E-Magazine

E-book Sub-culture

Tanarat Tanonwong | MY ACADEMICS PROJECTS | Master Programme | 2013

เป็นโครงการที่จัดทำขึ้นเพื่อที่จะทำสื่อสิ่งพิมพ์ดิจิตอลหรือ E-book และนำมาจัดแสดงในงาน madifesto 2011 เพื่อแสดงให้เห็นถึงกลุ่มวัฒนธรรมย่อยในสังคม ซึ่งจะนำเสนอถึงกลุ่มวัฒนธรรมย่อยกลุ่มต่างๆในสังคม เพื่อที่จะบอกเหล่าและตีแผ่เรื่องราวของกลุ่มวัฒนธรรมย่อยเหล่านั้น ซึ่งกลุ่ม graffiti คือหนึ่งในกลุ่มวัฒนธรรมย่อย ที่ถูกบันทึกเรื่องราวต่างๆในหนังสือดิจิตอลเล่มนั้น

ABSTRACT

การเดินทางของ graffiti จากตะวันตกสู่เชียงใหม่ประเทศไทย
ก่อนอื่นขอพูดถึงกลุ่ม graffiti คร่าวๆก่อนว่ากลุ่มเป็นลักษณะอย่างไรสำหรับบางท่านที่ยังไม่รู้จักคนกลุ่มนี้ กลุ่ม graffiti หรือกลุ่มคนที่พ่นสเปย์เป็นตัวอักษรในรูปแบบต่างๆตามสถานที่ซึ่งเป็นที่
สาธารณะหรือจะเป็นสถานที่ส่วนบุคคลโดยที่เจ้าของไม่รับรู้ โดยมักจะพ่นในบริเวณทั่วไปไม่ว่าจะเป็นกำแพง เสาไฟฟ้า ป้ายรถเมย์ สะพาน และสถานที่อื่นๆอีกมากมายที่มีพื้นที่เพียงพอที่จะสามารถทำได้กลุ่มคนเหล่านี้มักมีแนวคิดเป็นของตัวเอง ซึ่งมักจะตรงข้ามกับคนทั่วไปในสังคม โดยมากคนที่พ่นงาน graffiti ในที่ต่างมีแนวคิดโดยที่ว่า Graffiti จะคล้ายกับการ paint แต่มันเป็นศิลปะที่อยู่บนท้องถนนทุกคนทุกชนชั้นสามารถมาดูและเห็นได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดแสดงงานที่ Gallery โดยจะเล่นกับคนหรือสังคมที่พบเห็น โดยคนกลุ่มนี้ต้องการกระแสตอบรับจากสังคม ในลักษณะการวิจารณ์งานที่ได้พ่นไปบนกำแพงว่าเป็นอย่างไร แต่คนในสังคมกลับไม่เข้าใจในคนกลุ่มนี้และมองว่าเป็นกลุ่มคนที่คอยสร้างความเดือดร้อนกลุ่มหนึ่ง มองแล้วทำให้บ้านเมืองสกปรกไม่เป็นระเบียบ และได้พยายามสืบหาคนกลุ่มนี้เพื่อนำมาลงโทษตามกฏหมาย เนื่องจากสถานที่ที่แสดงงานนั้นที่สถานที่สาธารณะทั่วไปซึ่งไม่ใช่ที่สำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง จึงทำให้สังคมไทยไม่ยอมรับในสิ่งที่พวกเขากำลังทำและมีกระแสต่อต่านเมื่อพบเห็นตามสถานที่ต่างๆ

จากที่เป็นเรื่องที่โ่ด่งดังในสังคมตะวันตก วีรกรรมของกลุ่ม graffiti ในตะวันตกเรื่มจากการหลายคนอาจสงสัยว่ากลุ่ม graffiti แนวความคิดนี้แพร่เข้ามายังไทยอย่างไรและคนกลุ่มนี้มีวิธี
การแนวคิดอย่างไร ที่จะทนอยู่กับสิ่งเหล่านี้ซึ่งถูกต่อต้านจากกระแสสังคมและถูกมองว่าเป็นตัวปัญหาของสังคมคอยสร้างความเดือดร้อนโดยวิธีการพ่นสีกำแพงในสถานที่ต่างๆได้อย่างไร ซึ่งกลุ่ม graffiti ได้มีการเผยแพร่เข้ามาในไทยได้หลายทางด้วยกัน ซึ่งหลายคนอาจจะคิดว่า กลุ่ม graffiti เกิดจากวัฒนธรรมของกลุ่มฮิปฮอปในยุค 70 และเมื่อมีกลุ่มฮิปฮอปเกิดขึ้นในกระแสสังคมไทยคนหลายคนจึงคิดว่า graffiti ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของกลุ่มฮิปฮอปจะนำวัฒนธรรม graffiti เข้ามาด้วย ซึ่งเป็นความคิดที่ถูกต้องในส่วนหนึ่งเท่านั้น ความจริงแล้ว graffiti ไม่ได้เกิดจากวัฒนธรรมฮิปฮอปเพียงอย่างเดียว หากดูในประวัติศาสตร์ของกลุ่ม graffiti เกิดขึ้นในยุโรปในยุค 60 ซึ่ง กลุ่มฮิปฮอปได้รับวัฒนธรรม graffiti ไปใช้อีกที สาเหตุจริงๆที่แนวคิดของ graffiti เริ่มเข้ามาในไทยผ่านวงการ Skateboard ประมาณ10ปี ที่แล้ว โดยมีการถ่ายทำวีดีโอคลิปท่าเล่น Skateboard ในรูปแบบต่างๆส่งมาให้กลุ่มผู้เล่นในประเทศไทยได้ชมและฝึกทำตามซึ่งหนึ่งในนั้นร่วมถึงกลุ่มผู้เล่น Skateboard ในเชียงใหม่ด้วยเช่นกันซึ่งหากมองดูแล้วอาจจะไม่มีอะไรในนั้น แต่ความจริงแล้ว ในฉากหลังในวีดีโอนั้น แทบจะทุกวีดีโอจะมี งาน graffiti ติดอยู่ตามผนังกำแพง ซึ่งคนเชียงใหม่กลุ่มหนึ่งได้เข้าไปเห็นงาน graffiti นั้นและอยากลองทำดู โดยความคิดนี้เกิดจากเด็ก Skateboardคนหนึ่งที่ชื่นชอบในงาน graffiti จากการดูวีดีโอ จากนั้นก็เริ่มมีเด็ก Skateboard ส่วนหนึ่งให้ความสนใจมากยิ่งขึ้นต่อมาจึงได้ตั้งกลุ่ม graffiti ขึ้นมาในเชียงใหม่โดยมีชื่อกลุ่มว่า CHA ซึ่งย่อมาจาก Chiang Mai Street Art เป็นกลุ่มแรกที่เกิดขึ้นมาในเชียงใหม่ โดยในตอนแรก ก็จะใช้หนังสือที่เกี่ยวกับ graffiti ดูแบบจากหนังสือเหล่านั้นเพื่อทำการเรียน แบบจากผลงานของชาวต่างชาติ จากนั้นก็เริ่มที่จะสเก็จโดยเลียนแบบจากผลงานที่ตนชื่นชอบ หรืออาจจะนำผลงานของคนหลายๆคนมารวมกันเช่น ชอบ ตัว A ของคนๆนี้ ชอบตัว N ของคนๆนี้ ชอบ T ของคนนี้ แล้วนำเอาฟอนด์ของทั้งสามมารวมกับเกิดแบบใหม่ขึ้นมา จากนั้นก็นำมาประยุทธ์ใช้และค่อยๆพัฒนาจนได้ตัวหนัวสือที่เป็นแบบฉบับของตัวเอง เปรียบเทียบกับการฝึกเขียน ก.ไก่ ข.ไข่ ค.ควาย ซึ่งมีแบบมาจากหนังสือแบบเรียนเล่มเดียวกัน แต่หากให้หลายคนเขียนแล้วจะพบว่าแต่ละคน
ก็จะมีเอกลักษณ์การเขียนที่แตกต่างกันออกไป จากนั้น เริ่มจากการไปหาที่พ่นดูขนาดความกว้างก่อน จากนั้นก็นำแบบที่วาดไว้ก่อนหน้านี้มาดูว่าภาพไหนเหมาะกับสถานที่นี้ เมื่อได้ภาพที่เหมาะสมก็จะเริ่ม ทำการพ่นสีตามแบบที่สเก็จไว้ ซึ่งในระยะแรกๆนั้น ยังมีสมาชิกเพียงไม่กี่คน และยังมีพื้นที่ในการพ่นที่กว้างอยู่หากเปรียบเทียบกับในปัจจุบัน ซึ่งในระยะต่อมาคนกลุ่มนี้ได้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ ต่อมากลุ่ม CHA ที่เชียงใหม่มีการติดต่อกับกลุ่มที่มีความชื่นชอบในเรื่อง graffiti ในกรุงเทพมหานคร โดยเริ่มจากการที่หัวหน้ากลุ่มของทาง CHA ได้เดินทางไปอยู่ กทม. แล้วได้ไปพบกับนักเรียนนอกสองคน ซึ่งใช้ชีวิตเติบโตมาจากอเมริกา และมีความคิดในเรื่อง graffiti และได้รับวัฒนธรรมในแบบตะวันตก เป็นเหตุให้เกิดการตั้งกลุ่มใน กทม. จากนั้นออกไม่นานก็ได้เกิดกลุ่มใหม่ในเชียงใหม่ขึ้นโดยใช้ชื่อกลุ่มว่า DTHS ขึ้น และมีการร่วมงานกันกับที่กลุ่มที่กรุงเทพตลอดเหมือนเป็นพี่เป็นน้องกันเนื่องจากมีสมาชิกในกลุ่มไปอยู่ที่นั่นทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนกันตลอด ซึ่งกลุ่มเป็นเพียง แค่ชื่อที่ประกาศให้สังคมรับรู้เท่านั้น แต่ตัวสมาชิกคนในกลุ่มเท่านั้นถึงจะรู้ว่ามีใครอยู่ในกลุ่มนี้บ้าง และไม่ใช่ 1 คนต่อ 1 กลุ่ม คือ 1 คนอาจจะเป็นสมาชิกหลายกลุ่มเช่น ในเชียงใหม่ อาจจะเป็นสมาชิกทั้ง DTHS และ CHA ด้วยก็ได้ ด้วยเหตุนี้เองทำให้มีการติดต่อกับกลุ่ม graffiti ในกทม.ตลอดมาจนถึง ทุกวันนี้ และในปัจจุบันยังมีกลุ่มของชาวต่างชาติที่อาจจะเป็นแค่นักท่องเที่ยวหรือเปงเด็ก graffiti จากต่างประเทศที่เข้ามาเห็น graffiti ในเชียงใหม่แล้วอยากมีส่วนร่วม จึงนำสเปย์มาพ่นในแบบฉบับของ ตัวเอง ซึ่งอาจจะเป็นการพ่นทับลอยเดิมเพื่อแสดงให้เห็นว่างานของตัวเองดีกว่า เป็นต้น เวลาเปลี่ยน graffiti ก็เปลี่ยน

จะเห็นได้ว่าเมื่อเวลาเปลี่ยนไปสังคมเราก็เปลี่ยนไปตามเวลาไม่ว่าจะเป็น ความคิด วัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ที่มีความหมายที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต คนกลุ่มนี้ก็เหมือนกันถึงแม้จะ
เป็นกลุ่มวัฒนธรรมย่อยในสังคมก็ตาม ก็ไม่พ้นการเปลี่ยนแปลงตามเวลา จะสังเกตจากในปัจจุบันเมื่อเราขับรถไปตามท้องถนนในเชียงใหม่แล้ว มักจะไม่ค่อยเห็นภาพ graffiti มากนักเนื่องด้วยปัญหาเศรษฐกิจซึ่งส่งผลให้ตนทุนการผลิตงานแต่ละชิ้นสูงขึ้นและคนกลุ่มนี้มักจะไม่ได้รับกระแสตอบรับจากสังคมไปในทางที่ดีและถูกสังคมทอดทิ้งไม่เป็นที่ต้องการของคนกลุ่มมาก แต่ก็มีคนบางกลุ่มโดยเฉพาะเข้าของผู้ประกอบการร้านค้าเห็นถึงความสามารถ จึงได้เกิดวัฒนธรรมใหม่ของกลุ่ม graffiti ในเชียงใหม่ คือแทนที่จะพ่นตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งเป็นที่สาธารณะแล้วสังคมไม่เห็นคุณค่าก็ปรับเปลี่ยนวิธีการมาเป็นพ่นภาพต่างๆตามร้านอาหารหรือสถานประกอบการต่างๆ ตามที่ผู้ประกอบการจ้าง ซึ่งได้ทั้งเงินค่าแรงและได้ทั้งการแสดงผลงาน ซึ่งจะเห็นได้ว่ากลุ่ม graffiti ได้เริ่มมีการปรับเปลี่ยนแนวคิดมาเป็น graffiti ในเชิงธุรกิจมากยิ่งขึ้น และด้วยสถานที่และความต้องการของเจ้าของประกอบการธุรกิจร้านค้า จึงทำให้กลุ่ม graffiti ต้องใช้เทคนิดอื่นที่นอกเหนือจากการพ่นมากยิ่งขึ้น โดยนำวัฒนธรรมของ กลุ่ม Street Art เข้ามาผสมผสานแต่ก็ไม่ทิ้งแนวทางเดิม เปลี่ยนแค่เทคนิควิธีการจากการพ่นเพียงอย่างเดียวซึ่งมีข้อจำกัดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการพ่นในที่แคบก็ไม่สามารถทำได้ ปัญหาเรื่องสุขภาพของผู้พ่นเอง จึงหันมาให้แนวทางอื่นมากยิ่งขึ้น ทำให้ graffiti กลายเป็นสายหนึ่งของ Street Art ใน
ปัจจุบันกระแสกดดันจากสังคมทำให้กลุ่ม graffiti คิดที่จะหยุดทำหรือไม่

จากการที่ได้ไปสัมภาคกลุ่มคนเหล่านี้ได้คำตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่ ทำไปเลื่อยๆไม่หยุด
แต่ที่เห็นไม่ค่อยทำในทุกวันนี้เพราะว่า หยุดเพราะรักษาสุขภาพ เนื่องจากมีการพ่นติดต่อการเป็นเวลาหลายปี ถึงแม้จะมีอุปกรณ์เครื่องมือป้องกันก็ตามก็ยังช่วยได้ไม่มากนัก และหาแนวในการพ่นใหม่ๆ จะรับเฉพาะที่ได้รับค่าจ้างและใช้เทคนิคในการออกแบบเส้นตัวอักษรไปประยุทธ์ใช้กับสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นออกแบบเสื้อ” และที่หายไปนั้นก็ไม่ได้หายไปไหนแต่หายไปเพื่อให้เวลาในการเขียนแบบตัวหนังสือ Graffiti โดยจะมีการสเก็ตไว้ล่วงหน้าหลายๆแบบเพื่อเป็นการฝึกทักษะในการออกแบบ โดยเป็นลักษณะการ Drawing ฝึกจนชำนาญ เพื่อที่จะไปพ่นแต่ละครั้ง จะได้ทำงานได้งานที่มีคุณภาพและความรวดเร็ว

APPENDIX



created by Z Axis IT Solution