Analysis the role and the social media privacy policy are violation of privacy in Thai social

Tinagon | Indepentdent Study | Master Programme | 2014

1. ชื่อและสกุล (Name and Surname)

นาย ทินกร อุ่นจิตติ         รหัสนักศึกษา     559932130

Tinnagon Unchiti         Code                559932130

 

2. ชื่อวิทยานิพนธ์ (Title)

ภาษาไทย (Thai)            การวิเคราะห์บทบาทและข้อบังคับของนโยบายความเป็นส่วนตัวบนสื่อสังคมออนไลน์ ที่ส่งผลต่อการระเมิดสิทธิส่วนบุคคในประเทศไทย

ภาษาอังกฤษ (English)   Analysis the role and the social media privacy policy are violation of privacy in Thai social

 

3. หลักการ ทฤษฎี เหตุผล และ/หรือสมมุติฐาน (Principles, Theory, Rationale and/or Hypotheses)

            ความเป็นส่วนตัว (privacy) หรือสิทธิส่วนบุคคลหมายถึง สิทธิที่ทำให้บุคคลนั้นๆ มี สถาณะรอดพ้นจากการถูกติดตามหรือการรบกวน โดยมีอิสระในการดำรงชีวิตซึ่งจะต้องไม่ขัดกับข้อกฎหมาย โดยขอบเขตของสิทธินี้ขึ้นอยู่กับสภาพสังคม วัฒนธรรม และความต้องการส่วนตัว ของบุคคลนั้นๆ ประกอบกัน แต่จากปรากฎการในปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและ การสื่อสารบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทำให้สิทธิความเป็นส่วนตัวที่ใช้กรอบแนวคิดแบบเดิมนั้น เปลี่ยนไป เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ใช้บริการสื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมากและด้วยเงื่อนไขพื้นฐานของการใช้บริการคือ ผู้ใช้บริการจะต้องมอบข้อมูลบางอย่างให้กับระบบเพื่อที่จะสามารถเข้าใช้บริการเหล่านั้นได้ และด้วยพื้นที่สังคมออนไลน์เป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างให้ผู้ใช้บริการสามารถแสดงความคิดเห็นหรือสร้างตัวตนได้อย่างอิสระเสรีและเมื่อผู้ใช้บริการใช้บริการสื่อสังคมออนไลน์ระบบจะจดจำพฤติกรรมการใช้งาน เช่น การโพสข้อความแสดงความคิดเห็น การใส่ข้อมูลส่วนตัวบนสื่อสังคมออนไลน์ เช่น ชื่อ ที่อยู่ เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้ล้วนถูกบันทึกไว้ในระบบ จึงเป็นผลทำให้เกิดการลุกล้ำหรือคุกคามสิทธิความเป็นส่วนตัวจากผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการด้วยกันเอง เพื่อผลประโยชน์ในด้านต่างๆ ซึ่งจากแนวคิดสังคมออนไลน์ที่ต้องการเปลี่ยน private world ให้กลายเป็น public area คือโลกของการออนไลน์จะต้องเป็นโลกที่ผู้คนทุกระดับชนชั้นสามารถเข้าถึงและเปิดกว้าง การสื่อสารบนพื้นที่ไซเบอสเปสเป็นการเอื้อให้ผู้คนทั้งหลายมีโอกาสสร้างตัวตนในแบบที่จะเป็นได้โดยผู้ใช้บริการเหล่านั้นมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียม (Javis J, 2011)  จากแนวคิดดังกล่าวจึงส่งผลให้กรอบแนวคิดความเป็นส่วนตัวแบบเดิมไม่อาจจะสามารถคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้บริการสังคมออนไลน์ได้ดังเดิม  ดังนั้นในปัจจุบันจึงมีการนำกรอบแนวคิดความเป็นส่วนตัว ของ Alan F. Westin จากหนังสือ Privacy and Freedom มาประยุกต์ใช้กับสังคมปัจจุบัน ซึ่งแนวคิดคือ สิทธิส่วนบุคคลหรือองค์กรนั้นสามารถควบคุมข้อมูลของตัวเองได้ โดยสามารถกำหนดขอบเขตของข้อมูลและสามารถเลือกที่จะเปิดหรือไม่เปิดเผยข้อมูลได้ สามารถเลือกผู้ที่จะเห็นข้อมูลหรือปิดกั้นคนบางกลุ่มไม่ให้เห็นข้อมูลได้ ซึ่งกรอบแนวคิดนี้กลายเป็นกรอบที่สังคมในปัจจุบันใช้ในการอ้างถึงสิทธิความเป็นส่วนตัวบนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งปรากฎเป็นกฎระเบียบและข้อกำหนดของความเป็นส่วนตัว (Privacy policy & Terms of use) อยู่เกือบทุกเวปไซต์ในปัจจุบัน เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าสาเหตุของคำนิยามความเป็นส่วนตัวที่ต้องเปลี่ยนกรอบแนวคิดใหม่ให้สอดคคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบันนั้นเกิดจากการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวบนอินเทอร์เน็ตที่มีมากขึ้นอย่างต่อเนื่องนั่นเอง ซึ่งสามารถสังเกตุได้จากเหตุการณ์และข่าวสารต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา

            ประเด็นในเรื่องความเป็นส่วนตัวในต่างประเทศนั้นมีอยู่มาช้านานแล้ว ซึ่งในต่างประเทศ ให้ความสำคัญต่อความเป็นส่วนตัวบนโซเชียลเน็ตเวิคอย่างมาก  เช่น ชาวอเมริกาเองก็เริ่มกงวล ถึงการที่ Google เริ่มรู้ทุกอย่างมากเกินไปหลังจากที่กูเกิลได้แผยแพร่วิดีโอบนเวปไซต์ ยูทูปเกี่ยวกับขั้นตอนการ เก็บข้อมูลต่างๆ ในระบบ search engine ของ Google ซึ่งสามารถ สรุปได้ว่า เมื่อผู้ใช้บริการคนหนึ่งทำการค้นหาข้อมูลระบบจะทำการเก็บคำที่ใช้ค้นหาไว้ และหากผู้ใช้บริการคนอื่นๆ ค้นหาคำเดิมหรือใกล้เคียงระบบก็จะนำข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคนมาประมวลผลร่วมกันเพื่อหาสิ่งที่ผู้ใช้บริการทั้งหลายต้องการค้นหา ดังนั้นการค้นหาในครั้งต่อไปกูเกิลก็จะสามารถ แสดงสิ่งที่เราต้องการค้นหาได้อย่างรวดเร็วและตรงกับผู้ใช้บริการนั้น (Google, Inc., 8 Aug 2007) เป็นต้น หรือการฟ้องร้องเป็นคดีความ เช่น กรณีข่าวที่กูเกิลถูกฟ้องร้องเนื่องจากไม่ปฎิบัติตามนโยบายความเป็นส่วนตัว “สำนักงานคุ้มครองข้อมูลของฝรั่งเศส "ซีเอ็นไอแอล" สั่งปรับผู้ให้บริการค้นหาข้อมูลออนไลน์รายใหญ่ของโลก "กูเกิล อิงค์" เป็นเงิน 150,000 ยูโร ซึ่งเป็นค่าปรับสูงที่สุด ฐานไม่ปฏิบัติตามแนวทางเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวสำหรับข้อมูลส่วนบุคคล” (goo.gl/wuyzYQ, ฝรั่งเศสสั่งปรับกูเกิลคดีละเมิดส่วนตัว, 10 มกราคม 2557) เป็นต้น

            ในประเทศไทยความตื่นตัวในเรื่องการถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวนั้นเริ่มมีมากขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยสังเกตุได้จากการจัดตั้งกลุ่มเครือข่ายพลเมืองเน็ต การจัดเสวนาเกี่ยวกับเรื่องความเป็นส่วนตัวบนสังคมออนไลน์ ข่าวสารเกี่ยวกับการละเมิดความเป็นส่วนตัว รวมถึงการตั้งกระทู้เกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวบนเวปไซต์ที่มีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประเด็นเรื่องการละเมิดความเป็นส่วนตัวบนสังคมออนไลน์ในประเทศไทยเกิดจากการที่กฎหมายคุ้มครองที่ยังไม่ครอบคุมพอที่จะสามารถรักษาสิทธิให้ผู้ใช้บริการได้และความรู้ความเข้าใจในเรื่องสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการนั้นก็ยังไม่มากพอ เหล่านี้จึงกลายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการละเมิดความเป็นส่วนตัวในประเทศไทยอยู่บ่อยครั้งโดยกรณีการละเมิดความเป็นส่วนตัวบนสังคมออนไลน์ในประเทศไทยนั้น มีสาเหตุจากการที่ผู้ให้บริการนำข้อมูลของผู้ใช้บริการไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจหรืออาจถูกรัฐใช้อำนาจในการเข้าถึงข้อมูลหรือถูกผู้ใช้บริการด้วยกันเองลักลอบเข้าไปนำเอาข้อมูลเพื่อผลนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น การนำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ การดำรงไว้ซึ่งอำนาจ หรือการแสดงความคิดเห็นหมิ่นประมาทผู้อื่น ตัวอย่างเช่น การแทรกแทรงของรัฐที่เข้ามาปิดเพจเฟสบุคของ นายทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ ผู้ดำเนินรายการ คนค้นฅน หลังจากแฉโรงสีของ ส.ส.เพื่อไทยที่กำลังเตรียมส่งข้าวออกจำหน่าย ที่มาจากโรงสีรายใหญ่ในภาคอีสาน พร้อมระบุว่ามีสารพิษตกค้าง และสารดังกล่าวไม่สามารถละลายในน้ำได้ แถมทำให้หนูตายใน 5 นาที (http://news.mthai.com/hot-news/253619.html, mthai, 10 กรกฎาคม 2556) เป็นต้น หรือในกรณีการแอบอ้างเป็นดาราหรือเป็นบุคคลอื่นเพื่อผลประโชน์ทางธุรกิจ ซึ่งในระยะนี้ดารานักแสดงในวงการบันเทิงมักโดนผู้ไม่หวังดีแอบอ้างชื่อในเฟสบุ๊คไปโพสต์เรื่องการเมือง อาทิ พิ้งกี้ สาวิกา บอย ปกรณ์ ซึ่งทำให้ดาราคนดังกล่าว โดนเข้าใจผิด โดยล่าสุด จั๊กจั่น อคัมย์สิริ สุวรรณศุข ถูกปลอมเฟสบุ๊คเพื่อหลอกแฟนคลับ เป็นต้น (http://entertain.boxza.com/news/6634, 28 ธันวาคม 2556)      จากการณีที่ยกตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่าการละเมิดความเป็นส่วนตัวบนสังคมออนไลน์นั้นเป็นปัญหาที่เกิดจากระบบจัดเก็บข้อมูลและ การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลได้ส่งผลกระทบต่อเจ้าของข้อมูล โดยเมื่อผู้ใช้บริการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวหรือการใช้บริการบนเครื่อข่ายสังคมออนไลน์ เช่น การให้ข้อมูลที่อยู่ การศึกษา บัญชีธนาคาร รวมถึงการเข้าไปแสดงความคิดเห็น หรือการท่องเที่ยวเวปไซต์ต่างๆ เป็นต้น จะทำให้ระบบเก็บข้อมูลเหล่านั้นไว้จึงเป็นเรื่องง่ายที่ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้ต่อในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันความสามารถของระบบที่สามารถ ตอบสนองผู้ใช้บริการอย่างมีประสิทธิภาพจึงทำให้การใช้บริการสื่อสังคมออนไลน์นั้นเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันเฉพาะแอพพลิเคชั่นไลน์ มีผู้ใช้งานประมาณ  230  ล้านคนจากทั่วโลก หรือเฟสบุ๊คที่มีผู้ใช้บริการมากกว่า 1พันล้านคน ด้วยจำนวนผู้ใช้บริการที่มีจำนวนมาก จึงกลายเป็นช่องทางในการหาผลประโยชน์จากผู้ใช้บริการและให้บริการ ซึ่งจากเหตุการณ์เหล่านี้จึงทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจคือ เหตุใดสังคมไทยถึงยังขาดความตระหนักในการถูกละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวบนสังคมออนไลนร์อยู่ ซึ่งอาจเป็นเพราะระบบที่มีความน่าตื่นเต้นและน่าสนใจจึงทำผู้ใช้บริการลืมตระหนักว่า ระบบเหล่านั้นถูกสร้างมาจากการนำข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้บริการมาพัฒนา เช่น การที่ผู้ใช้บริการ www.facebook.com ได้รับข้อมูลข่าวสารหรือโฆษณาสินค้าที่ตรงตามความต้องการของผู้ใช้บริการ ทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกสะดวกสบายที่ได้รับข้อมูลเหล่านั้นและไม่เกิดการตั้งคำถามกับระบบ ซึ่งเหตุผลที่แท้จริงที่ผู้ใช้บริการเหล่านั้นได้รับข้อมูลตรงความต้องการนั้นเเป็นผลมาจากการที่ระบบแอบจดจำพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้และนำไปประมวลผลต่อว่าผู้ใช้บริการมีความสนใจในสิ่งใด ซึ่งหากดูในภาพรวมแล้วระบบนี้อาจเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการอย่างมาก แต่หากมองอีกมุมมองหนึ่งถ้าผู้ใช้บริการกำลังสนใจในสิ่งที่ไม่อาจเปิดเผยต่อสาธารณะได้และระบบนำข้อมูลเหล่านั้นแสดงต่อที่สาธาราณะ หรือถูกผู้ประสงค์ร้ายรนำมาใช้เพื่อการทำลายเชื่อเสียง จากการกระทำเหล่านี้จะเกิดผลลัพธ์อะไรขึ้นกับผู้ใช้บริการบ้าง ดังนั้นแนวคิดที่ว่าสังคมออนไลน์เป็นการสร้างสิทธิเสรีภาพในช่องทางใหม่อาจกำลังเป็นการทำลายความเป็นส่วนตัวในขณะเดียวกันก็ได้

            กรณีศึกษา  www.drama-addict.com ซึ่งเป็นเวปไซต์ที่ทำหน้าที่เสมือนเป็นหนังสือพิมพ์ออนไลน์โดยจะทำการรวบรวมเหตุการณ์กรณีที่เป็นข้อถกเถียงที่ปรากฎในสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ในประเทศไทย เช่น เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ อินทราแกรม และ พันทิป เป็นต้น

 

 

 

            โดยตัวอย่างเหตุการณ์เช่น หลังจากที่ Nation Channel โพสข่าวในแฟนเพจแฟสบุ๊คว่า "น้องเมย์" รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันมืออันดับ 3 ของโลก ขวัญใจคนไทย เดินทางไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง” และทำให้เกิดการถกเถียงในสื่อสังคมออนไลน์ขึ้นมาทันทีว่า การออกไปเลือกตั้งของเธอนั้นเป็นสิ่งที่สมควรหรือไม่? ซึ่งเวปไซต์ ดราม่าแอดดิค ได้รวบรวมเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดเกิดขึ้นและนำเสนอความขัดแย้งบนสื่อสังคมออนไลน์ไว้โดยมีเนื้อหาคือ น้องเมย์ หรือ รัชนก อินทนนท์ นักกีฬาที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยมามากมาย ผลงานเด่นคือ ได้รับเหรียญทองจากการแข่งขันแบตมินตันหญิงเดี่ยวในการแข่งขันแบตมินตันชิงแชมป์โลก ปี 2013 เหรียญทองประเภทหญิงเดี่ยวจากการแข่งขันแบตมินตันเยาวชนชิงแชมป์โลก ปี 2009 2010  และ 2011 เหรียญเงินประเภททีมหญิงจากเอเซี่ยนเกมส์ ปี 2010 เหรียญทองประเภททีมหญิง และเหรียญทองแดงประเภทหญิงเดี่ยวซีเกมส์ปี 2011 ซึ่งทำให้เธอกลายเป็นนักแบตมินตันมือวางอันดับสามของโลก โดยหลังจากเธอได้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยในวันที่ 2 ก.พ. 57 จึงมีกลุ่มประชาชนที่ไม่พอใจก็ออกมาแสดงความคิดเห็นด่าน้องเมย์ โดยมีการถกเถียงถึงสิ่งที่เธอทำว่าเป็นการกระทำของคนขายชาติและนักกีฬาทีมชาติสมควรแล้วเหรอที่ออกไปเลือกตั้ง ซึ่งหลังการถกเถียงเรื่องการที่น้องเมย์ออกไปเลือกตั้ง ประเด็นการถกเถียงก็เปลี่ยนเป็นการเถียงกันไปมาว่าการเลือกตั้งคือการแสดงตนว่าไม่รักชาติบ้านเมืองจริงๆ หรือ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับเธอคือผลงานทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอเคยทำมากลับไร้ค่าไร้ความหมายเพียงเพราะหลังจากเธอไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (ดราม่าแอดดิค http://goo.gl/RneFRR  2  กุมภาพันธ์ 2557)

 

 

 

 

 

            จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์ตัวอย่างข้างต้นนี้มีการละเมิดความเป็นส่วนตัวอยู่มากมาย เช่น การนำภาพของผู้เสียหายมาดัดแปลง การหมิ่นประมาท การนำข้อมูลส่วนตัวของผู้เสียหายมาเปิดเผย เป็นต้น เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุหนึ่งของการละเมิดความเป็นส่วนตัว ซึ่งผิดกับข้อกำหนดกฎหมาย พรบ. คอมพิวเตอร์ ในหลายๆ มาตราและยังผิดกับข้อกำหนดของนโยบายความเป็นส่วนตัวของผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันสังคมออนไลน์นั้นจะพบปัญหาเหล่านี้อยู่เสมอ

            ดังนั้นการวิเคราะห์กฎระเบียบโนยบายความเป็นส่วนตัวบนสื่อสังคมออนไลน์นี้ต้องการชี้ให้เห็นถึงปรากฎการและปัญหาของการละเมิดความเป็นส่วนตัวที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและสร้างความตระหนักให้สังคมเห็นภัยใกล้ตัวที่กำลังสร้างผลกระทบในด้านความเป็นส่วนตัวที่กำลังถูกเครือข่ายสังคมออนไลน์ริดรอนไป และกำลังคุกคามผู้ใช้อย่างไรบ้าง  โดยศึกษาจากปรากฎการในสื่อสังคมออนไลน์ผ่านเวปไซต์ www.drama-addict.com โดยจะนำข้อมูลเหล่าและเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้นมาวิเคราะห์ร่วมกันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวอย่างไร มีมาตราการในการรักษาความปลอดภัยแค่ไหน และผู้ใช้บริการสื่อสังคมออนไลน์เหล่านี้รับรู้ถึงความเสี่ยงหรือไม่

 

4. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (Literature review)

            ในการศึกษาวิจัยเรื่อง การวิเคราะห์บทบาทและข้อบังคับของโนยบายความเป็นส่วนตัวบนสื่อสังคมอไลน์ ที่ส่งผลต่อการระเมิดสิทธิส่วนบุคคลสังคมออนไลน์ในประเทศไทย ผู้ทำการวิจัยได้ศึกษากฎระเบียบข้อบังคับว่าด้วยความเป็นส่วนตัวที่ถูกกำหนดโดยภาครัฐและภาคเอกชนและสืบหาวิเคราะห์เพื่อเชื่อมโยมความสำพันธ์ของอดุมการภายใต้กฎระเบียบเหล่านั้นว่ามีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างไรบ้าง และมีการคุ้มครองความปลอดภัยต่างๆ ในระดับไหน โดยใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีเหล่านี้มาวิเคราะห์และอธิบายปรากฎการที่เกิดขึ้น โดยแบ่งเป็นหัวข้อและรายละเอียดดังนี้g

             

            4.1 Private space พื้นที่ส่วนตัว

            4.2 Cyberspace พื้นที่เสมือนจริง

            4.3 Cybercrime อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

            4.4 Privacy law กฎหมายความเป็นส่วนตัว

 

4.1 Private space พื้นที่ส่วนตัว

            การเกิดความเป็นส่วนตัวได้นั้นจะต้องมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับที่ว่างส่วนบุคคล (personal Space) และการครอลครองอาณาเขต ซึ่ง Harold M. Proshanksky ได้พบว่า การมีอาณาเขตครอบครองโดยการ ควบคุมพื้นที่หรือสภาพแวดล้อมได้จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการกำหนดภาวะความเป็นส่วนตัวตามที่ต้องการ การมีอาณาเขตครอบครองเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มเสรีภาพในการควบคุมให้เกิดภาวะส่วนตัว

            ในบรรดาสิทธิที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนทั้งหมด “ความเป็นส่วนตัว” นับเป็น “สิทธิ” ลักษณะหนึ่ง ที่ยากที่สุดในการบัญญัติความหมาย เพราะต้องพิจารณาเนื้อหา สภาพสังคม วัฒนธรรม และพฤติการณ์ แวดล้อมประกอบด้วย ในบางประเทศแนวคิดของ “ความเป็นส่วนตัว” ได้รวมถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นการตีความคำว่า “ความเป็นส่วนตัว” ในด้านการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล อย่างไรก็ตาม คำว่า “ความเป็นส่วนตัว” เป็นคำที่มีความหมายกว้างและครอบคลุมถึงสิทธิต่างๆ หลายประการ อาทิ

            (1) ความเป็นส่วนตัวเกี่ยวกับข้อมูล (Information Privacy) เป็นการให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยการวางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเก็บรวบรวมและการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล

            (2) ความเป็นส่วนตัวในชีวิตร่างกาย (Bodily Privacy) เป็นการให้ความคุ้มครองในชีวิตร่างกายของ บุคคลในทางกายภาพที่จะไม่ถูกดำเนินการใดๆ อันละเมิดความเป็นส่วนตัว อาทิ การทดลองทางพันธุกรรม การทดลองยา เป็นต้น

            (3)ความเป็นส่วนตัวในการติดต่อสื่อสาร (Communication Privacy)  เป็นการให้ความคุ้มครอง ในความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวในการติดต่อสื่อสารทางจดหมาย โทรศัพท์ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีการติดต่อสื่อสารอื่นใด ที่ผู้อื่นจะล่วงรู้มิได้

            (4)ความเป็นส่วนตัวในเคหสถาน (Territorial Privacy) เป็นการกำหนดขอบเขตหรือข้อจำกัดที่บุคคล อื่นจะบุกรุกเข้าไปในสถานที่ส่วนตัวมิ ได้ ทั้งนี้ รวมทั้งการติดกล้องวีดิโอ และการตรวจสอบรหัสประจำตัวบุคคล (ID checks)

            อย่างไรก็ตาม แม้ว่า “ความเป็นส่วนตัว” จะมีหลายประการ แต่ความเป็นส่วนตัวที่นานาประเทศ ต่างให้ความสำคัญอย่างมากอันเนื่องจากพัฒนาการทาง เทคโนโลยีสารสนเทศที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว คือ “ความเป็นส่วนตัวในข้อมูลส่วนบุคคล” ทั้งนี้ เพราะพัฒนาการล้ำยุคของคอมพิวเตอร์ส่งผลให้การติดต่อสื่อสาร  และการเผยแพร่ข้อมูลต่าง ๆ สามารถเคลื่อนย้ายและเชื่อมโยงกันได้โดยไม่จำกัดเวลาและสถานที่อีกต่อไป ทำให้การประมวลผล จัดเก็บ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลสามารถทำได้โดยง่าย สะดวก และรวดเร็ว ในทางกลับกันจึงอาจมีการนำประโยชน์ของเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้โดยละเมิดต่อบุคคลอื่น

การยอมรับแนวคิดของ “ความเป็นส่วนตัว” เกิดขึ้นมานาน อาทิ ในพระคัมภีร์ ไบเบิลได้มีเนื้อความหลายส่วนที่ กล่าวถึงความเป็นส่วนตัว กฎหมายของ ชาวยิว (Jewish law) กรีก (Classical Greece) หรือจีน (ancient China) ได้ยอมรับแนวคิดของความเป็นส่วนตัวไว้เช่นกัน  แต่แนวคิดเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวที่ได้รับการ ยอมรับและมีการอ้างอิงถึงอย่างแพร่หลาย คือ แนวคิดความเป็นส่วนตัวของ Samuel D. Warren และ Louis D. Brandeis ในปี ค.ศ. 1890 ซึ่งได้อธิบายว่า ความเป็นส่วนตัว หมายถึง “สิทธิที่จะอยู่โดยลำพัง”(the right to be let alone) โดยถือเป็นแนวคิดในเชิงกฎหมายในช่วงเริ่มแรก แต่ต่อมาเมื่อ เกิดพัฒนาการทางเทคโนโลยี สารสนเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการติดต่อสื่อสารผ่านระบบเครือข่าย ทำให้แนวคิดที่ว่า “ความเป็นส่วนตัว” หมายถึง “สิทธิที่จะอยู่โดยลำพัง” (the right to be let alone) นั้น ไม่เพียงพอ เพราะการละเมิดความเป็น ส่วนตัวสามารถทำได้โดยง่าย ดังนั้น จึงได้มีความพยายามบัญญัติความหมายของคำว่าความเป็นส่วนตัว ให้สอดคล้องกับสังคมยุคใหม่ โดย Alan F. Westin ซึ่งได้ให้ความหมายของคำว่า “ความเป็นส่วนตัว” ไว้ในหนังสือ “Privacy and Freedom” โดยหมายถึง “สิทธิของแต่ละบุคคล กลุ่ม หรือองค์กรในการตัดสินใจว่า ข้อมูลข่าวสารของตนเองนั้นจะถูกเปิดเผยต่อบุคคลอื่น เมื่อใด อย่างไร และมีขอบเขตมากน้อยเพียงใด” (the claim of individuals, groups and institutions to determine for themselves, when, how and to what extent information about them is communicated to others) ปัจจุบันแนวคิดนี้ ได้รับการยอมรับอย่าง กว้างขวางแม้ว่ายังเป็นประเด็นที่ยังไม่ยุติว่า “ความเป็นส่วนตัว” ของ “กลุ่มหรือองค์กร” ควรได้รับการคุ้มครอง ด้วยหรือไม่ก็ตาม

 

4.2 Cyberspace พื้นที่เสมือนจริง

            ไซเบอร์สเปซ เป็นพื้นที่สาธารณะอีกรูปแบบหนึ่ง ในยุคของการสื่อสารสมัยใหม่ โดยมีสื่อคอมพิวเตอร์ เข้ามาเป็นสื่อกลาง ซึ่งคือพื้นที่สาธารณะแบบใหม่ที่ไร้ขอบเขตไม่มีพรมแดนแน่ชัดว่าอยู่ที่ใด ทำให้การแสดง ออกหรือการกระทำบางอย่างบนพื้นที่นี้สามารถทำได้ตามความต้องการของตนเองอย่างง่ายดาย

            ไซเบอร์สเปซ, คำซึ่งใช้ในความหมายทางจินตภาพของระบบเครือข่าย และมักใช้สื่อหมายถึงเครือ ข่ายอินเทอร์เน็ตโดยเฉพาะ, พื้นที่อิเล็กทรอนิกส์หรือภูมิประเทศเสมือนที่อยู่บนการสื่อสารแบบออนไลน์ คำนี้มีที่มาจากนวนิยายที่วิลเลียม กิปสัน เขียนไว้เรื่อง Necromancer ในปี 1984 เป็นสถานที่เกิดเหตุในความ คิดที่นำพามาโดยโมเด็ม อยู่ในโลกของคอมพิวเตอร์ออนไลน์และสังคมที่ใช้คอมพิวเตอร์, ขอบเขตหรือบริเวณ เชื่อมต่อกันได้ด้วยระบบคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบอินเทอร์เน็ต
            ไซเบอร์สเปซ (อังกฤษ: Cyberspace) หรือ ปริภูมิไซเบอร์ เป็นภาวะนามธรรมเชิงอุปลักษณ์ ใช้ในด้านปรัชญา หรือ คอมพิวเตอร์ เป็นความจริงเสมือนซึ่งแทนโลกในทฤษฎีทางปรัชญาของ คารล์ ปอปเปอร์ (Karl Popper) ซึ่งรวมทั้งสิ่งต่างๆ ในคอมพิวเตอร์จนถึงระบบเครือข่าย (พจนานุกรมคำศัพท์คอมพิวเตอร์ สำนักพิมพ์ ซีเอ็ด) ซึ่งความหมายในนาม ธรรมมีหลากหลายรูปแบบ เช่น หมายถึงปริภูมิของวัตถุและเอกลักษณ์หรือความเป็นตัวตนของมันในโลก อินเทอร์เน็ต หรือพื้นที่ ช่องว่างในโลกของเกม รวมถึงสภาวะแวดล้อมสามมิติที่ผู้ใช้เหมือนจมลึกเข้าไปข้างใน ประกอบด้วยสิ่งสังเคราะห์ต่างๆ หรือบางครั้งก็หมายถึงแหล่งที่อยู่ที่สร้างขึ้น แต่งเติมขึ้นเอง ไม่มีอยู่จริง เป็นต้น โดยอาจมีช่องว่างของตำว่าการมีตัวตนของผู้ใช้งาน โดยในการพัฒนาตัวตนของ ไซเบอร์สเปซ นั้นมีความสามารถในการยืนยันตัวตน สามารถตรวจสอบและนำพาไปยังผู้ใช้จริงในโลกจริง ที่มิใช่ ไซเบอร์สเปซ หรือความหมายในรูปธรรมในทางสังคมมีการนำไซเบอร์สเปซ มาใช้ในชีวิตประจำวันเรียกว่า กลุ่มคน หรือสมาคมหนึ่งที่มีการเชื่อมต่อทางระบบอินเทอร์เน็ตผ่านทางไซเบอร์สเปซ รูปแบบใดก็ตาม ที่สามารถพบเจอได้ในชีวิตประจำวัน และกำลังเป็นที่นิยมเช่น Facebook Twitter หรือ สมาคมกลุ่มคน ที่มีความชอบ ความต้องการในทางเดียวกัน เช่น กลุ่มผู้นิยมดนตรี เพลง ละคร ตัวนักแสดง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ มีการเผยแพร่ในทางสาธารณะและมีผู้คนนิยม เป็นจำนวนหนึ่งก็จะมีการก่อตัวขึ้นในโลกไซเบอร์สเปซ

 

4.3 Cybercrime อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

            อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (Cyber-Crime) เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายโดยใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อโจมตีระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลที่อยู่บนระบบดังกล่าว ส่วนในมุมมองที่กว้างขึ้น “อาชญากรรมที่เกี่ยวเนื่องกับคอมพิวเตอร์” หมายถึงการกระทำที่ผิดกฎหมายใดๆ ซึ่งอาศัยหรือมีความเกี่ยวเนื่องกับระบบคอมพิวเตอร์หรือเครือข่าย อย่างไรก็ตาม อาชญากรรมประเภทนี้ไม่ถือเป็นอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์โดยตรงซึ่งได้มีการจำแนกประเภทของอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์โดยแบ่งเป็น 5 ประเภทคือ การเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต, การสร้างความเสียหายแก่ข้อมูลหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์, การก่อกวนการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์หรือเครือข่าย, การยับยั้งข้อมูลที่ส่งถึง/จากและภายในระบบหรือเครือข่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และการจารกรรมข้อมูลบนคอมพิวเตอร์

            Hacker หมายถึง บุคคลผู้ที่เป็นอัจฉริยะ มีความรู้ในระบบคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี

สามารถเข้าไปถึงข้อมูลในคอมพิวเตอร์โดยเจาะผ่านระบบ รักษาความปลอดภัยของ

คอมพิวเตอร์ได้ แต่อาจไม่แสวงหาผลประโยชน์

            Cracker หมายถึง ผู้ที่มีความรู้และทักษะทางคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี

 จนสามารถเข้าสู่ระบบได้ เพื่อเข้าไปทำลายหรือลบแฟ้มข้อมูล หรือทำให้

เครื่องคอมพิวเตอร์ เสียหายรวมทั้งการทำลายระบบปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร์

          การหลอกลวงฉ้อฉลทางคอมพิวเตอร์

          คือการชักชวนให้ผู้อื่นทำหรือไม่ทำบางอย่างที่ก่อให้เกิดความเสียหายซึ่งมีวิธีการหลายประเภท ประเภทแรกคือ การเปลี่ยนแปลง ทำลาย ยกเลิก หรือขโมยข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ โดยผิดกฎหมาย ส่วนใหญ่จะกระทำโดยพนักงานในองค์กรนั้นเองเพื่อต้องการปกปิดธุรกรรมที่ไม่ชอบ แต่ถ้าเป็นคนนอกจะเป็นการยากมากที่จะเจาะเข้าไปในระบบได้และส่วนมากจะทำเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อมูลต่างๆ ส่วนอีกประเภทหนึ่งนั้นคือ การขโมยเลขบัตรเครดิตหรือข้อมูลอื่นๆของบุคคลอื่นเพื่อหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบ ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้กำลังเป็นปัญหาอย่างมากเนื่องจากเป็นการยากในการที่จะหาตัวผู้กระทำผิด การหลอกลวงอาจเป็นการทำเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลต่างๆ ภาษาแสลงเรียกว่า phishing เป็นการส่งอีเมล์โดยทำให้ผู้เสียหายเชื่อว่าเป็นอีเมล์ที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับเรื่องการเงิน เพื่อหลอกเอาข้อมูลจากผู้เสียหายไปใช้ในทางที่ไม่ชอบและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก

          การเจาะโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

            การเจาะระบบโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการกระทำพื้นฐานของการใช้คอมพิวเตอร์ในทางผิดกฎหมาย บุคคลที่กระทำการดังกล่าวบางครั้งเราเรียกว่า “แฮคเกอร์”การเจาะระบบดังกล่าวนี้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายตามอนุสัญญายุโรป และถือเป็นความผิดอาญาของประเทศที่พัฒนาแล้ว ถึงแม้ว่าการลงโทษจะยังไม่มีผลมากเท่าที่ควรอย่างไรก็ตามในหลายๆประเทศไม่ได้มีการพิจารณาว่าการเจาะในคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นความผิด ในหลายๆคดีการเจาะเข้าไปในคอมพิวเตอร์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายสามารถถูกดำเนินคดีได้

            ความคิดเกี่ยวกับการเจาะระบบโดยผิดกฎหมาย เช่นการฉ้อฉล การขโมยข้อมูล หรือการบุกรุก ไม่สามารถพูดถึงปัญหาทั้งหมดที่เกี่ยวกับการใช้คอมในทางที่ผิดกฎหมายได้ ในหลายๆกรณีบุคคลนั้นมีสิทธิที่จะเข้าสู่ระบบ แต่เขาอาจจะนำสิทธิไปใช้ในทางที่ผิดก็ได้ ในทางตรงกันข้ามถ้าเขาไม่มีเจตนาฉ้อฉล หรือไม่สุจริตด้วยจึงจะดำเนินคดีอาญาได้

          การขโมยข้อมูล

            แนวความคิดที่เฉพาะเจาะจงของการขโมยข้อมูลทางคอมพิวเตอร์นั้นถูกพัฒนาขึ้นอย่างมาก เนื่องจากการเจาะระบบคอมพิวเตอร์โดยผิดกฎหมายเพื่อล้วงข้อมูลไม่สามารถสอดคล้องกับแนวความคิดเกี่ยวกับการขโมยแบบเก่าได้ ในบางประเทศรวมถึงประเทศสหรัฐอเมริกายอมรับว่าการใช้คอมพิวเตอร์และการดาวน์โหลดข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นการขโมย มี 2 เหตุผลพิเศษที่เสนอขึ้นมาเพื่อสนับสนุนแนวความคิดเกี่ยวกับการขโมยข้อมูล เหตุผลแรกคือผู้ละเมิดมิจ่ายค่าธรรมเนียมบริการ จึงถือเป็นการขโมยค่าธรรมเนียมบริการ อีกเหตุผลหนึ่งคือ การถือว่าเวลาและประสิทธิภาพในการใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอร์เป็นการขโมยโดยมีตัวคอมพิวเตอร์เป็นวัตถุของการขโมย

            การรุกราน

            การรุกรานนี้ถูกคำนึงถึงเมื่อนำมาเชื่อมโยงกับรูปภาพต่าง ๆ บนอินเตอร์เน็ตอย่างไรก็ตามเนื้อหาทางเว็ปไซด์รวมทั้งการสื่อสารทางอิเล็คทรอนิคอื่นๆ  อาจเป็นอันตรายหรือถูกรุกรานจากสิ่งอื่น ๆ มากกว่าในลักษณะของรูปภาพก็ได้มีเว็ปไซด์ที่สามารถใช้ปลุกปั่นความอาฆาตแค้นความจงเกลียดจงชังในเรื่องของวรรณะเชื้อชาติ ชนชาติ ศาสนา และอื่นๆ บางข้อมูลได้มีการพิจารณาว่ามีลักษณะเป็นการดูหมิ่นโดยเฉพาะกลุ่มประเทศมุสลิมดังนั้น ข้อมูลเช่นนี้สามารถถูกห้ามไม่ให้เผยแพร่โดยกฎหมายด้วยเหตุผลที่ว่าอาจทำให้เกิดการโค่นล้มทางการเมือง การก่อจลาจลหรือเป็นภัยคุกคามความสงบและความปลอดภัยของชาติ

            4.4 Privacy law กฎหมายความเป็นส่วนตัว

          กฎหมายหรือแนวทางเพื่อให้ความคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นระดับองค์การระหว่างประเทศหรือระดับรัฐก็ตาม เช่น OECD สหภาพยุโรป ประเทศอิตาลี ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศมาเลเซีย หรือฮ่องกง ฯลฯ โดยมีเหตุผลที่สำคัญ ดังต่อไปนี้

1.เพื่อวางหลักประกันในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานประการหนึ่ง ในหลายประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบยุโรป อเมริกาใต้ และ แอฟริกาใต้ ได้มีการบัญญัติกฎหมาย เพื่อวางหลักประกันในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและเยียวยาความเสียหายอันเกิดจากการละเมิดความเป็นส่วนตัวที่เกิดขึ้น

2. เพื่อสนับสนุนการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

ประเทศในแถบเอเชียส่วนใหญ่ได้มีการพัฒนาบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เพื่อส่งเสริม สนับสนุนการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยกฎหมายมักออกมาในลักษณะเป็นชุดของกฎหมายเพื่อสนับสนุนการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ในลักษณะของ การสร้างหลักเกณฑ์ที่มีความเป็นเอกภาพ

          พัฒนาการของการให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
            นับจากช่วงทศวรรษที่ 1960 และ 1970 ซึ่งการให้ความคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวเพิ่มความส


created by Z Axis IT Solution