะสม และหมุนเวียนจนเกิดการรวบรวมและสถาปนาอำนาจขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม จากความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องและเชื่อมโยงระหว่างอำนาจ วาทกรรม และความรู้ที่เป็นไปในลักษณะของ “การขาดกันและกันไม่ได้” ทำให้วาทกรรมจึงไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งที่แสดงหรือซ่อนไว้ซึ่งความปรารถนา แต่วาทกรรมได้กลายเป็นเป้าหมายแห่งความปรารถนา ฉะนั้น วาทกรรมจึงมิใช่เพียงการต่อสู้หรือเป็นระบบของการครอบงำ แต่การต่อสู้เหล่านั้นล้วนเป็นไปโดยวาทกรรมและเพื่อวาทกรรมวาทกรรมจึงกลายเป็นสิ่งที่สื่อแสดงถึงอำนาจที่จะต้องถูกยึดกุม เพราะหากสามารถเข้ายึดกุมวาทกรรมและทำให้สมาชิกของสังคมยอมรับในวาทกรรมนั้นได้ ย่อมหมายถึงการเข้ายึดครองอำนาจโดยมีวาทกรรรมเป็นตัวต่อเชื่อม

 

อย่างไรก็ตาม อำนาจมิได้มีเพียงเฉพาะแต่ในแง่มุมด้านลบหรือในรูปแบบของการกดขี่ปราบปราม (repress) เท่านั้น อำนาจยังมีแง่มุมในด้านบวกที่ก่อให้เกิดความชื่นชอบและสยบยอมโดยดุษฎี ซึ่งอำนาจในแง่บวกนี้เองที่วาทกรรมเข้ามาแสดงตัวและมีบทบาทอย่างมาก เพราะวาทกรรมจะเข้าไปประกอบสร้างความจริง (the production of truth) ขึ้นมาในรูปลักษณ์ของชุดความรู้ และด้วยรูปลักษณ์ที่ “ดูเหมือน” ใสซื่อ เป็นกลาง และปราศจากพิษภัยทำให้ปฏิบัติการแห่งอำนาจในรูปลักษณ์ของความรู้ ความจริงมีประสิทธิภาพสูงในขณะที่การต่อต้านขัดขืนมีเกิดขึ้นในระดับต่ำ ความรู้และวาทกรรมจึงเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการทำให้อำนาจเกิดการหมุนเวียน

เปลี่ยนถ่าย และแทรกซึมไปได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่องในทุกปริมณฑลของสังคม แม้แต่ในระนาบของวิถีปฏิบัติที่เป็นส่วนตัวของปัจเจกบุคคลไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ร่างกาย หรือแม้แต่เรื่องเพศแต่ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่า อำนาจในด้านลบของการปราบปรามจะไร้ซึ่งความสำคัญในการควบคุมและจัดระเบียบ หากแต่เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจในด้านบวกกับอำนาจในการปราบปรามแล้ว จะพบว่า ความมั่นคงของอำนาจในฐานะการปราบปรามหรือ “อภิอำนาจ”(meta-power) จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่ออำนาจสามารถแทรกซึมลงไปมีปฏิบัติการได้ลึกถึงในทุกระดับความสัมพันธ์ ซึ่งการใช้อำนาจด้านบวกจะก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในระดับนี้ได้มากกว่า ดังจะเห็นได้จากในสภาพความเป็นจริงของสังคม ที่มีทั้งการใช้อำนาจในด้านบวกและด้านลบร่วมกันเพื่อการควบคุม การจัดการ และการสร้างระเบียบวินัยให้แก่สังคม ฉะนั้นการพิจารณาถึงอำนาจจึงไม่อาจ

ละเลยอีกด้านหนึ่งของอำนาจที่อยู่ในรูปลักษณ์ของความรู้ ความจริงได้ สถาบันที่สามารถผลิตวาทกรรมได้จึงเป็นผู้ผลิตและเป็นศูนย์รวมของ “ความจริง” ไปด้วยในขณะเดียวกัน โดย “ความจริง” สามารถปรากฏออกมาได้ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของการผลิต/เผยแพร่ของผู้ให้และรูปแบบการบริโภคของผู้รับ การผลิตและส่งต่อจะตกอยู่ภายใต้การควบคุม (apparatuses) ของกลไกที่มีความสำคัญทางการเมืองและเศรษฐกิจ เช่นมหาวิทยาลัยและกองทัพ ฉะนั้น “ความจริง” จึงหมุนเวียนผ่านกลไกทางการศึกษาและระบบข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่ในสังคม และเป็นประเด็นปัญหาทางการเมืองที่ก่อให้เกิดการถกเถียงและเผชิญหน้ากันทางสังคม เพราะวาทกรรมมีฐานร

APPENDIX

Interactive design : Project team

1. นายธนยศ รูปขจร

2. นางสาวภัทร์ศยา จ่าราช

3. นางสาวรุจิยา นาคเรือง

4. นางสาวณัฐพร เอกภูธร



created by Z Axis IT Solution