Gender

Tinagon | Indepentdent Study | Master Programme | 2014

Gender-เพศสภาพ, สถานะเพศ, เพศภาวะ

1. ความหมายทั่วไป หมายถึง ความแตกต่างระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงตามเพศในทางกายวิภาค

2. ความหมายทางสังคมวิทยา หมายถึง การจำแนกทางสังคม ซึ่งไม่จำเป็นต้องแบ่งตามลักษณะทางกายวิภาคเสมอไป

3. ตามความหมายในเชิงสังคมวิทยาและจิตวิทยาสังคม "เพศ" (sex) หมายถึง ลักษณะทางชีวภาพที่ใช้ในการแบ่งแยกกลุ่มมนุษย์ออกเป็นผู้หญิง ผู้ชาย และในกรณีพิเศษ "กระเทย" (hermaphrodite) (ซึ่งมีลักษณะของทั้ง 2 เพศ อยู่ในคนเดียวกัน) ส่วน "สถานะเพศ" (gender) หมายถึงลักษณะในเชิงสังคมและจิตวิทยาสังคมที่ใช้เป็นพื้นฐานในการแบ่งแยกกลุ่มมนุษย์ว่า "เป็นหญิง" (faminine) "เป็นชาย" (masculine) หรือ "เป็นหญิงชาย" (androgenous) (ซึ่งเป็นลักษณะผสมระหว่างลักษณะเด่นของความเป็นชายและความเป็นหญิง) ในทางสังคมวิทยา "สถานะเพศ" ควรใช้กับกรณีที่กล่าวถึงระบบการแบ่งแยกประเภทที่สังคมสร้างขึ้น เพื่อกำหนดว่าใคร "เป็นหญิง" ใคร "เป็นชาย" คำว่า "หญิง (female)" และ "ชาย (male)" นั้นควรใช้สำหรับการแยกข้อแตกต่างทางชีวภาพระหว่างผู้หยิงกับผู้ชาย และเด็กหยิงกับเด็กชาย ส่วนคำว่า "เป็นหญิง" "เป็นชาย" ควรสงวนไว้ใช้กับลักษณาการ (traits) ทางพฤติกรรมและนิสัยอารมณ์ (temperament) ที่สังคมถือว่าเหมาะสมสำหรับแต่ละเพศ ลักษณะเหล่านี้ได้รับการเรียนรู้ผ่านทางประสบกระบวนการขัดเกลาทางสังคมที่ซับซ้อนและต่อเนื่อง

                นักสังคมวิทยา นักมานุษยวิทยา และนักจิตวิทยาได้เน้นว่า ปัจจัยทางชีวภาพไม่ได้เป็นตัวกำหนด "สถานะเพศ" ความหมายของสถานะเพศกำหนดได้จากเงื่อนไขเชิงสังคมและวัฒนะรรม ความหมาย การตีความ และการแสดงออกของ "สถานะเพศ" แปรผันแตกต่างกันไปตามแต่ละวัฒนธรรม และเปลี่ยนแปลงไปได้ตามเงื่อนไขของการเวลาแต่ละยุคสมัย นอกจากนี้ ปัจจัยทางสังคม เช่น ชั้นชน อายุ เชื้อชาติ และชาติพันธุ์ ยังมีส่วนในการเสริมแต่งความหมายเฉพาะ การแสดงออก และประสบการณ์ของสถานะเพศอีกด้วย สิ่งเกล่านี้สะท้อนข้อเท็จจริงที่ว่า สถานะเพศ ไม่อาจนำไปใช้ในความหมายเดียวกันกับเพศได้

                เพศสภาพ (Gender)  คือสิ่งสร้างของสังคม (social construct) “ความเป็นหญิง” หรือ “ความเป็นชาย” ของมนุษย์จึงเป็นผลจากการปลูกฝังหรือกล่อมเกลาโดยสังคมหรือวัฒนธรรม ซึ่งแน่ล่ะมิใช่เป็นเรื่องของธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ผมจึงคิดว่า ความเป็นชายหรือความเป็นหญิงนั้นเป็นนิยามความหมายที่ถูกกำหนดขึ้นในฐานะวัตถุทางเพศอันซ้อนเร้นไปด้วยมิติของความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างอำนาจแฝงอยู่

                อนึ่ง ความชัดเจนของกระบวนการทางสังคมทำให้เราดำรงอยู่ในระบบสองเพศสภาพอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ “ความเป็นหญิง” กับ “ความเป็นชาย” เท่านั้น  โดยความชัดเจนทางเพศสภาพส่งผลต่อชีวิตทางสังคมหรือความสัมพันธ์ทางสังคม ในทำนองเดียวกันความไม่ชัดเจนทางเพศสภาพจึงสร้างความลักลั่นให้กับการจัดความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างทางสังคม ซึ่งในสังคมที่กำหนดกรอบและการจำกัดสองเพศสภาพอย่างเคร่งครัดนี้ วาทกรรมการข้ามเพศสภาพจึงสร้างความอึดอัดในสังคมอย่างชัดเจน

                  ด้วยปัจจัยของกระบวนการสรรค์สร้างปรุงแต่งทางสังคม ระบบสองเพศสภาพที่มีลักษณะเคร่งครัดนี้ วางแนบขอบชิดอยู่กับโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่เรียกว่า Patriarchy กล่าวคือ ในสองเพศสภาพนี้มีเพศสภาพหนึ่ง (ความเป็นชาย) ที่ดีกว่าหรือเหนือกว่าอีกเพศสภาพหนึ่ง (ความเป็นหญิง) และยิ่งไปกว่านั้น “ความเป็นหญิง” จึงถูกนิยามโดยเอาความต้องการของผู้ชายเป็นตัวตั้ง เช่น “ผู้หญิง” ถูกนิยามว่าเป็นวัตถุทางเพศ หรือเป็นเพศแม่ที่ต้องดูแลเลี้ยงลูก หรือการที่ผู้หญิงมีที่ทางอยู่ในครัวเรือนซึ่งนั่นเป็นการมองบนฐานของระบบนิยมชาย แต่หากมองในมุมกลับกัน ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า “ความเป็นชาย” ได้ถูกนิยามเป็นวัตถุเพศที่ถูกกรอบทางสังคมวางไว้ให้อยู่ในสภาพของระบบชายเป็นใหญ่เช่นกัน เมื่อความเป็นชายถูกระบบนิยมชายให้เป็นเพศพ่อ และความเป็นพ่อที่ต้องเลี้ยงดูครอบครัว บนฐานที่ครอบคลุมถึงการที่ต้องดูแลเมียและลูก ซึ่งเรื่องเพศชายเป็นใหญ่นั้น น่าจะมาจากการศึกษาทางสังคมวิทยา-มานุษยวิทยาที่มีความเชื่อว่าเพศชายที่เป็นผู้ต้องหาอาหารประเภทเนื้อสัตว์ มีความสำคัญกว่าเพศหญิงที่เป็นผู้หาอาหารประเภทผักผลไม้ การให้ความสำคัญกับอารยธรรมทางการล่าสัตว์และละเลยความสนใจในวิธีการเรียนรู้ธรรมชาติของสตรี ความรู้ในการเลี้ยงดูลูกของผู้หญิง จนมีผู้เสนอว่า “ความเป็นใหญ่ของเพศชาย” นั้น อาจเป็นเพียงภาพลวงตาที่ผู้ชายในสังคมที่นักมนุษยวิทยาศึกษา พยายามสร้างขึ้นร่วมกับนักมนุษยวิทยาก็เป็นได้

                The History of Sexuality ของ Michel Foucault ที่ได้อธิบายไว้ว่าด้วยลักษณะความสัมพันธ์และการตั้งนิยามทางเพศสภาพในลักษณะนี้ ตามคำจำกัดความของสังคมสมัยก่อนและกฎระเบียบที่เป็นที่ยอมรับทั่วกัน ย่อมทำให้กระบวนการร่วมเพศทางทวารหนักเป็นการกระทำที่ต้องห้าม คนเหล่านั้นผู้ซึ่งกลายเป็นคนผิดไม่ใช่เรื่องอื่นใด แต่ทว่าเป็นเพราะการที่พวกเขาเป็นบุคคลที่อยู่ภายใต้กฎระเบียบเหล่านั้นซึ่งแน่นอน ความเป็นชายก็ถูกกำหนดกรอบให้ “เป็นชาย” ไว้เช่นกัน เพศสภาพชายมีความสัมพันธ์กับเพศสภาพชายถือเป็นความผิดแปลกทางสังคม   ทำให้ชี้ให้เห็นในมุมกลับว่า ที่สุดแล้วการถูกกำหนด “ความเป็นชายหรือความเป็นหญิง” นั้น ล้วนถูกอะไรบางอย่างกำหนดและวางกรอบให้เป็นเช่นนั้น จนกระทั่งถักทอเชิงโครงสร้างก่อให้เกิดความเคยชินทางสังคมให้เพศสภาพชายเป็นเพศสภาพที่ถูกนิยมบนความนิยาม

อธิบายและวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างอำนาจ : นิยามเพศสภาพเพื่ออะไร?

                ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างอำนาจที่ถักทอเรียงร้อยให้ “ระบบนิยมชาย” ฝังรากลึกอยู่ในสังคมจนเคยชินกับเพศสภาวะหรือความเป็นหญิงชายนี้ อันเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาจากบริบททางวัฒนธรรมตลอดจนระบบสัญลักษณ์ที่มีการผลิตซ้ำความสัมพันธ์แบบทวิเพศสภาพอยู่เสมอ และเป็นเรื่องที่ถูกทำให้เห็นว่าเป็นเรื่องปกติ เป็นสถานภาพหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนล้วนต้องประพฤติ ปฏิบัติและมีปฏิสัมพันธ์อยู่ด้วยตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน จนหลงลืมเข้าใจว่าเป็น "สามัญสำนึก" "เป็นธรรมดา" หรือ "เป็นธรรมชาติ" เพื่อยึดกุมการดำรงอยู่ของสัญลักษณ์เข้ากับสมมติสัจจะ

                แน่ล่ะ ทำให้เพศสภาพ (Gender) บนความสัมพันธ์ชายหญิงวางอยู่บนฐานความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างอำนาจเชิงวัฒนธรรม ตลอดจนกระบวนการทางการเมืองในความหมาย “การเมือง” ที่มีอาณาบริเวณกว้างที่สุด คือ การเมืองในเรื่องของการให้นิยามความหมาย อย่างที่ Radical feminist พูดว่า ผู้หญิงประสบกับการเอาเปรียบเพราะเพศสภาพของตัวเองในพื้นที่ส่วนตัว (Personal is Political) เรื่องที่ถูกจัดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความรักความสัมพันธ์ ครอบครัว การเจริญพันธุ์ และอะไรอีกหลายเรื่องนั้นมีความเป็นการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง การเมืองในความหมายของการใช้อำนาจควบคุมกำกับ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าอำนาจในการควบคุมกำกับความสัมพันธ์ทางอำนาจพยายามนำความเป็นธรรมชาติอันเป็นเรื่องส่วนตัวมาเชื่อมรัดยึดเหนี่ยวไว้ โดยอันที่จริงไม่ใช่เรื่องธรรมชาติหรือเรื่องส่วนตัว แต่เหมือนกับว่า(ถูกกระทำ)ให้เป็นธรรมชาติอันถูกกำหนดด้วยนิยามความหมายบางอย่าง และระบบความหมายที่ว่านี้ก็มีฐานอยู่บนโครงสร้างทางอำนาจระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง 

                 การเมืองในความหมายของการใช้อำนาจควบคุมกำกับ Radical feminist มองว่า โครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันมีระบอบปิตาธิปไตย (patriarchy) เกี่ยวข้องกับการควบคุมเนื้อตัวร่างกายผู้หญิงคือ การควบคุมการสืบพันธุ์ การเจริญพันธุ์ของผู้หญิง เพราะฉะนั้นผู้หญิงจึงถูกนิยามใน 2 ความหมายหลัก คือ

                - ความเป็นหญิงถูกนิยามว่า "การเป็นแม่" เป็นอุดมการณ์ที่ควบคุมกำกับให้ผู้หญิงต้องท้อง คลอดลูก และเลี้ยงดูลูก

                - ผู้หญิงถูกนิยามว่าเป็น "วัตถุทางเพศ" เพื่อที่จะสนองความต้องการของผู้ชาย

                กระบวนการทำให้เป็นดังนิยามความหมายทั้งสองความหมายนี้ บนฐานการควบคุมของชุดความสัมพันธ์แบบปิตาธิปไตย (patriarchy) ซึ่งมิใช่ชายเป็นใหญ่เพียงอย่างเดียวแต่รวมไปถึงวาทกรรมการนิยมชายด้วยแล้วนั้น กระบวนการควบคุมทางสังคมยังขยายกรอบไปถึงเพศวิถีด้วย กล่าวคือ เรื่องเพศเป็นเรื่องที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดผ่านวิธีการอันหลากหลาย แทรกซึมผ่านกลไกต่างๆของรัฐ โดยใช้แนวทางการนิยามความหมายของการใช้อำนาจควบคุมกำกับเพื่อ(สร้าง)ฐานคติเรื่องเพศที่เป็นปกติโดยทั่วไป เป็นการควบคุมเพื่อเข้าแทรกแซงทางสังคม ทั้งนำมาตรฐานทางจริยธรรม, จริยศาสตร์, ศาสนา, ค่านิยมของสังคม และความเป็นระเบียบของสังคม ซึ่งหากละเมิดหรือไม่ปฏิบัติก็จะมีกระบวนการบีบคั้นกึ่งประณามเกิดขึ้น ซึ่งแน่ละกลไกรัฐที่เข้ามาควบคุมแทรกแซงคนในสังคม

              

                ด้วยเหตุนี้ เพศวิถีไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยอิสระแต่เกิดขึ้นภายใต้โครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบใดแบบหนึ่ง เช่น ในเพศวิถีกระแสหลักก็เป็นการสะท้อนความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมทั้งในแง่ของชนชั้น ชาติพันธุ์ และ ชาย-หญิง เพศวิถีกระแสหลักจึงเชื่อมโยงกับวิธีคิดแบบสองเพศสภาพอย่างเคร่งครัดซึ่งแอบอิงอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า “ปิตาธิปไตย” ทำให้ภายใต้สังคมที่ถูกยึดกุมด้วยอุดมการณ์ปิตาธิปไตย คุณค่าของผู้หญิงจึงถูกกำหนดโดยมาตรฐานของผู้ชาย ผู้หญิงจึงถูกทำให้เป็นเพียงวัตถุทางเพศที่สนองความต้องการทางเพศของผู้ชาย ซึ่งแสดงผ่านความสวยความงามแบบที่เป็นอุดมคติ ซึ่งโครงสร้างความสัมพันธ์ในลักษณะนี้มีลักษณะโยงกันระหว่างเพศสภาพกับเพศวิถีได้อย่างน่าขบคิด กล่าวคือ ในกระบวนการที่โยงกันเช่นนี้อันผ่านการตั้งมาตรฐานวัตถุทางเพศไว้เป็นกรอบหนึ่ง แต่อีกในนัยยะหนึ่งของการกระบวนการถักทอทางเพศสภาพสู่เพศวิถีนั้น ที่สุดแล้วมนุษย์เราถูกครอบด้วยมายาคติแบบอุดมคติที่แฝงเร้นอย่างแยบยลบางอย่าง ภายใต้สิ่งสร้างที่เรียกว่า “อัตลักษณ์” ทางเพศสภาพ เพื่อการดำรงอยู่ของอะไรสักสิ่งในสังคมการเมืองหนึ่งๆ?

 

เพศสภาพกับบริบททางสังคมการเมือง : สิ่งสร้างที่ถูกปรุงแต่งให้เป็น

 

 

                ด้วยการอธิบายข้างต้น ชี้ให้เห็นว่าความเป็นหญิงและชายที่เรียกว่าเพศสภาพนั้นมิได้ถูกกำหนดด้วยส่วนประกอบทางกายภาพและชีวภาพเท่านั้น แต่ถูกกำหนดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ซึ่งสังคมวางกรอบตลอดจนมีความคาดหวังต่อความเป็นหญิงและชายในแง่มิติต่างๆ ซึ่งไปกำหนดความเชื่อ ทัศนคติ ธรรมเนียม ประเพณี กฎ ระเบียบต่าง ๆ ที่กลายเป็นบรรทัดฐาน (norm) ของสังคมในเรื่องของความเป็นหญิงและชาย ซึ่งแน่ล่ะความคาดหวังเหล่านี้กลายเป็นผลที่เกิดจากการปรุงแต่ง “วาทกรรมเพศสภาพ” ขึ้นมา ให้เป็นผลในตัวของมันเอง เป็นผลที่เกิดจากความคาดหวังจากเพศสภาพ และเป็นผลที่สะท้อนบริบทโครงสร้างของสังคมอยู่ในตัวของมันเอง ซึ่งในที่นี้เป็นการคาบเกี่ยวทางสังคมที่ถักทอควบคู่กันมาระหว่างสิ่งที่เรียกว่าธรรมชาติกับการปรุงแต่งให้เป็นธรรมชาติ

                ด้วยเหตุนี้ “เกิดเพศสภาพ” หรือ “ถูกทำให้มีเพศสภาพ” (gendered) เป็นสิ่งที่มีบริบทคาบเกี่ยวกับวิธีคิดแบบเหตุปัจจัยหรือผลทางวัฒนธรรม บทบาทต่างๆของผู้ชาย - ผู้หญิงเป็นสิ่งที่เรียนรู้ ผ่านทางกระบวนการขัดเกลาทางสังคม (socialization) กระบวนการนี้จึงเป็นผลทางสังคมการเมืองให้ทุกสิ่งถูกขัดเกลาเพื่อสนองตอบเหตุและผลทางอำนาจ ดังนั้นเราจึงถือว่า กระบวนการขัดเกลาดังกล่าว “ทำให้เกิดเพศสภาพ” (gendered) ขึ้นมา กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เพศสภาพ หรือ บทบาทหญิง-ชาย และความสัมพันธ์หญิงชาย เป็นสิ่งที่สังคมสร้างให้เกิดการเรียนรู้และผลิตซ้ำการเรียนรู้ทางเหตุผลปรุงแต่งนั้น ไม่ได้เกิดจากสัญชาติญาณตาม “ธรรมชาติ” แต่อย่างใด

                ฉะนั้นเมื่อเกิดจากการเรียนรู้ผ่านทางการถูกอบรมสั่งสอนเลี้ยงดูและถ่ายทอด (ผลิตซ้ำ) ในสังคม จึงถือว่าเป็น “วัฒนธรรม” ที่มนุษย์สร้างขึ้นมา มิใช่เป็นเรื่องของธรรมชาติ หรือสิ่งที่ธรรมชาติกำหนดให้เป็นเช่นนั้นตามที่ผู้คนในสังคมบางส่วนเข้าใจ ซึ่งผลทางสังคมนี้เองทำให้ “บริบทเพศสภาพ” กับ “บริบททางวัฒนธรรม” ยืนอยู่เคียงคู่ “บทบาทตามเพศสภาพ” ซึ่งนี่ละคือสิ่งที่ผู้เขียนคิดว่าเป็นผลของการปรุงแต่งมาจากเพศสภาพที่เป็นฐานสำคัญทางกลไกทางสังคม

                บทบาทตามเพศนี่เอง ทำให้เกิดการแบ่งงานระหว่างเพศในสังคม อันเป็นผลโดยตรงหรือโดยอ้อม จากข้อกำหนดทางชีวภาพ(biological determinism) ได้ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างแนวคิดเรื่องเพศ(Sex) ซึ่งเป็นเรื่องชีวภาพ และแนวคิดเรื่องความเป็นหญิงเป็นชาย(gender) ซึ่งแท้จริงคือผลผลิตทางสังคม กล่าวคือ เพศ (sex) เป็นเพศตามลักษณะทางชีววิทยา ส่วนเพศสภาพ (gender) นั้น เป็นสภาวะที่ถูกกำหนดขึ้นมาตามวัฒนธรรมของแต่ละสังคมและการแปรผันไปตามปริมณฑลแห่งกาลเวลา

                อนึ่ง เรื่องของบทบาทก็จำต้องมีการทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าเป็นบทบาทตามเพศ (sex) หรือเป็นบทบาทตามเพศสภาพ(gender) ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า บทบาทตามเพศ (sex roles) นั้น มีน้อยมาก ยกตัวอย่างเช่น บทบาทในการตั้งท้อง และคลอดลูก และให้นมลูกของผู้หญิง ส่วนผู้ชายไม่มีบทบาททางด้านนี้ เพราะไม่มีอวัยวะที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการตั้งท้อง อุ้มท้อง และคลอดลูก แต่เมื่อคลอดลูกออกมาแล้ว ผู้หญิงมีหน้าที่ให้นม ในกรณีที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แต่ในกรณีที่เลี้ยงลูกด้วยนมผง หรือ ผสมผสานกับการเลี้ยงด้วยนมแม่ ผู้ชายก็น่าจะมีส่วนร่วมได้ด้วย เพราะไม่มีลักษณะทางกายภาพชีวภาพใด ๆ ที่เป็นอุปสรรคไม่ให้ผู้ชายทำหน้าที่นี้ ฉะนั้น ถ้าถือว่า “ไม่ใช่หน้าที่ของผู้ชาย” การกำหนดเช่นนี้จึงมีลักษณะเป็นการกำหนดบทบาททาง “เพศสภาพ” (gendered)

                กล่าวคือ เมื่อย้อนกลับมาในส่วนของผลผลิตที่ถูกสร้างขึ้นมาจากสังคม บทบาทตามเพศสภาพนั้น ถือว่าเป็นสิ่งสร้างทางสังคมที่ทำให้เกิดผลต่อสังคมการเมืองในเกือบทุกระบบสังคม

โดยมีสิ่งที่เรียกว่า โครงสร้างอำนาจ (power structure) ปรากฏอยู่และโยงใยเข้าหากันระหว่างเพศสภาพกับบทบาทหน้าที่ตามเพศสภาพ ตลอดจนโครงสร้างอำนาจที่ว่านี้มีอยู่ทั่วไป ไม่ได้มีอยู่เฉพาะในหมู่คนที่ถูกระบุอย่างเป็นทางการว่า “มีอำนาจ” เท่านั้น โดยอาจจะกล่าวได้ว่า อำนาจจากการกำหนดบทบาทจากเพศสภาพแฝงเร้นอย่างแยบยลในทุกอณูของสังคม ทั้งในบริบทของการใช้อำนาจทางตรงของผู้มีอำนาจ หรืออำนาจจากผู้มีอำนาจจากการถักทออำนาจทางวัฒนธรรมอย่างยาวนานของ “สัจจะนิยาม”

 

กรณีศึกษา

                กฎระเบียบการแต่งกายเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรซึ่งมีการจำกัดเพศ (sex) ในการเข้ารวมพิธีที่มีโดยการกำหนดว่าเป็นเพศชายและเพศหญิงเท่านั้นโดยไม่ได้คำนึงถึงเพศสภาพ (Gender)  “ความเป็นหญิง” หรือ “ความเป็นชาย” จึงทำให้วาทกรรมการข้ามเพศสภาพเกิดความอึดอัดอย่างชัดเจน ความเป็นชายหรือความเป็นหญิงถูกปิดกั้นด้วยกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เพศชายไม่สามารถแต่งกายเป็นหญิง เพศหญิงไม่สามารถแต่งกายเป็นชาย

                จากปรากฎการล่าสุดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 255 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อนุญาตให้นักศึกษาชาย แต่งกายเป็นหญิงเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร หลัง น้องเด่นจันทร์ ยื่นเรื่องขอแต่งหญิง พร้อมใบรับรองแพทย์ระบุจิตใจตรงข้ามกับเพศแท้ เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีความเห็นใจกลุ่มสาวประเภทสอง และปัจจุบันสังคมเปิดกว้าง โดยจะพิจารณาเป็นรายๆ ไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดโอกาสให้นักศึกษาข้ามเพศ แต่งหญิงเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรได้ หลังนายบารมี พาณิช หรือ เด่นจันทร์ ยื่นเรื่องแสดงความจำนง พร้อมกับใบรับรองแพทย์ ยืนยันว่า จิตใจตรงข้ามกับเพศแท้ ที่เหมือนผู้ป่วยที่ต้องได้รับการบำบัด ทั้งนี้ จะต้องอยู่ในระเบียบที่กำหนดและความเหมาะสมโดย เด่นจันทร์ มีความมุ่งมั่นตั้งแต่เข้าเรียนปี 1 ว่าจะต้องแต่งกายเป็นบัณฑิตหญิงให้ได้ในวันแห่งความสำเร็จในชีวิต เพราะทำใจไม่ได้ที่จะต้องตัดผมสั้นนุ่งกางเกงเข้ารับปริญญา ซึ่งถือเป็นอ้างเป็นการทำร้ายจิตใจอย่างแสนสาหัสด้านมหาวิทยาลัยชี้เหตุให้สาวประเภทสองแต่งหญิงรับปริญญาได้ เพราะปัจจุบันสังคมเปิดกว้างและเห็นใจนักศึกษากลุ่มนี้ ที่เหมือนผู้ป่วยที่ต้องได้รับการบำบัด แต่ต้องอยู่ในระเบียบที่กำหนดและความเหมาะสมจากกรณีทีเป็นข่าวฮือฮา ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดโอกาสให้นักศึกษาชายแต่งหญิงเข้ารับปริญญาได้ หากมีใบรับรองแพทย์วินิจฉัยว่าจิตใจตรงข้ามกับเพศแท้ และอะลุ้มอล่วยให้เป็นรายๆไปนั้น

                บารมี หรือ น้องเด่นจันทร์ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์ลำปาง  กล่าวว่า นด ยลดา เกริกก้อง สวนยศ นายกสตรีข้ามเพศแห่งประเทศไทย เป็นแรงบันดาลใจของเธอในการต่อสู้กับสิทธิของสาวประเภทสอง  เช่นการรับพระราชทานปริญญาบัตรที่เคยมีรุ่นพี่ที่ได้รับสิทธินั้นมาแล้ว จึงเป็นแรงบันดาลใจของตนเอง ซึ่งก่อนที่จะจบการศึกษา มีการรวบรวมข้อมูล เอกสาร หลักฐาน ยืนยันอัตลักษณ์ทางเพศไว้อย่างถูกต้อง และมีขั้นตอนการดำเนินการเป็นรายๆไป เป็นรายบุคคลเด่นจันทร์ บอกว่า การรับพระราชทานปริญญาบัตร เป็นเกียรติ เป็นศักดิ์ศรีของนักศึกษาในวันที่จบการศึกษา สำหรับตนนั้นหากไม่ได้แต่งหญิง มันก็เจ็บปวด เพราะที่ผ่านมาเราดำเนินชีวิตเป็นผู้หญิงทั้งหมด เราไม่ได้ฝืนตัวเอง หากต้องตัดผม แต่งชาย มันกระทบกระเทือนจิตใจ เราจึงมาหาวิธีการที่เหมาะสม และไม่ทำให้เดือดร้อน เราให้เกียรติมหาวิทยาลัย ไม่หลอกตัวเอง บนพื้นฐานของความถูกต้อง ตามระเบียบของมหาวิทยาลัยอย่างเคร่งครัด“ ใจเป็นหญิงมาตลอด แต่รู้สึกว่าเป็นลูกชายของพ่อกับแม่ ซึ่งหลังจากนี้ก็จะทำหน้าที่ลูกชายก็คือ จะบวชทดแทนบุญคุณ นี่เป็นความใฝ่ฝัน ตั้งใจ วางแผนไว้นานแล้วเพื่อผู้มีพระคุณทุกคน” จึงเกิดคำถามว่า เหตุใดจึงบวชได้ แต่รับปริญญาไม่แต่งชาย เด่นจันทร์บอกว่า การรับปริญญาบัตรเป็นความภาคภูมิใจของครอบครัว เขาส่งเสียเราจนจบ อยากจะทำวันนั้นให้ดีที่สุด ทำตนเองมีความสุขด้วยตามเพศสภาพ แต่ส่วนเรื่องการบวชนั้นจะอนุญาตให้บวชหรือไม่ตนไม่ทราบ เป็นเพียงความตั้งใจเธอกล่าวว่า พ่อแม่ไม่เคยขัดขวาง ตั้งแต่เด็กก็มีนิสัยเป็นผู้หญิง จนค่อยๆไว้ผมให้ยาว มีการแต่งตัวเป็นหญิง ดำรงชีวิตทุกอย่าง จนกระทั่งมีการวางแผนว่าวันรับปริญญาจะต้องทำอย่างไร อีกทั้งมีโอกาสทำวิชาภาคนิพนธ์ ทำการศึกษาขั้นตอนให้ถูกต้อง ทั้งใบคำร้อง ใบรับรองแพทย์ จึงดำเนินการขอคำปรึกษาจากอาจารย์ที่ปรึกษา ด้วยเพราะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดกว้างทางสิทธิ เสรีภาพ อะไรที่ทำได้อย่างถูกต้อง ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อน จนกระทั่งมีการพิจารณาให้แต่งเครื่องแบบหญิง   วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม 2555 ที่จะถึงนี้ เด่นจันทร์จะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร เธอบอกว่า อยากจะให้มีภาพรับปริญญาไว้เป็นที่ระลึก ถือว่าครั้งหนึ่งในชีวิตที่เราตั้งใจเรียนเพื่อครอบครัว พ่อแม่ ผู้มีพระคุณ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ต้องใช้เวลานานถึงนานมากครับที่จะเปลี่ยนสิ่งสร้างหรือสัจจะนิยามแบบนี้!!!พื้นฐานสังคมไทยลึก ๆ ยังไงผู้หญิงก็เป็นใหญ่ทว่าภาพที่เห็นในสังคมดูเหมือนชายเป็นใหญ่เพราะอำนาจการตัดสินใจเรื่องใหญ่ ๆ ถูกผลักดันให้ตกอยู่ ค่านิยมชายเป็นใหญ่และค่านิยมเห็นเพศหญิงเป็นวัตถุทางเพศทำให้กรอบคิดของคนตกอยู่ในวังวนเรื่องผัว ๆ เมีย ๆเพศหญิงเองยังถูกเสี้ยมให้เหยียบย่ำกันเอง

 

 

 

 

Reference

 

 

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กำหนดพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาประจำปีการศึกษา 2554 ในวันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม 2555 ส่วนวันซ้อมใหญ่คือ วันที่ 25 สิงหาคม 2555

ฉลาดชาย รมิตานนท์. ผู้หญิงกับวัฒนธรรม : มานุษยวิทยา คำตอบหรือตัวปัญหา .2532. น.11.

Michel Foucault, The History of Sexuality, pp. 43.

วิศัลย์ศยา กิติรัตน์ตระการ.สำรวจวรรณกรรมสตรีนิยม: ฉันไม่ยอม ฉันไม่ยอม,  

www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999837.html  (ออนไลน์ 04/03/2553)

ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์. เพศวิถี : นิยามความหมาย และกรอบแนวคิด. สัมมนาเรื่องเพศวิถีและการปรับใช้ในงานส่งเสริมสุขภาพทางเพศ,วันที่ 5/11/2550.

สุชีลา ตันชัยนันท์. “ผู้หญิงในทัศนะ จิตร ภูมิศักดิ์ และแนวคิดสตรีศึกษา” 2540. น.23.

พจนานุกรม ศัพท์สังคมวิทยา อังกฤษ -ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2549


created by Z Axis IT Solution