Buddhist Temple Station

Information Design

Somprattana SUKJAI | MY ACADEMICS PROJECTS | Master Programme | 2014

เว็บไซต์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดเชียงใหม่ กระตุ้นการใช้เทคโนโลยีสำหรับการท่องเที่ยว และเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในเมืองเชียงใหม่

ABSTRACT

การนําเสนอข้อมูลในระบบ www (World Wide Web) นั้นถูกพัฒนาขึ้นมาในช่วงปลายปี 1989 โดยทีมงานจากห้องปฏิบัติการทางจุลภาคฟิสิกส์แห่งยุโรป (European Particle Physics Labs) หรือที่รู้จักกันในนาม CERN (Conseil European pour la Recherché Nucleaire) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ได้คิดค้นวิธีการถ่ายทอดเอกสารข้อมูลท่ีอยู่ในรูปแบบ Hyper Text ไปยังระบบคอมพิวเตอร์อื่นๆ และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผลที่ได้คือ โปรโตคอล HTTP (HyperTextTransportProtocol) และภาษาท่ีใช้สนับสนุนการเผยแพร่เอกสารของนักวิจัยหรอืเอกสารเว็บ (WebDocument) จากเครื่องแม่ข่่าย (Server) ไป ยังสถานท่ีต่างๆ ในระบบ WWW เรียกว่าภาษา HTML (HyperTextMarkupLanguage) ด้วยเทคโนโลยี HTTP และ HTML นี้เอง ทําให้การถ่ายทอดข้อมูลเอกสารมีความคล่องตัวมากขึ้น

การเผยแพร่ข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตผ่านสื่อประเภทเว็บเพจ (Webpage) เป็นที่นิยมกันอย่างสูงในปัจจุบัน ไม่เฉพาะ ข้อมูลโฆษณาสินค้ายังรวมไปถึงข้อมูลทางการแพทย์การเรียนงานวิจัยต่างๆเพราะเข้าถึงกลุ่มผู้สนใจได้ทั่วโลกตลอด จนข้อมูลท่ีนำเสนอออกไปสามารถเผยแพร่ได้ทั้งข้อมูลตัวอักษร ขัอมูลภาพ ข้อมูลเสียง และภาพเคลื่อนไหว มีลูกเล่นและเทคนิคการนําเสนอที่หลากหลายอันส่งผลให้ระบบ www เติบโตเป็นหนึ่งในรูปแบบบริการท่ีได้รับความนิยมสูงสุดของระบบอินเทอร์เน็ต ลักษณะเด่นของการนําเสนอข้อมูลเว็บเพจคือสามารถเชื่อมโยงข้อมูลไปยังจุดอื่นๆ บนหน้าเว็บได้ ตลอดจนสามารถเชื่อมโยงไปยังเว็บอื่นๆ ในระบบเครือข่ายอันเป็นที่มาของคำว่า HyperText หรือข้อความที่มีความสามารถมากกว่าข้อความปกตินั่นเอง จึงมีลักษณะคล้ายกับว่าผู้อ่านเอกสารเว็บสามารถโต้ตอบกับเอกสารนั้นๆ ด้วยตนเองตลอดเวลาที่มีการใช้งานน่ันเอง ด้วยความสามารถดังกล่าวข้างต้นจึงมีผู้ให้คํานิยาม Web ไว้ดังนี้

* The Web is a Graphical Hypertext Information System.
การนําาเสนอข้อมูลผ่านเว็บ เป็นการนําาเสนอด้วยข้อมูลที่สามารถเรียกหรือโยงไปยังจุดอื่นๆ ในระบบกราฟิก ซึ่งทําให้ข้อมูลนั้นๆ มีจุดดึงดูดให้น่าเรียกดู

* The Web is Cross-Platform. ข้อมูลบนเว็บไม่ยึดติดกับระบบปฏิบัติการ (OperatingSystem:OS) เนื่องจากข้อมูลนั้นๆ ถูกจัดเก็บเป็น TextFile ดังนั้น ไม่ว่าจะถูกเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ที่ใช้ OS เป็น UNIX หรือ Windows NT ก็สามารถเรียกดูจากคอมพิวเตอร์ที่ใช้ OS ต่างจาก คอมพิวเตอร์ที่เป็นเครื่องแม่ข่ายได้

* The Web is distributed. ข้อมูลในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีปริมาณมากจากทั่วโลกและผู้ใช้จากทุกแห่งหนที่สามารถต่อเข้าระบบอินเทอร์เน็ตได้ ก็สามารถเรียกดูข้อมูลได้ตลอดเวลาดังนั้นข้อมูลในระบบอินเทอร์เน็ตจึงสามารถเผยแพร่ได้รวดเร็วและกว้างไกล

* The Web is interactive.
การทํางานบนเว็บเป็นการทํางานแบบโต้ตอบกับผู้ใช้โดยธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้นเว็บจึงเป็นระบบ Interactive ในตัวมันเอง เริ่มต้ังแต่ผู้ใช้เปิดโปรแกรมดูผลเว็บ (Browser) พิมพ์ช่ือเรียกเว็บ (URL:UniformResourceLocator) เมื่อเอกสารเว็บแสดงผลผ่านเบร้าว์เซอร์ ผู้ใช้ก็สามารถคลิกเลือกรายการหรือข้อมูลที่สนใจอันเป็นการทําางานแบบโต้ตอบไปในตัวนั่นเอง

วิวัฒนาการของเว็บไซต์ 

Web 1.0

ในยุคแรกเริ่มของการใช้งานเว็บไซต์นั้น ตัวระบบอินเตอร์เน็ตยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก มีเพียงกลุ่มคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้ใช้งานอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้ ด้วยเหตุผลเพราะทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์และโมเด็มยังมีราคาแพง และผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตยังมีจําานวนน้อย อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการใช้งานมีราคาสูง ความเร็วในการเชื่อมต่อ และความเร็วในการใช้งานยังมีจํากัด ทําาให้เว็บไซต์ในยุคนี้มีลักษณะการแสดงเนื้อหาเป็นข้อความและภาพนิ่งเป็นส่วนใหญ่ เรียกได้ว่า web1.0 นี้เป็นเว็บสมัยดั้งเดิมที่อยู่ในยุคสมัยแรกๆ ที่ internet กําลังดัง และเพราะ web1.0 ตัวนี้นี่แหละทําให้ โลกของ internet ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะ web1.0 เป็นเว็บไซต์ที่นําาเสนอข้อมูลข่าวสาร ความรู้ด้านต่างๆ ที่เราอยาก รู้ ซึ่งจะส่งเนื้อหาต่างๆ ขึ้นหน้าจอคอมพิวเตอร์เพียงฝ่ายเดียวเพื่อนําเสนอผู้ที่มาเข้าชม พูดได้ง่ายๆ web1.0 ก็คือเว็บไซต์ต่างๆ ที่เราเปิดเพื่อค้นหาข้อมูลในการทํารายงานส่งอาจารย์นั่นเอง ในทฤษฎีของการสื่อสารถือว่าเป็นการสื่อสารทางเดียว (one-way communication) เพราะไม่มีการตอบรับจากผู้ที่ได้รับข้อมูล (แต่สามารถส่ง email หาผู้เขียนได้)

Web 2.0

ในอดีตที่ผ่านมาเรารู้จักที่จะใช้ Internet เพื่อส่ง Email, Search หาข้อมูล, อ่านข่าว, แลกเปลี่ยนความเห็นผ่านทาง WebBoard, คุยกับเพื่อนด้วยโปรแกรม ChatRoom หรือ IM, Download โปรแกรมใหม่ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือ Feature หลักๆ ท่ี่เราใช้งานแต่ลองมาคิดถึงปัจจุบัน เรากลับใช้ Internet เพื่อเขียน BLOG, แชร์รูปภาพ, ร่วมเขียนWikipedia, Post Comment ในข่าว, หาแหล่งข้อมูลด้วย RSS เพื่อ Feed มาอ่านที่ Desktop, และเสริชหาสิ่งต่างๆ ผ่าน Google จะเห็นได้ว่าวิถีการใช้ Internet เริ่มเปล่ียนไป Web2.0 คือการให้ความหมายของสิ่งที่เปลี่ยนไปของเทคโนโลยีเว็บไซต์โดยกําหนดตัวเลขว่าเป็น generation ที่ 2 ของเว็บ สิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Web 2.0 นั้นก็เช่น AJAX, Blog, Feeds, Podcast, Social Networking ฯลฯ

โดย Web 2.0 application จะคุณสมบัติดังต่อไปนี้


- ให้ความสําคัญกับผู้เข้าชมเว็บไซต์ โดยที่ผู้เข้าชมเว็บไซต์จะมีส่วนร่วมต่อเว็บไซต์มากขึ้น ไม่ใช่แค่เข้ามาชมเว็บไซต์ที่เจ้าของเว็บจัดทําขึ้นเท่านั้นผู้เข้าชมเว็บไซต์สามารถสร้าง Content ของเว็บไซต์ขึ้นมาได้เองหรือสามารถ Tag Content ของเว็บไซต์ (คล้ายๆ การกําาหนด Keyword ที่เกี่ยวข้องกับ Content โดยผู้เข้าชมเว็บไซต์เป็นผู้กำหนดขึ้น) ตัวอย่างเช่น Digg, Flickr, YouTube, Wiki-Web2.0 application จะมีคุณสมบัติที่เรียกว่า RIA (RichInternetApplication) นั่นคือ Web2.0 application จะมี User Interface ที่ดียิ่งข้ึนเช่นคุณสมบัติ Drag&Drop ซึ่งใช้กันใน Desktop Application ทั่วๆ ไปก็สามารถใช้ได้บนเว็บเช่นกัน โดยเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในการสร้าง RIA เช่น AJAX, Flash

-คุณสมบัติที่เรียกว่า mash-up ก็เป็นส่วนสําคัญอีกส่วนหนึ่งของ Web2.0 application น่ันก็คือการที่สร้าง Web application แล้วสามารถเปิด service ของ Web application ให้คนอื่นๆ สามารถมาใช้ได้ ยกตัวอย่างเช่น สร้าง Web application เกี่ยวกับระบบการซื้อขายส้ินค้า online ขึ้นมาโดยสามารถ mash-up ระบบที่สร้างเข้ากับ Googlemaps ได้อย่างง่ายดายเพื่อที่จะทํา Web application ที่สร้างขึ้นมานั่นมีความสามารถในการซื้อขายสินค้า online แล้วยังสามารถคำนวณระยะทางและเวลาในการขนส่งสินค้าไปให้ลูกค้า รวมทั้งสามารถพิมพ์แผนที่เส้นทางได้โดยที่ไม่ต้องสร้าง Application สําหรับสร้างแผนที่เอง โดยเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องคือ Feeds, RSS, SOA, Webservices

Web 3.0

Web 3.0 เป็นการนําแนวคิดของ Web 2.0 มาทําให้ Web นั้นสามารถจัดการข้อมูลจํานวนมากๆ ให้อยู่ในรูปแบบ Metadata ที่หมายถึงข้อมูลที่บอกรายละเอียดของข้อมูล (Data about data) ทําให้เว็บกลายเป็น Semantic Web คือ ตัว Web จะทําหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น แล้วให้ Tags ตามความเหมาะสม ให้เราแทนโดยข้อมูลแต่ละ Tag จะมีความสัมพันธ์กับอีก Tag หนึ่งโดยปริยาย ทําให้อินเตอร์เน็ตกลายเป็นฐานข้อมูลความรู้ขนาดใหญ่ ที่ข้อมูลทุกอย่างถูกเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบมากขึ้น Web 3.0 จะพัฒนาไปในลักษณะ Segment of One คือ Segment ที่มีบุคคลแค่คนเดียวหรือตอบโจทย์ความเป็นส่วนบุคคลเช่นอยากไปเที่ยวภูเขาไฟฟูจิเมื่อค้นข้อมูลแล้วเว็บไซต์จะเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดออกมา ไม่ว่าจะจากสายการบินต่างๆ แพ็กเกจไหนดีที่สุดและนํามาเช็คกับตารางของผู้ใช้ว่าตารางเวลาตรงกันไหม หรือจะนําไปเช็คกับตารางของเพื่อนที่ญ่ีปุ่นใน Social Network เพื่อนัดเวลาที่ตรงกันเพื่อพบปะทานข้าวร่วมกันก็ได้ ในยุคสื่อดิจิตอลโลกอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสำคัญในการประยุกต์ใช้ไอที เพราะอินเทอร์เน็ตช่วยให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารรอบโลกได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้ติดต่อกับคนหรือหน่วยงานภายในและนอกประเทศได้ภายในพริบตา รูปแบบที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลาด้วยอุปกรณใ์ดใดท่ีเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ก้าวต่อไปของสื่อใหม่จะเป็นการเชื่อมโยงและผสมผสาน Digital content เหล่าน้ันเข้าด้วยกัน ที่เรียกว่า Mash Up อันเป็นพื้นฐานของเว็บ3.0 ที่ได้รับการพัฒนาให้มีความฉลาดรู้หรือมี AI (ArticfiialIntelligence) สามารถค้นหาและคาดเดาความต้องการของผู้บริโภคแต่ละคนได้ อุปกรณ์ไอที Gadget ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Notebook/Netbook/Smart Phone /MID (Mobile Internet Device), Digital Photo frame, E-book หรือแม้แต่อุปกรณ์เคร่ืองใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน (Digital home appliance) ก็ได้รับการพัฒนาให้มีความฉลาดในการทํางาน มากขึ้นทั้งขนาด คุณสมบัติ การทํางาน และราคาที่ตอบสนองต่อการเข้าถึงของผู้ใช้งานอีกด้วย

ด้วยเหตุปัจจัยของการพัฒนาของเว็บไซต์ดังกล่าวไปในข้างต้น เว็บไซต์จึงจัดว่าไม่ได้เกิดมาเพื่อการหาความรู้เพียง อย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังเกิดมาเพื่อตอบสนองความบันเทิงและความสะดวกสบายในหลากมิติของผู้ใช้งานอีกด้วย และด้วยความที่ประเทศไทยกําลังจะเข้าสู่ระบบอาเซียน หรือ Asian Economics Community ซึ่งคือการรวมตัวของชาติใน Asian 10 ประเทศในการเปิดประเทศเพื่อที่จะให้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน โดยจะมีการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะมีผลเป็นรูปธรรมในวันที่ 31 ธันวาคม 2558 การเข้าสู่ประเทศในระบบอาเซียนนี้เอง เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทําให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหันมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยมากขึ้น โดยจังหวัดเชียงใหม่นั้นเองจัดว่าเป็นจังหวัดที่เป็นที่นิยมมากแห่งหนึ่งในหมู่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จึงนับได้ว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่หลัก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ เพราะมีทั้งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีพื้นที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งยังมีความเจริญของพื้นที่เมือง จึงทําให้เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่สมบูรณ์และครบในทุกด้าน แต่ความเจริญที่เข้ามาอย่างรวดเร็วก็ส่งผลให้วิถีชีวิตของคนเชียงใหม่ดั้งเดิมเปลี่ยนไปมากเช่นกัน การท่องเที่ยวจากเดิมที่เป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรมเริ่มถูกบดบังไป ความเป็นเชียงใหม่จากเดิมที่เป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมเริ่มเลือนหายไป อย่างช้าๆ ถูกแทนที่เข้ามาด้วยแสงสีแห่งชุมชนเมือง

การออกแบบเว็บไซต์นี้จึงมีลักษณะการออกแบบที่ให้ความรู้สึกเรียบง่าย ฉีกรูปแบบของข้อมูลทางประวัติศาสตร์ในแบบเดิมที่ซ้ำซากจําเจออกไป ให้ความรู้สึกเป็นสากล ใช้สีแดง(แดงชาด)เป็นสีหลักในเว็บไซต์เพื่อแสดงถึงความเป็นล้านนา มีภาษาให้เลือกใช้สองภาษาคือ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ การสรา้งเว็บไซต์น้ีมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมและให้ข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวท้ังชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่ต้องการที่จะมาท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ในจังหวัดเชียงใหม่ เพ่ือให้รู้ถึงความเป็นมา, รากเหง้าและความสวยงามของศิลปวัฒนธรรม ผ่านสถานที่สําาคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่ อีกทั้งยังให้ข้อมูลครอบคลุมไปถึงสถานที่พักและร้านอาหารที่ใกล้เคียงกับสถานที่สําคัญเหล่านั้นเพื่อความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว 

 

APPENDIX



created by Z Axis IT Solution