FLIP (animation)

: Animation

Wanlissa Nuntasukon | MY LAB PROJECTS | Master Programme | 2014

ABSTRACT

ความไม่พึงพอใจในรูปลักษณ์ของตนปัจจุบันกลายเป็นปัญหาใหญ่ในสังคม สัดส่วนของผู้ไม่พอใจ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากการสำรวจการเพิ่มขึ้นของผู้ไม่พึงพอใจในรูปลักษณ์ของตัวเอง เปรียบเทียบ 3 ครั้งในระยะเวลา 25 ปี พบว่าสัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างเพศชายที่ไม่พึงพอใจในรูปลักษณ์เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าเมื่อเทียบกับการสำรวจครั้งแรก ลักษณะเดียวกันในเพศหญิง สัดส่วนประชากรที่ไม่พึงพอใจในรูปลักษณ์ของตนเองเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 23 เป็นร้อยละ 56 การศัลยกรรมความงามเป็นผลมาจากการพยายามแก้ไขปัญหาความทุกข์ทรมานจากการไม่พึงพอใจในรูปลักษณ์ของตน ผู้ทำศัลกรรมจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่าเมื่อเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกแล้วจะช่วยให้ตนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ประสบความสำเร็จต่างๆ ในชีวิต ปัจจุบันการทำศัลยกรรมความงามได้รับความนิยมในวงกว้าง จำนวนผู้สนใจทำศัลยกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมากในหลายประเทศ สมาคมแพทย์ความงามประเทศสหรัฐอเมริการายงานสถิติมีผู้ที่ทำศัลกรรมความงามเพิ่มขึ้นร้อยละ 80 จากปี ค.ศ.1997 และในปี ค.ศ.2008 เพียงปีเดียว มีชาวอเมริกันที่เข้ารับการทำศัลกรรมความงามทั้งหมด 1.7 ล้านคน ซึ่งสอดคล้องกับรายงานสถิติจากสมาคมศัลยแพทย์ความงามแห่งสหราชอาณาจักรว่าจำนวนผู้ที่สนใจทำศัลยกรรมความงามมีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า แม้แต่ในประเทศไทยเองปี ค.ศ.2003 ก็มีคลินิกศัลยกรรมเปิดขึ้นมากกว่า 200 แห่งในกรุงเทพมหานคร และมีผู้ใช้บริการราว 300,000 คน และจนถึงตอนนี้ก็ยังมีการขอขึ้นทะเบียนเปิดคลินิกศัลยกรรมความงามในเขตกรุงเทพอยู่อย่างต่อเนื่อง จากตัวเลขทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงมิติของปัญหาที่ขยายเป็นวงกว้าง (อัศรี จารุโกศล, 2552) จากสถิติจะพบว่า “ผู้หญิง” มีการศัลยกรรมมากกว่าเพศชาย

ทฤษฎีการเปรียบเทียบทางสังคม (The social comparison theory) อธิบายว่ามนุษย์มีวิธีการเรียนรู้และรับรู้ถึงศักยภาพ ความสามารถของตนเอง จากการนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับสิ่งแวดล้อม ในขณะที่วงการบันเทิงบรรจุ “ภาพ” ความงามไว้หนึ่งชุด ในอดีตการเปรียบเทียบมักเป็นการเปรียบเทียบกับคนใกล้ชิด เช่น พี่น้อง หรือเพื่อน ผลการประเมินตนเองออกมาดีบ้างไม่ดีบ้างตามสถานการณ์ ต่อมาความเจริญก้าวหน้าของวงการสื่อส่งผลให้สื่อกระแสหลักมีอิทธิพลต่อสังคมโดยตรง ทัศนะคติและพฤติกรรมของคนในสังคมก็เปลี่ยนแปลงตามคำนิยมที่ถูกกำหนดโดยสื่อ ทิศทางการนำเสนอเป็นไปเพื่อการพยายามวาดภาพความสมบูรณ์แบบทางกาย และปฏิเสธความจริงของการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นตามวัย เช่น ความแก่ชรา และความอ้วน ตัวแบบที่นำเสนอนี้มักจะมีรูปร่างหน้าตาในอุดมคติ ผู้หญิงต้องมีลักษณะผอมแต่หน้าอกใหญ่ และแลดูอ่อนวัยกว่า การนำเสนออย่างต่อเนื่องและเข้มข้นมีอิทธิพลต่อการรับรู้ และค่านิยมความงามโดยรวม ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ความไม่พอใจมาตรฐาน” เป็นปรากฏการณ์ที่คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้หญิง มีความไม่พึงพอใจในรูปลักษณ์ของตัวเอง ความไม่พึงพอใจนี้เกิดจากตัวต้นแบบที่บุคคลใช้ในการเปรียบเทียบเพื่อประเมินบุคคล ถ่ายโอนจากคนใกล้ชิดไปสู่ดารานักแสดง หรือผู้ที่มีบทบาทตามสื่อต่างๆ ช่องว่างระหว่างตัวตนที่รับรู้ (perceive self) กับตัวตนที่บุคคลอยากจะเป็น (ideal self) ที่มีระยะห่างมากขึ้น คนที่ไม่พึงพอใจในรูปลักษณ์มีแนวโน้มประเมินตนเองแย่กว่าความเป็นจริงซึ่งเป็นผลมาจากความบกพร่องของความสัมพันธ์การรับรู้มิติสัมพันธ์ (visual spatial) ความคิด (cognitive) และความรู้สึก (affective)

ดร.จุลนี เทียนไทย จากภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวบรรยายว่า การเปลี่ยนแปลงค่านิยมทางสังคมในปัจจุบันได้ทำให้วิธีคิดของวัยรุ่นชายหญิงไทยที่มีต่อเรือนร่างของตัวเองเปลี่ยนไป วัยรุ่นมองดูร่างกายของตัวเองเป็นทรัพย์สินรูปแบบหนึ่ง ประกอบกับอิทธิพลของสื่อและพัฒนาการของเทคโนโลยี ที่เข้ามามีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง เช่น การทำศัลยกรรมเสริมความงาม การใช้ยาลดความอ้วน เป็นต้น วัยรุ่นมีรูปร่างในอุดมคติของตัวเอง ถ้าเป็นผู้หญิงต้องการรูปร่างสูง ผอมและได้สัดส่วน วัยรุ่นชายต้องการรูปร่างสูง แข็งแรง สมส่วนแต่ไม่ต้องมีกล้ามใหญ่โต

APPENDIX

full video: https://vimeo.com/81281754



created by Z Axis IT Solution