BTS

Nattaporn Akepootorn | MY ACADEMICS PROJECTS | Master Programme | 2014

การออกแบบเวบไซต์นี้ มีลักษณะการออกแบบที่ให้ความรู้สึกเรียบง่าย ฉีกรูปแบบของข้อมูลทางประวัติศาสตร์ในแบบเดิมที่ซ้ำซากจำเจออกไป ให้ความรู้สึกเป็นสากล ใช้สีแดง (แดงชาด) เป็นสีหลักในเว็บไซต์ เพื่อแสดงถึงความเป็นล้านนามีภาษาให้เลือกใช้สองภาษา คือ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ การสร้างเว็บไซต์นี้มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริม ให้ข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติที่ต้องการที่จะมาท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ในเชิงประวัติศาสตร์ เพื่อให้รู้ถึงความเป็นมา รากเหง้า และความสวยงามของศิลปวัฒนธรรม ผ่านสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่ อีกทั้งยังให้ข้อมูลครอบคลุมถึงสถานที่พัก และร้านอาหารที่ใกล้เคียงกับสถานที่สำคัญเหล่านั้น เพื่อความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้จึงมีความคาดหวังว่เว็บไซต์ที่จัดทำขึ้นนี้ จะสามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองเชียงใหม่ในฐานะเมืองท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์มากขึ้น

 

 

ABSTRACT

เว็บไซต์จึงจัดว่าไม่ได้เกิดมาเพื่อการหาความรู้เพียง อย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังเกิดมาเพื่อตอบสนองความบันเทิงและความสะดวกสบายในหลากมิติของผู้ใช้งานอีกด้วย และด้วย ความที่ประเทศไทยกําาลังจะเข้าสู่ระบบอาเซียน หรือ Asian Economics Community ซึ่งคือ การรวมตัวของชาติใน Asian 10 ประเทศ ในการเปิดประเทศเพื่อที่จะให้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน โดยจะมีการรวมตัวเป็น ประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน ซึ่งจะมีผลเป็นรูปธรรมในวันที่ 31 ธันวาคม 2558 การเข้าสู่ประเทศในระบบอาเซียนนี้เอง เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทําาให้นัก ท่องเที่ยวชาวต่างชาติหันมาท่องเท่ยีวที่ประเทศไทยมากขึ้นโดยจังหวัดเชียงใหม่นั้นเองจัดว่าเป็นจังหวัดที่เป็นที่นิยมมากแห่ง หนึ่งในหมู่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จึงนับได้ว่าเป็นหนงึ่ในพื้นที่หลักซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของประเทศไทยเลยก็ว่า ได้ เพราะมีทั้งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีพื้นที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งยังมีความ เจริญของพื้นที่เมืองจึงทําาให้เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่สมบูรณ์และครบในทุกด้านแต่ความเจรญิที่ เข้ามาอย่างรวดเร็วก็ส่งผลให้วถิีชวีติของคนเชียงใหมดั้งเดิมเปลี่ยนไปมากเช่นกันการท่องเที่ยวจากเดิมที่เป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรมเริ่มถูกบดบังไปความเป็นเชียงใหม่จากเดิมที่เป็นเมืองแหง่วัฒนธรรมเริ่มเลือนหายไป อย่างช้า ๆ ถูกแทนที่เข้ามาด้วยแสงสีแห่งชุมชนเมือง

CHAPTER 01 REVIEW LITERATURE

 วิวัฒนาการของเว็บไซต์

ประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของเว็บไซต์การนำเสนอข้อมูลในระบบ www (World Wide Web) นั้นถูกพัฒนาขึ้นมาในช่วงปลายปี 1989 โดยทีมงานจากห้องปฏิบัติการทางจุลภาคฟิสิกส์แห่งยุโรป (European Particle Physics Labs) หรือที่รู้จักกันในนาม CERN (Conseil European pour la Recherché Nucleaire) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ได้คิดค้นวิธีการถ่ายทอดเอกสารข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบ Hyper Text ไปยังระบบคอมพิวเตอร์อื่น ๆ และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผลที่ได้คือ โปรโตคอล HTTP (Hyper Text Transport Protocol) และภาษาที่ใช้สนับสนุนการเผยแพร่เอกสารของนักวิจัย หรือเอกสารเว็บ (Web Document) จากเครื่องแม่ข่าย (Server) ไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในระบบ WWW เรียกว่า ภาษา HTML (Hyper Text Markup Language) ด้วยเทคโนโลยี HTTP และ HTMLนี้เอง ทำให้การถ่ายทอดข้อมูลเอกสารมีความคล่องตัวมากขึ้นการเผยแพร่ข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตผ่านสื่อประเภทเว็บเพจ (Webpage) เป็นที่นิยมกันอย่างสูงในปัจจุบัน ไม่เฉพาะข้อมูลโฆษณาสินค้า ยังรวมไปถึงข้อมูลทางการแพทย์ การเรียน งานวิจัยต่าง ๆ เพราะเข้าถึงกลุ่มผู้สนใจได้ทั่วโลก ตลอดจนข้อมูลที่นำเสนอออกไป สามารถเผยแพร่ได้ทั้งข้อมูลตัวอักษร ข้อมูลภาพ ข้อมูลเสียง และภาพเคลื่อนไหว มีลูกเล่นและเทคนิคการนำเสนอที่หลากหลาย อันส่งผลให้ระบบ www เติบโตเป็นหนึ่งในรูปแบบบริการที่ได้รับความนิยมสูงสุดของระบบ

อินเทอร์เน็ต ลักษณะเด่นของการนำเสนอข้อมูลเว็บเพจ คือ สามารถเชื่อมโยงข้อมูลไปยังจุดอื่น ๆ บนหน้าเว็บได้ ตลอดจนสามารถเชื่อมโยงไปยังเว็บอื่น ๆ ในระบบเครือข่าย อันเป็นที่มาของคำว่า Hyper Text หรือข้อความที่มีความสามารถมากกว่าข้อความปกตินั่นเอง จึงมีลักษณะคล้ายกับว่าผู้อ่านเอกสารเว็บ สามารถโต้ตอบกับเอกสารนั้น ๆ ด้วยตนเอง ตลอดเวลาที่มีการใช้งานนั่นเอง ด้วยความสามารถดังกล่าวข้างต้น จึงมีผู้ให้คำนิยาม Web ไว้ดังนี้

* The Web is a Graphical Hypertext Information System.

การนำเสนอข้อมูลผ่านเว็บ เป็นการนำเสนอด้วยข้อมูลที่สามารถเรียกหรือโยงไปยังจุดอื่นๆ ในระบบกราฟิก ซึ่งทำให้ข้อมูลนั้นๆ มีจุดดึงดูดให้น่าเรียกดู

* The Web is Cross-Platform.

ข้อมูลบนเว็บไม่ยึดติดกับ ระบบปฏิบัติการ (Operating System: OS) เนื่องจากข้อมูลนั้น ๆ ถูกจัดเก็บเป็น Text File ดังนั้นไม่ว่าจะถูกเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ที่ใช้ OS เป็น UNIX หรือ Windows NT ก็สามารถเรียกดูจากคอมพิวเตอร์ที่ใช้ OS ต่างจากคอมพิวเตอร์ที่เป็นเครื่องแม่ข่ายได้

* The Web is distributed.

ข้อมูลในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีปริมาณมากจากทั่วโลก และผู้ใช้จากทุกแห่งหนที่สามารถต่อเข้าระบบอินเทอร์เน็ตได้ ก็สามารถเรียกดูข้อมูลได้ตลอดเวลา ดังนั้นข้อมูลในระบบอินเทอร์เน็ตจึงสามารถเผยแพร่ได้รวดเร็ว และกว้างไกล

* The Web is interactive.

การทำงานบนเว็บเป็นการทำงาน แบบโต้ตอบกับผู้ใช้โดยธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้นเว็บจึงเป็นระบบ Interactive ในตัวมันเองเริ่มตั้งแต่ผู้ใช้เปิดโปรแกรมดูผลเว็บ (Browser) พิมพ์ชื่อเรียกเว็บ (URL: Uniform Resource Locator) เมื่อเอกสารเว็บแสดงผลผ่านเบร้าว์เซอร์ ผู้ใช้ก็สามารถคลิกเลือกรายการ หรือข้อมูลที่สนใจ อันเป็นการทำงานแบบโต้ตอบไปในตัวนั่นเอง

 
 Web 1.0

 ในยุคแรกเริ่มของการใช้งานเว็บไซต์นั้น ตัวระบบอินเตอร์เน็ตยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก มีเพียงกลุ่มคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้ใช้งานอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้ ด้วยเหตุผลเพราะทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์และโมเด็มยังมีราคาแพง และผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตยังมีจำนวนน้อย อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการใช้งานมีราคาสูง ความเร็วในการเชื่อมต่อและความเร็วในการใช้งานยังมีจำกัด ทำให้เว็บไซต์ในยุคนี้มีลักษณะการแสดงเนื้อหาเป็นข้อความและภาพนิ่งเป็นส่วนใหญ่เรียกได้ว่า web1.0 นี้เป็นเว็บสมัยดั้งเดิมที่อยู่ในยุคสมัยแรก ๆ ที่ internet กำลังดัง และเพราะ web1.0 ตัวนี้นี่แหละทำให้โลกของ internet ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะ web1.0 เป็นเว็บไซต์ที่นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความรู้ด้านต่าง ๆ ที่เราอยากรู้ ซึ่งจะส่งเนื้อหาต่าง ๆ ขึ้นหน้าจอคอมพิวเตอร์เพียงฝ่ายเดียวเพื่อนำเสนอผู้ที่มาเข้าชม พูดได้ง่าย ๆ web1.0 ก็คือเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่เราเปิดเพื่อค้นหาข้อมูลในการทำรายงานส่งอาจารย์นั่นเอง ในทฤษฎีของการสื่อสารถือว่าเป็นการสื่อสารทางเดียว(one-way communication) เพราะไม่มีการตอบรับจากผู้ที่ได้รับข้อมูล (แต่สามารถส่ง email หาผู้เขียนได้)

Web 2.0

ในอดีตที่ผ่านมาเรารู้จักที่จะใช้ Internet เพื่อส่ง Email, Search หาข้อมูล, อ่านข่าว, แลกเปลี่ยนความเห็นผ่านทางWeb Board, คุยกับเพื่อนด้วยโปรแกรม Chat Room หรือ IM, Download โปรแกรมใหม่ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือ Feature หลัก ๆ ที่เราใช้งาน แต่ลองมาคิดถึงปัจจุบันเรากลับใช้ Internet เพื่อเขียน BLOG, แชร์รูปภาพ, ร่วมเขียน Wikipedia, Post Comment ในข่าว, หาแหล่งข้อมูลด้วย RSS เพื่อ Feed มาอ่านที่ Desktop, และเสริชหาสิ่งต่าง ๆ ผ่าน Google จะเห็นได้ว่าวิถีการใช้ Internet เริ่มเปลี่ยนไป Web 2.0 คือการให้ความหมายของสิ่งที่เปลี่ยนไปของเทคโนโลยีเว็บไซต์ โดยกำหนดตัวเลขว่าเป็น generation ที่ 2 ของเว็บ สิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Web 2.0 นั้นก็เช่น AJAX, Blog, Feeds, Podcast, Social Networking ฯลฯ โดย Web 2.0 application จะคุณสมบัติดังต่อไปนี้ 

-ให้ความสำคัญกับผู้เข้าชมเว็บไซต์ โดยที่ผู้เข้าชมเว็บไซต์จะมีส่วนร่วมต่อเว็บไซต์มากขึ้น ไม่ใช่แค่เข้ามาชมเว็บไซต์ที่เจ้าของเว็บจัดทำขึ้นเท่านั้น ผู้เข้าชมเว็บไซต์สามารถสร้าง Content ของเว็บไซต์ขึ้นมาได้เองหรือสามารถ Tag Content ของเว็บไซต์ (คล้าย ๆ การกำหนด Keyword ที่เกี่ยวข้องกับ Content โดยผู้เข้าชมเว็บไซต์เป็นผู้กำหนดขึ้น) ตัวอย่างเช่นDigg, Flickr, YouTube , Wiki- Web 2.0 application จะมีคุณสมบัติที่เรียกว่า RIA (Rich Internet Application) นั่นคือ Web 2.0 application จะมี User Interface ที่ดียิ่งขึ้น เช่น คุณสมบัติ Drag & Drop ซึ่งใช้กันใน Desktop Applicationทั่ว ๆ ไปก็สามารถใช้ได้บนเว็บเช่นกัน โดยเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในการสร้าง RIA เช่น AJAX, Flash

- คุณสมบัติที่เรียกว่า mash-up ก็เป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งของ Web 2.0 application นั่นก็คือการที่สร้าง Web application แล้วสามารถเปิด service ของ Web application ให้คนอื่น ๆ สามารถมาใช้ได้ ยกตัวอย่างเช่น สร้าง Web application เกี่ยวกับระบบการซื้อขายสิ้นค้า online ขึ้นมาโดยสามารถ mash-up ระบบที่สร้างเข้ากับ Google maps ได้อย่างง่ายดายเพื่อที่จะทำ Web application ที่สร้างขึ้นมานั่นมีความสามารถในการ ซื้อขายสินค้า online แล้วยังสามารถคำนวณระยะทางและเวลาในการขนส่งสินค้าไปให้ลูกค้า รวมทั้งสามารถพิมพ์แผนที่เส้นทางได้ โดยที่ไม่ต้องสร้าง Application สำหรับสร้างแผนที่เอง โดยเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องคือ Feeds, RSS, SOA, Web services

 Web 3.0

Web 3.0 เป็นการนำแนวคิดของ Web 2.0 มาทำให้ Web นั้นสามารถจัดการข้อมูลจำนวนมาก ๆ ให้อยู่ในรูปแบบ Metadata ที่หมายถึงข้อมูลที่บอกรายละเอียดของข้อมูล (Data about data) ทำให้เว็บกลายเป็น Semantic Web คือตัว Web จะทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น แล้วให้ Tags ตามความเหมาะสมให้เราแทน โดยข้อมูลแต่ละ Tag จะมีความสัมพันธ์กับอีก Tag หนึ่งโดยปริยาย ทำให้อินเตอร์เน็ตกลายเป็นฐานข้อมูลความรู้ขนาดใหญ่ ที่ข้อมูลทุกอย่างถูกเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบมากขึ้น Web 3.0 จะพัฒนาไปในลักษณะ Segment of One คือ Segment ที่มีบุคคลแค่คนเดียว หรือ ตอบโจทย์ความเป็นส่วนบุคคล เช่น อยากไปเที่ยวภูเขาไฟฟูจิ เมื่อค้นข้อมูลแล้วเว็บไซต์จะเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดออกมา ไม่ว่าจะจากสายการบินต่าง ๆ แพ็กเกจไหนดีที่สุด และนำมาเช็คกับตารางของผู้ใช้ว่าตารางเวลาตรงกันไหมหรือจะนำไปเช็คกับตารางของเพื่อนที่ญี่ปุ่นใน Social Network เพื่อนัดเวลาที่ตรงกันเพื่อพบปะทานข้าวร่วมกันก็ได้ในยุคสื่อดิจิตอล โลกอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสำคัญในการประยุกต์ใช้ไอที เพราะอินเทอร์เน็ตช่วยให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารรอบโลกได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้ติดต่อกับคนหรือหน่วยงานภายในและนอกประเทศได้ภายในพริบตา รูปแบบที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา ด้วยอุปกรณ์ใดใดที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ก้าวต่อไปของสื่อใหม่จะเป็นการเชื่อมโยงและผสมผสาน Digital content เหล่านั้นเข้าด้วยกันที่เรียกว่า Mash Up อันเป็นพื้นฐานของเว็บ 3.0 ที่ได้รับการพัฒนาให้มีความฉลาดรู้ หรือมี AI (Artificial Intelligence) สามารถค้นหาและคาดเดาความต้องการของผู้บริโภคแต่ละคนได้ อุปกรณ์ไอที Gadget ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Notebook/Netbook/Smart Phone /MID (Mobile Internet Device), Digital Photo frame, E-book หรือแม้แต่อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน (Digital home appliance) ก็ได้รับการพัฒนาให้มีความฉลาดในการทำงานมากขึ้น ทั้งขนาด คุณสมบัติ การทำงาน และราคาที่ตอบสนองต่อการเข้าถึงของผู้ใช้งานอีกด้วย

 

APPENDIX

Infographic design : Project team

นายทินกร  อุ่นจิตติ

นางสาวมณฑล  อ้นวันนา

นางสาวณัฐนรี  เจนจัด

นางสาววรรณลิสา  นันตะสุคนธ์

นางสาวภควัส  บุตรศรี

นายสุเมธ  <span style="\\\\&quot;letter-spacing:" 0.0px\\\\"="">จันทร์เพ็ญ

 

 



created by Z Axis IT Solution