วัฒนธรรมทางสายตา กับการต่อรองเชิงอำนาจของการเมืองไทย : กรณีศึกษาวิกฤตการณ์การเมืองปี 2556-ปัจจุบัน

Lab design

Nuttasak Veeranorapanich | Indepentdent Study | Master Programme | 2014

ABSTRACT

ในสังคมการเมือง ศาสนา และสังคมของมุนษย์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีการสร้างความชอบธรรม เพื่อโน้มน้าวความเชื่อ และความคิดของมนุษย์ในทุกยุคสมัย สมัยโบราณการเมืองมีส่วนเกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนา การเผยแพร่ศาสนาในสมัยก่อนจึงการใช้โฆษณา ประชาสัมพันธ์ เพื่อโน้มน้าวความคิดของมนุษย์ การโฆษณาชวนเชื่อ(Propaganda) เกิดขึ้นมาตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1622 สังฆราชนามว่า Gregory XV พระประมุขของศาสนาโรมันคาทอลิค เป็นผู้คิดค้นขึ้น มาจากภาษาลาติน “Congreqatio De Propaganda Fide” ซึ่งมีความหมายว่า “มาประชุมกันเพื่อประกาศเผยแพร่ศาสนา” ได้เป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งแหล่งศูนย์กลางสำหรับฝึกนักเรียนและพวกมิชชั่นนารีขึ้น สำหรับออกไปดำเนินการโฆษณาให้เลื่อมใสในศาสนาคาทอลิก (www.crma.ac.th/msdept/e_bookmsd2012/ms3005/pdf/section3/chapter6.pdf)

การโฆษณาชวนเชื่อในยุคแรกจะเกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ศาสนาเป็นหลัก ต่อมา “Propaganda” ก็ได้แพร่หลายนำไปใช้โฆษณาชวนเชื่อทางด้านการเมือง อุดมการณ์ทางการเมืองต่างๆ เชื้อชาติ ฯลฯ  ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 พรรคนาซี ของ Adolf Hitler มีความเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า โฆษณาชวนเชื่อ คือเครื่องมือสำคัญอย่างสูง ในการที่จะทำให้พวกเขาบรรลุเป้าหมาย จนกระทั่งยุคสงครามเย็น ก็มีการใช้โฆษณาชวนเชื่อทางด้านอุดมการณ์ความคิดเสรีนิยมกับคอมมิวนิสต์ สร้างสื่อทางภาพ เสียง และภาพยนต์

ในปัจจุบันการโฆษณาชวนเชื่อยังคงเป็นกระบวนการที่ได้ถูกนำมาใช้ในการโน้มน้าวความคิดของเป้าหมายให้เขาเชื่อในสิ่งผู้โฆษณาต้องการ และได้มีการพัฒนาแนวความของการโฆษณาชวนเชื่อไปใช้ในแนวคิดของศาสตร์ทางด้านการสื่อสารมวลชน ที่เรียกว่า ทฤษฏีกระสุนปืน (Magic Bullet Theory) หรือ ทฤษฏีเข็มฉีดยา (Hypodermic Needle Theory) โดยแนวความคิดของทฤษฏีกระสุนปืนนั้น อยู่บนพื้นฐานที่ว่า การปล่อย หรือฉีดเนื้อหาของข่าวสารแบบใดแบบหนึ่ง เข้าไปยังผู้รับสารทุกกลุ่มที่เปิดรับสารด้วยวิธีเดียวกันและสามารถก่อให้เกิดผลลัพธ์โดยตรงและฉับพลัน เช่นเดียวกับลักษณะของเข็มฉีดยา หรือการเปรียบเทียบว่าข่าวสารคือกระสุนปืน ที่ถูกยิงไปทะลุทะลวงเข้าสู่ความคิดและจิตใจของผู้รับสาร การเกิดขึ้นของทฤษฏีกระสุนปืนนั้นจะได้รับอิทธิพลมาโดยตรงจากการโฆษณาชวนเชื่อ ที่นิยมใช้ในทางการเมืองโดยฝ่ายรัฐ และฝ่ายตรงข้าม หรือใช้ในทางทหารโดยมีเป้าหมายให้ฝ่ายเราเป็นฝ่ายได้เปรียบ ส่วนทฤษฏีกระสุนปืนนั้น จะถูกนำมาใช้โดยการสื่อสารมวลชน ดังจะพบได้ในปัจจุบันว่า พลังอำนาจที่สามารถชี้นำหรือโน้มน้าวสังคม ได้นั้นจะมีพลังอำนาจจากสองกลุ่มคือ นักวิชาการและสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันมีศาสตร์ทางด้าน “การสื่อสารการตลาดแบบประสมประสาน” (Integrated Market Communication: IMC) ที่ใช้สื่อทุกประเภทในการรณรงค์ต่าง ๆ และมีผลต่อมวลชนอย่างชัดเจน 

 จุดเริ่มต้นของการเมืองเชิงสัญลักษณ์ในเมืองไทย เกิดขึ้นในยุคนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ในปี พ.ศ. 2549 โดย ม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาขับไล่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เพื่อให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ใช้สัญลักษณ์สีเหลือง และมือตบเชียร์กีฬา และใช้สโกแกนทางการเมืองว่ากู้ชาติ เป็นสัญลักษณ์เชิงการเมือง จนมีคำศัพท์ (Name calling) เรียกกำกับ กลุ่มก้อนการเมืองกลุ่มนี้ว่า #เสื้อเหลือง #มือตบ #กู้ชาติ คำศัพท์ที่แสดงอัตลักษณ์และสัญลักษณ์เชิงการเมืองจึงเกิดขึ้นตามมานับจากนั้นเป็นต้นมา

ต่อมา ปี พ.ศ. 2550 เกิดม็อบแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็ได้ใช้สัญลักษณ์สีแดง และเท้าตบ พร้อมสโลแกนว่า โค่นอำมาตย์ แดงทั้งแผ่นดิน ป็นสัญลักษณ์เชิงการเมือง จนเกิดคำศัพท์เรียกอัตลักษณ์กลุ่มก้อนการเมืองนี้ตามภาพลักษณ์ที่เกิดขึ้น #เสื้อแดง #ตีนตบ #โค่นอำมาตย์ ฯลฯ หลังจากกลุ่มคนเสื้อแดง ก็มีกลุ่มมวลชนทางการเมืองเกิดขึ้นตามมาอย่างต่อเนื่อง เช่น

ม็อบกลุ่มประชาชนเพื่อพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ (กลุ่มคนเสื้อหลากสี) หรือ สลิ่ม, ม็อบหน้ากาก จนถึงปัจจุบันเป็นม็อบนกหวีดของ กปปส. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) สิ่งที่เกิดขึ้นตามของกลุ่มมวลชนทางการเมือง ที่ใช้การเมืองเชิงสัญลักษณ์ การเป็นคำศัพท์ที่ระบุอัตลักษณ์ และตัวตนตามสัญลักษณ์ที่ใช้สร้างภาพลักษณ์นี้ เพื่อสร้างการจดจำที่ง่าย และแสดงถึงความหมายแฝงตามอุดมการณ์ของแต่ละกลุ่มด้วย

            จากการศึกษาวิจัยของ ศุจิกานต์ วทาทิยาภรณ์ เรื่องสินค้าสัญลักษณ์ในพื้นที่เคลื่อนไหวทางการเมือง ให้นิยามสัญลักษณ์ทางการเมืองเหล่านี้ว่า “การใช้สัญลักษณ์ผ่าน ภาษา รูปภาพ กริยาท่าทาง ในการสื่อความหมาย เพื่อให้เกิดความเข้าในร่วมกัน และยังสอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง ปฎิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Interaction) ที่กล่าวว่า สัญลักษณ์จะทำหน้าที่สื่อความคิด หรือความหมายไปยังกลุ่มบุคคลต่างๆ ในระบบการสื่อสาร สัญลักษณ์จึงเป็นสื่อ และเครื่องมือที่สำคัญในการสื่อความหมายต่อกัน โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับคุณต่างๆ ที่สามารถก่อให้เกิดการยอมรับ และความเชื่อในคุณค่าเหล่านั้นได้” (ศุจิกานต์ วทาทิยาภรณ์. (2554). สินค้าสัญลักษณ์ในพื้นที่เคลื่อนไหวทางการเมือง, หน้า 51 )

ในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสาร และยุคของข้อมูลข่าวสาร Information age เกิดขึ้น

สื่อสารทางการเมืองได้พัฒนารูปแบบการโฆษณาชวนเชื่อเป็นการเมืองเชิงสัญลักษณ์ การที่จะดำรงความชอบธรรมทางการเมือง จึงต้องมีการผลิตซ้ำความหมายของสัญลักษณ์ เพื่อแย่งชิงพื้นที่ ยึดครองพื้นที่ทั้งโลกแห่งความจริง และโลกเสมือน สัญลักษณ์ทางการเมืองของกลุ่มมวลชนการเมืองเหล่านี้ก็สามารถเผยแพร่ได้ง่าย และสามารถสืบค้นข้อมูลข่าวสารของกลุ่มต่างๆ ได้จากคำศัพท์ที่สร้างภาพลักษณ์มาจากแต่ละกลุ่ม

ระบบการสืบค้นหาข้อมูลข่าวสารของ Search Engine จะใช้คำศัพท์เพื่อกำกับเนื้อหา ข่าวสาร และบทความต่างๆ  และการสื่อสารสมัยใหม่ Social networks  ซึ่งมีส่วนช่วยในการผลิตซ้ำความหมายของโครงสร้างทางการเมืองเชิงสัญลักษณ์ คำศัพท์ที่ถูกนิยามจากสัญลักษณ์ทางการเมืองของกลุ่มมวลชนเหล่านี้ ก็ถูกใช้ในการกำกับข่าวสาร เนื้อหา และรูปภาพที่เผยแพร่ใน Internet โดยสื่อมวลชน และประชาชนของกลุ่มการเมืองแต่ละฝ่าย การผลิตซ้ำเหล่านี้ ก่อให้เกิดอุดมการณ์ความคิด และสร้างความชอบธรรม เพื่อผลประโยชน์ และต่อรองกันเชิงอำนาจกับสังคมไทย

คำศัพท์ หรือคำกำกับ(Keywords) เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาจากกลุ่มมวลชนทางความเชื่อเดียวกัน (Political Agent) แล้วเกิดการผลิตซ้ำความหมายโดยประชาชน(Actor) อย่างต่อเนื่อง ในภาคประชาชนได้นำคำเหล่านี้ไปใช้ ก็มีการผลิตซ้ำความหมายตามแต่ละบุคคล แล้วแต่จะผูกเรื่องราวต่างๆ ของแต่ละคน เพื่อสร้างความชอบธรรมทางความคิดและโน้มน้าวประชาชนในสังคม ตัวอย่างคำศัพท์ทางการเมืองต่างๆ ที่กลุ่มมวลชนสร้างขึ้นมาในแต่ละฝ่าย #ควายแดง #สลิ่ม #112 #แมลงสาบ #โหนเจ้า #เกาหลีเหนือ #รากหญ้า #ไพร่ #อำมาตย์  #แช่แข็ง #ตู้เย็น #เอาอยู่ #ขายชาติ #ขี้ข้า #เหลิม #หล่อรับเละ #ควายเหลือง #สื่อเสี้ยม #ล้มเจ้า #ดูไบ #เหลี่ยม #ทักกี้ #ดัมมี่ #มาร์ค #แม้ว #หม่อมเอ๋อ คำศัพท์เหล่านี้ถูกใช้นิยามกันในทุกฝ่ายกลายเป็น Name Calling  เพื่อสนับสนุน และโจมตีลดทอนคุณค่า ความชอบธรรมของฝ่ายตรงข้าม คำศัพท์การเมืองนี้ จึงแฝงไปด้วยอุดมการณ์ ความคิดความเชื่อ เพื่อแย่งชิงพื้นที่ในสมองของกลุ่มมวลชนแต่ละฝ่าย คำเหล่านี้ได้เปลี่ยนแปลงเป็นภาพสัญลักษณ์ Hashtag และปรากฎการณ์มีม (Meme) ในสังคมออนไลน์ต่างๆ

จุดเริ่มต้นของคำว่า Meme คำว่า “มีม” หรือ meme ถือกำเนิดขึ้นในปี 1976 โดยนักชีววิทยาสายวิวัฒนาการนิยม (evolutionary biologist) ชาวอังกฤษชื่อ Richard Dawkins Dawkins เสนอคำนี้ในหนังสือยอดฮิตของเขาที่ตีพิมพ์ในปี 1976 ชื่อว่า The Selfish Gene ซึ่งเสนอแนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษย์อันเป็นผลมาจาก “ยีน” คำว่า meme เป็นการลดรูปจากคำว่า mimeme ในภาษากรีกโบราณ ส่วนนิยามของ meme ฉบับ Dawkins นั้นแปลว่า “พฤติกรรมของมนุษย์ที่แพร่กระจายจากคนสู่คนในวัฒนธรรมเดียวกัน” ลอกเลียนแบบหรือทำซ้ำกัน แต่ไม่เหมือนกันไปซะทั้งหมด อาจมี mix & match พฤติกรรมลักษณะเดียวกันไปเรื่อยๆ สรุปได้ว่าตามแนวทางของ Dawkins นั้นมองว่า meme เป็นหน่วยย่อยของการส่งต่อวัฒนธรรม (Unit cultural transmission) (ที่มา : http://en.wikipedia.org/wiki/Meme)

ในโลกโลกาภิวัตน์ การสื่อสารได้เข้าสู่ยุคของอินเทอร์เน็ต ด้วยคุณลักษณะของอินเทอร์เน็ต และความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการสร้างสรรค์งานดิจิทัล ทำให้การรับส่งข้อมูลทำได้ง่ายขึ้นมาก การกระจายตัวของวัฒนธรรมตามคำนิยามเรื่อง meme ของ Dawkins จึงแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว

เดิมทีนั้น meme มีลักษณะการกระจายตัวตาม “สังคม/วัฒนธรรม” ของมนุษย์  เช่น หมู่บ้านหรือชุมชน ขยายไปยังเมือง ประเทศ ทวีป  แต่เมื่ออินเทอร์เน็ตมีสภาพเป็น “สังคม” ขนาดมหึมา  คนทั่วโลกสามารถส่งรับและกระจายข้อมูลกันได้อย่างรวดเร็ว เราจึงเห็นคนประดิษฐ์ meme กันมากมายตลอดอายุของอินเทอร์เน็ตที่ผ่านมา  

องค์ประกอบทางเทคนิคของ internet  meme น่าจะแบ่งได้เป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่หนึ่งคือ การสร้างสรรค์งาน คือการใช้เครื่องมือจำพวก Photoshop หรือโปรแกรมแต่งภาพเป็นหลัก แต่ภายหลังก็มีเกิดเครื่องมือจำพวก meme generator เฉพาะกิจมากมาย และส่วนที่สองคือการแพร่กระจายงาน กับ social network  หรือชุมชนเป็นหลัก  เช่น Facebook / Twitter / YouTube

internet meme ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตามอัตราการใช้งานและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต เอเยนซี่โฆษณา Saatchi & Saatchi ได้เชิญ Richard Dawkins มาบรรยายเรื่อง internet meme ในฐานะที่เป็นคนคิดคำนี้ขึ้นมา  Dawkins อธิบายเรื่องนี้ว่า internet meme เป็นการ “ปล้น” เขาใช้คำว่า hijack นิยามดั้งเดิมของคำว่า meme และเปลี่ยนวิธีการกลายพันธุ์ meme จากแนวทางเดิมที่เน้นวิวัฒนาการแบบลองผิดลองดู ตามทฤษฎีวิวัฒนาการของชาล์ ดาร์วิน มาเป็นการกลายพันธุ์ผ่าน “ความสร้างสรรค์ของมนุษย์”

Dawkins บอกว่า meme ต้นฉบับตามนิยามของเขานั้น คือการพยายามส่งต่อกันให้  “เหมือนต้นฉบับ” เพียงแต่ศักยภาพของมนุษย์ไม่สามารถทำให้เหมือนต้นฉบับได้แบบ100%  ส่วน internet meme นั้นกลับกัน คือคนสร้าง meme ไม่เคยคิดจะรักษาต้นฉบับให้เหมือนเดิมตั้งแต่ต้น แต่เป็นการล้อเลียนจากต้นฉบับอย่างจงใจ

การล้อเลียนสัญลักษณ์ทางการเมืองไม่ใช่เรื่องใหม่ เราเห็นการ์ตูนล้อการเมืองกันมานับไม่ถ้วน ถ้าเป็น กรณีสัญลักษณ์ของเมืองไทย สมัยก่อนยุค Internet ก็คือ “งิ้วการเมือง” หรือ “เดินขบวนล้อการเมือง ของ ม.ธรรมศาสตร์ ในประเพณีฟุตบอลสถาบัน” ในยุคอินเทอร์เน็ตที่โลกกว้างไกล นักการเมืองจึงถูกนำมาล้อเล่นกันเฉกเช่นเดียวกับดารา นักร้อง นักแสดง นักการเมืองคนไหนมีชื่อเสียง และมีภาพเยอะ มีเรื่องราวเยอะหน่อย ก็ย่อมโดนล้อเลียนเชิงสัญลักษณ์เยอะตามไปด้วย

  • meme เป็นพฤติกรรมของคนอยู่แล้ว มีสังคมย่อมมี meme
  • internet meme คือ การแพร่กระจายของสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อล้อเลียน ชวนขบขันได้อย่างรวดเร็ว และกว้างขวาง
  • meme เป็น culture เฉพาะกลุ่ม มันเป็นค่านิยม และจะเข้าใจความหมายกันเฉพาะกลุ่ม
  •  internet meme เป็นตัวอย่างที่แสดง “พลังของยุคดิจิทัล” ได้ดี เพราะต้นทุนในการแปลงสาร (photoshop) กระจายสาร (internet) มีราคาถูก แถมจำนวนประชากรที่รับสารก็มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่า meme ในอดีตมาก
  • meme ล้อบุคคลจะเป็นการแสดง “มิติในแนวราบ” ของอินเทอร์เน็ตว่า “คนเท่ากัน” คือไม่ว่าคุณจะเป็นรัฐมนตรี หรือพระเจ้า ก็ถูกล้อเลียนได้ดังเพื่อนสนิท

จากสิ่งเหล่านี้เมื่อถูกผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่อง มันเป็นการครองงำทางความคิดของการเมืองอย่างหนึ่ง เพื่อไม่ให้ผู้ที่ถูกครอบงำ ตั้งคำถามกับสัญลักษณ์ที่เห็น และยังพยายามโน้มน้าวความคิดของฝ่ายตรงข้าม

            ระบบสัญลักษณ์ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า อำนาจเชิงสัญลักษณ์ องค์ประกอบที่สำคัญของอำนาจเชิงสัญลักษณ์ในที่นี่ คือ ฮาบิทัส (habitus) หรือความโน้มเอียงทางอุปนิสัย ซึ่งเราอาจจะเรียกว่า “สันดาน”

อันเป็นโครงสร้างจิตสำนึกที่ชี้นำการกระทำของบุคคล เป็นตัวกำกับการรับรู้ การตัดสินใจ การเสนอทางเลือกว่าสิ่งใสควรทำ หรือไม่ควรทำ สิ่งนี้เป็นตัวช่วยสร้างระเบียบ และเอกภาพให้กับการกระทำของกลุ่มคนที่อยู่ในโครสร้างของมวลชน โดยที่ปัจเจกชนที่กนระทำสิ่งดังกล่าว ก็ไม่รู้ตัวว่า การกระทำของตัวเอง ก็ตกอยู่ภายใต้ระบบกฎเกณฑ์อะไรบ้างอย่าง เนื่องจากโครงสร้างเหล่านี้ซึมซับเข้าไปในตัวบุคคลผ่านการปฎิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผลิตซ้ำความหมาย เกิดการหลอมรวมทางสังคมอันยาวนาน จนกระทั่งคนเราไม่สามารถตระหนักรู้ตนเองในระดับจิตใต้สำนึกได้

จากผลการศึกษาสัญลักษณ์ทางการเมืองของกลุ่มมวลชนต่างๆ และอุดมการณ์ทางการเมือง ดังได้กล่าวข้างต้น จะถูกนำเสนอในรูปแบบของภาพยนต์สารคดีเชิงสัญลักษณ์ทางการเมือง เพื่อช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลง และพัฒนาการของสื่อสัญลักษณ์ทางการเมืองที่เกี่ยวข้อง ที่ผ่านมุมมองของนักวิชาการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเมืองเชิงสัญลักษณ์เหล่านี้ เพื่อศึกษาการสื่อสารความหมาย และอุดมการณ์ทางการเมืองของแต่ละฝ่าย เพื่อเป็นแนวทางที่จะสามารถต่อยอดไปสู่การศึกษาด้านสัญลักษณ์ทางการเมืองต่างๆ อย่างลึกซึ้งในอนาคตต่อไป

CHAPTER 01 1

  1. แนวคิดทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (Literature review)

การศึกษาคำศัพท์และสัญลักษณ์การของการเมือง ซึ่งถูกสร้างจากกลุ่มมวลชนทางการเมืองไทยในยุคสมัยใหม่ มีทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเชิงสัญลักษณ์ในปัจจุบัน ซึ่งต้องสืบค้นย้อนกลับไปหาประวัติศาตร์การเมืองไทย และใช้ทฤษฎีของนักคิดทางสังคมศาตร์ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ของการเมืองเชิงสัญลักษณ์นี้ได้ โดยมีหัวข้อ ดังต่อไปนี้

4.1 ประวัติศาสตร์การเมืองไทย เชิงสัญลักษณ์ในยุคสมัยใหม่ (พ.ศ. 2548-2556)

4.2  แนวคิดสัญญะวิทยาและการรับรู้ความหมาย (Semiotic)

4.3  แนวคิดวัฒนธรรมทางสายตา (Visual culture)

4.4  แนวคิดว่าด้วยทุนทางสัญลักษณ์ ของปิแอร์ บูร์ดิเยอร์ (Pierre boudier)

4.5  แนวคิดวาทกรรมและอำนาจ (Discourse and Power) ของมิเชลล์ ฟูโกต์ (Michel Foucault)

4.6  แนวคิดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ภาพยนตร์สารคดี (History of Documentary Films)

APPENDIX



created by Z Axis IT Solution