Semiotic

Tinagon | Indepentdent Study | Master Programme | 2014

ทฤษฎีเกี่ยวกับสัญญะของโซซูร์

                เฟอร์ดินาน เดอ โซซูร์ นักภาษาศาสตร์ชาวสวิส เป็นผู้ปฏิวัติวงการภาษาศาสตร์ ประเด็นที่เขาสนใจคือ ต้องการให้ภาษาศาสตร์นั้นสนใจสิ่งที่เป็นโลกภายนอกด้วยไม่เพียงแต่สนใจสิ่งที่เป็นภาษาศาสตร์เท่านั้น  โดยเขามองเห็นว่าการ ศึกษาภาษาศาสตร์จะมี 3 สิ่งที่เชื่อมโยงกันคือ ความคิด ภาษา และโลกภายนอก ซึ่งโซซูร์คิดว่าความสัมพันธ์ของทั้ง 3 สิ่งนี้เป็นความสัมพันธ์ระหว่างเสียงกับความคิดที่ประกอบกันเป็นสัญญะ โดยสัญญะเหล่านี้จะอ้างอิงถึงโลกภายนอกอย่างไม่มีกฎเกณฑ์ โดยเป็นไปตามลักษณะยถากรรม (arbitrariness) เช่น คนไทยใช้คำว่า นอน คนอังกฤษใช้คำว่า sleep หากพิจารณาทั้งสองคำนี้แล้วจะเห็นว่าไม่มีความเหมือนกันเลยแต่มีความหมายที่คล้ายเคียงกัน นั่นแสดงให้เห็นว่าการกำหนดความหมายต่างๆ ล้วนเป็นไปอย่างไม่มีกฎเกณฑ์ ซึ่งตัวสังคมจะเป็นผู้กำหนดตกลงกันเองว่าคำเหล่านี้หมายถึง การนอน ดังนั้นถ้าสังคมจะกำหนดคำว่า นอน และ sleep ให้มีความหมายว่า การกิน ก็ได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าความหมายเหล่านี้ถูกแปรเปลี่ยนไปได้ตามยถากรรมโดยไม่มีเหตุผลหรือตามอำเภอใจ ด้วยลักษณะเหล่านี้ทำให้มุมมองของปรัชญา ความรู้ โลกแห่งความจริง เกิดการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการไปอย่างมาก

ทฤษฎีเกี่ยวกับสัญญะของโซซูร์

                ทฤษฎีเกี่ยวกับสัญญะของโซซูร์ถูกเสนอโดยการแบ่งสัญญะออกเป็น 2 ส่วนคือ ตัวหมาย (signifier) และ ความคิดที่ถูกหมาย (signified)

1.       Signifier หรือ ตัวหมาย จะใช้แทนภาพและเสียงโดยตัวหมายไม่ได้หมายถึงเสียงที่เราปล่อยออกมาเมื่อพูดถึงคำศัพท์ใดคำศัพท์หนึ่งหรือรูปแบบอะไรก็ตามที่ถูกนำมาใช้เพื่อถ่ายทอดความหมาย แต่หมายถึงร่องรอยประทับ (imprint) ของภาพและเสียงที่อยู่ที่สมองซึ่งเป็นลักษณะของนามธรรม ซึ่งโซซูร์บอกว่า “sound-image ไม่ใช่เสียงหรือหน่วยเสียงแต่เป็นร่องรอยประทับ (psychological imprint) ของเสียงในตัวเราซึ่งจะกระทำต่อผัสสะของตัวเราเอง”

 

 

 

 

 

 

จากภาพตัวอย่างนั้น จะแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่โซซูร์ต้องการอธิบายไว้ดังนั้นในการสร้างตัวหมายหรือสัญญะบางตัวอาจไม่มีภาพปรากฏให้เห็นเลยก็ได้หรืออาจปรากฏเป็นเพียงอารมณ์หรือความรู้สึก เช่น หมู,เห็ด,เป็ด,นก,หิว,ร้อน,ง่วง,อิ่ม เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนมากจากประสบการณ์ภายในตัวเราที่มีต่อความคิดนั้นๆ

2.      

 
 


Signified หรือ ความคิดที่ถูกหมาย จะเป็นความคิดที่เกิดขึ้นมาประกอบกับตัวหมายซึ่งต้องอาศัยกระบวนการในการทำความเข้าใจความหมาย เพื่อบอกถึงความหมายของตัวหมายนั้นๆ เช่น หากลองนึกถึง สัตว์เลี้ยง 4 ขา ความซื่อสัตย์(ความคิดที่ถูกหมาย) /หมาโกเด้นยืนเห่าโฮ่งๆ (ตัวหมาย)  เป็นต้น

 

 

 

จากภาพจะแสดงให้เห็นว่า ความคิดที่ถูกหมายจะเกิดก่อนแล้วค่อยเกิดตัวหมายหรือจะเกิดตัวหมายก่อนแล้วค่อยเกิดความคิดที่ถูกหมายก็ได้แต่กระบวนการเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นโดยผ่านร่องรอยประทับ (imprint) ก่อนเสมอ

 

       
  \"Description:   \"Description:
 


                โซซูร์ บอกว่าเมื่อมีการใช้สัญญะตัวใดตัวหนึ่งสัญญะนั้นจะต้องมีองค์ประกอบทั้ง 2 ส่วน คือตัวหมายและความคิดที่ถูกหมายรวมกันในสมองของเราโดยไม่สามารถแยกออกจากกันได้คล้ายกับเหรียญที่ต้องมีอยู่ 2 ด้านเสมอไม่สามารถแยกจากกัน โดยการเกิดสัญญะนี้ตัวหมายและความคิดที่ถูกหมายจะเกิดขึ้นพร้อมกันทุกครั้งโดยจะเกิดส่วนไหนก่อนก็ได้และกระบวนการนี้สามารถเกิดขึ้นต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ และวิธีนี้ของโซซูร์ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงการถกเถียงว่า ความคิดหรือภาพ สิ่งไหนเกิดก่อนกัน โดยโซซูบอกว่าทั้งสองสิ่งนั้นเกิดขึ้นพร้อมๆ กันเสมอ

 

 

 
  \"Description:

 

 

                ดังนั้นภาษาชองโซซูร์กับการพูดจึงเป็นคนละเรื่องกันเพราะระบบภาษาไม่จำเป็นต้องมีเสียงก็ได้ เช่นการพูดกับตัวเองไม่จำเป็นต้องขีดเขียนหรือวาดหรือสื่ออะไรออกมาเลย ดังนั้นโซซูร์จึงไม่เน้นการศึกษาที่การพูดซึ่งมีลักษณะเป็นบุคลมากเกินไปแต่จะไปเน้นที่การศึกษาของระบบภาษา ซึ่งมีลักษณะเป็นส่วนร่วมกันที่ชัดเจนของสังคม ด้วยเหตุนี้ระบบภาษาจะเป็นรูปนัย (form) เป็นสิ่งที่กระทำในระดับนามธรรมหรือรูปธรรมเท่านั้นดังนั้นจากสิ่งต่างๆ ที่โซซูร์กล่าวมาสัญญะจึงเป็นเพียงแค่คำหรือเสียงที่เกิดขึ้นภายในใจของตัวบุคคลนั้นๆ โดยมีลักษณะเป็นร่องรอยประสบการณ์ในตัวเท่านั้นเอง

(ธีรยุทธ บุญมี, การปฎวัติสัญศาสตร์ของโซซูร์, 64)

 

สัญญะที่เป็นนามธรรมของโซซูร์นั้นถูกมองเป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่าสัญญะในระดับที่เป็นวัตถุ เช่น รหัสมอส, การเขียน, การพูด ฯลฯ จากแนวความคิดนี้ของโซซูร์ทำให้มีผู้ที่ออกมาโต้แย้งหลายประเด็น เช่น

                Louis Hjelmslev บอกว่าหากแบ่งสัญญะเป็นเครื่องแสดงออกและเนื้อหา สัญญะก็จะมีตัวตนเป็นรูปธรรมไม่ใช่นามธรรม

                Voloshinov บอกว่าสัญญะที่เป็นนามธรรมต้องมีวัตถุมารองรับ เช่น เสียง,สี,มวลสาร,การเคลื่อนไหวของร่างกาย ดังนั้นสัญญะทุกอย่างต้องมี “ความป็นสิ่งทางวัตถุที่เฉพาะเจาะจง”

                Marshal Mcluhan ย้ำว่าสื่อที่มีลักษณะเป็นกายภาพที่จะใช้เป็นตัวนำพาสัญญะไปนั้นมีความสำคัญมาก โดยแยกเป็นสื่อเย็น (cold media) และสื่อร้อน (hot media)

-          สื่อเย็น Cold Media คือ สื่อที่มีอิทธิพลต่อผู้รับสารน้อย ซึ่งเมื่อผู้รับสารได้รับสื่อนี้แล้วอาจต้องเข้าไปทำความเข้าใจหรือศึกษาเพิ่มเติมเพื่อที่จะสามารถเข้าใจความหมายต่างๆ ที่สื่อเหล่านั้นต้องการจะแสดงออกมา เช่น  art, ศาสนา เป็นต้น

-          สื่อร้อน Hot Media คือ สื่อที่มีอิทธิพลต่อผู้รับสารมาก ซึ่งสื่อชนิดนี้สามารถแสดงข้อมูลให้ผู้รับสารได้โดยตรง และสามารถเข้าใจได้ทันที เช่น design, ข่าว เป็นต้น

                ดังนั้นจะเห็นได้ว่าจากการโต้แย้งต่างๆ ทำให้แนวคิดของโซซูร์นั้น อาจดูแคบเกินไปสำหรับการทำความเข้าในระบบสื่อรูปแบบอื่นๆ

                โซซูร์ยังมองว่าความหมายของสัญญะที่เกิดจากความสัมพันธ์เชิงเปรียบเทียบหรือจำแนกความต่างของตัวหมายและความคิดที่ถูกหมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่จำเป้นต้องเป็นคู่ตรงข้าม ดังนั้นจึงมีผู้แบ่งการเปรียบเทียบความสัมพันธ์ไว้ให้กว้างขึ้น คือ โครงสร้างแบบเน้น (markedness) และไม่เน้น (unmarkedness) กับ โครงสร้างแบบความหมายตรง (denotation) และความหมายแฝง (connotation) ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงโครงสร้างอย่างหลังคือ ความหมายตรงและความหมายแฝง

(ธีรยุทธ บุญมี, การปฎวัติสัญศาสตร์ของโซซูร์, 82)

 

                จากการวิเคราะห์สัญญะ โดยพื้นฐานแล้วจะแยกเป็นตัวหมายและความคิดที่ถูกหมาย ซึ่งในการทำงานของ 2 สิ่งนี้ควรจะมีความเข้าใจในเรื่องของ ความหมายตรงและความหมายแฝง ด้วย

1.       ความหมายตรง (denotation) เป็นความหมายที่บอกได้ตรงตามตัวอักษรซึ่งไม่มีความหมายโดยนัยแฝงอยู่ เป็นความหมายที่สามารถรับรู้และเข้าใจได้สำหรับผู้รับสารส่วนใหญ่ เช่น สีแดง อาจสื่อความหมายตรงคือ แม่สีที่สามารถใช้ผสมกับแม่สีอื่นๆ ได้ และเมื่อผสมกับสีน้ำเงินก็จะเป็นสีม่วง เป็นต้น

2.       ความหมายแฝง (connotation) เป็นความหมายที่บ่งบอกถึงคำนั้นๆ โดยเชื่อมโยงกับหลายๆ สิ่ง ไม่ได้เป็นความหมายที่ชัดเจนตายตัวแต่อาจเชื่อมโยงกับอารมณ์และวัฒนธรรม ดังนั้นผู้รับสารแต่ละคนอาจได้ความหมายแฝงที่แตกต่างกัน เช่น สีแดง ความหมายแฝงคือ ความเข้มแข็ง มีพละกำลัง, ความโกรธ, กิเลส, ความหมกมุ่นทางเพศ, แจ่มใส, กล้าหาญ, ไฟ, ร้อนแรง เป็นต้น

 

                ซึ่งกระบวนการทำงานของความหมายตรงและความหมายแฝง นั้นเป็นกระบวนการที่ค่อนข้างซับซ้อน คือ สัญญะจะแยกโครงสร้างพื้นฐานเป็นตัวหมายและความคิดที่ถูกหมาย โดยในระหว่างการคิดถึงตัวหมายในขั้นตอนนี้จะคิดความหมายเป็นความหมายตรง แต่ในขณะที่เราคิดถึงความคิดที่ถูกหมายเราจะคิดความหมายเป็นความหมายแฝง และกระบวนการนี้ เมื่อผลิตสัญญะ จาก ตัวหมาย 1 และความคิดที่ถูกหมาย 1จะได้สัญญะที่ 1 ซึ่งสัญญะ 1 คือ ตัวหมายที่ 2 และเมื่อรวมกับความคิดที่ถูกหมาย 2 ก็จะได้สัญญะที่ 2 หรือตัวหมายที่ 3 กระบวนการนี้จะเกิดต่อไปได้เรื่อยๆ

(ธีรยุทธ บุญมี, การปฎวัติสัญศาสตร์ของโซซูร์, 62)

 

 

 
 

\"Description:

 

 

 

 

 

จะเห็นได้ว่ากระบวนการที่ซับซ้อนเหล่านี้เมื่ออธิบายด้วยภาพแล้วสามารถเข้าใจได้ง่ายมากขึ้นและหากพิจารณาถึงกระบวนการเหล่านี้ในเชิงลึกขึ้นไปอีก จะมีเรื่องของ code, myth, culture ฯลฯ อยู่ภายในซึ่งสามารถอธิบายถึงสัญญะได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น แต่ยังไม่กล่าวถึงในที่นี้

                ความเป็นยถากรรม (arbitrariness) จากที่กล่าวข้างต้นว่า คำศัพธ์ที่ใช้เรียกสิ่งต่างๆ ทั้งในรูปธรรมและนามธรรมนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามยถากรรมหรือเป็นการตกลงร่วมกันของสังคม โซซูกล่าวไว้ว่า การเลือกคำต่างๆ มาแทนสิ่งใดๆ ในนั้นโลกไม่มีกฎเกณฑ์เลย โดยจะใช้ความไร้เหตุผลเหล่านี้เพื่อมาแทนที่ของความคิด เพื่อกำหนดถึงการมีอยู่ของสิ่งๆ นั้น

                โซซูร์ผู้ปฎิวัติความคิดทางภาษาศาสตร์ ได้เสนอโครงสร้างความคิดของสัญศาสตร์ด้วยการแยกขั้นตอนออกเป็น 2 อย่างคือ ตัวหมายและความคิดที่ถูกหมายโดยกระบวนการนี้จะเกิดขึ้นพร้อมกันเสมอไม่สามารถแยกออกจากกันได้เหมือนกับด้านของเหรียญที่มี 2 ด้าน อย่างไรก็ตามด้วยแนวความคิดนี้ได้ส่งผลให้เกิดการปฎิวัติในด้านต่างๆ อย่างกว้างขวาง ซึ่งถือได้ว่าเป็นนักคิดที่ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของโลกในยุคปัจจุบันแต่ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้สนับสนุนและคัดค้านแนวความคิดนี้และยังได้รับการต่อยอด มีการเสนอมุมมองใหม่ๆ มีการเสนอข้อขัดแย้งใหม่ๆ จากนักวิชาการรุ่นหลังจากโซซูร์ ซึ่งล้วนแต่เพื่อให้ชี้ให้เห็นข้อดีข้อเสียและสนับสนุนกระบวนการนี้ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และทฤษฎีสัญญะของโซซูร์ก็มีนักคิดบางคนเสนอให้มองต่างไปจากโซซูร์  เช่นแนวความคิดของลากอง โดยลากอง(Lacan)บอกว่ารูปแบบการเขียนแผนภาพสัญญะของโซซูร์นั้นยังมีข้อด้อยอยู่ และลากกองได้เสนอวิธีของเขาขึ้นมาแทนหรือ เพียร์ซ(Price) ที่นำแนวคิดของโซซูร์ไปต่อยอดให้ซับซ้อนยิ่งขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Reference

ธีรยุทธ บุญมี, การปฎวัติสัญศาสตร์ของโซซูร์ เส้นทางสู่โพสต์โมเดอร์นิสม์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.เถกิงพัฒโนภาษ(ภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม), สัญศาสตร์ กับ ภาพแทนความ

Daniel Chandler, Semiotics for Beginnershttp://users.aber.ac.uk/dgc/Documents/S4B/

Wikipedia th.wikipedia.org/wiki/แฟร์ดิน็อง_เดอ_โซซูร์

 

 

 

 


created by Z Axis IT Solution